โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“CPF AI in Action” พลิกโฉมธุรกิจอาหารสัตว์-ฟาร์ม ด้วยพลัง AI จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 50 นาทีที่แล้ว
“CPF AI in Action” พลิกโฉมธุรกิจอาหารสัตว์-ฟาร์ม ด้วยพลัง AI จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนทุกความเปลี่ยนแปลง เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPF) และเครือข่ายพันธมิตรอย่าง Axons ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน การสร้างนวัตกรรม และการรักษาความมั่นคงทางอาหาร ผ่านการประยุกต์ใช้ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มสุกร และฟาร์มสัตว์น้ำ

บนเวทีเสวนา CPF AI in Action เจาะลึกการประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มสุกร และฟาร์มสัตว์น้ำ ภายใต้งาน CP INNOVATION EXPOSITION 2026 ธีม “BEYOND GLOBAL FOOD – Innovating for a Food-Secure Future” ได้สะท้อนภาพความสำเร็จของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาพลิกโฉมกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากแต่ละกลุ่มธุรกิจมาร่วมถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์จริง

จุดเริ่มต้นและเส้นทางของ AI ในอาหารสัตว์ของ CPF Feed

สมพงษ์ พิพัฒเสถียรภาส ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้านพัฒนาศักยภาพลูกค้า CPF Feed กล่าวว่า การนำ AI เข้ามาพลิกโฉมโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของ CPF เริ่มต้นจากปัญหาหน้างานที่ไม่สามารถตรวจสอบด้วยเซ็นเซอร์แบบเดิมได้ เช่น งานตรวจสอบคุณภาพกายภาพด้วยสายตา การจำแนกชนิดวัตถุดิบ หรือการตัดสินใจควบคุมเครื่องจักรที่ซับซ้อน โดยตั้งแต่ปี 2020 CPF Feed มีกระบวนการผลิตแบบอัตโนมัติ หรือ Automation แล้ว แต่ยังขาดเซนเซอร์ในการตรวจสอบคุณภาพกายภาพด้วยสายตา

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณค่าใหม่จากข้อมูลที่มี ผู้บริหารจึงร่วมมือกับสถาบันการศึกษา พัฒนาหลักสูตรแบบสั่งตัด (Custom-made) เพื่ออัปสกิลพนักงานผ่านการลงมือทำจริงในแต่ละโปรเจกต์ (Action-based) จนสามารถต่อยอดความสำเร็จจากระบบควบคุมกระบวนการผลิต เช่น การบดผสมและอัดเม็ด ไปสู่การคาดการณ์ราคาวัตถุดิบเพื่อบริหารต้นทุนให้แข่งขันได้ และการพัฒนาสมาร์ทฟาร์มเพื่อสนับสนุนเกษตรกร

“เมื่อบุคลากรมีความสามารถมากขึ้น เราก็เริ่มพัฒนา AI เพื่อควบคุมกระบวนการผลิต ทั้งการบด ผสม และอัดเม็ด ก่อนขยายไปสู่การคาดการณ์ราคาวัตถุดิบ เพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอในราคาที่เหมาะสม และการพัฒนาสมาร์ทฟาร์มเพื่อสนับสนุนลูกค้า ทำให้เรามีผลงานด้านนวัตกรรมมากมาย”

“แต่ถ้าถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่เราภูมิใจมาก ๆ นั่นคือการพัฒนาศักยภาพคน เราพัฒนาคนที่มีความสามารถทางด้านเทคโนโลยีและ AI ก็เป็นอะไรที่สามารถที่จะต่อยอดและก็เอาไปปรับปรุงได้อีกหลายกระบวนการมาก ผมก็รู้สึกว่านี่คือจุดแข็งของเรา” สมพงศ์ กล่าว

ฟาร์มสุกรยุคดิจิทัล "หมูดี" และ "ไอดูหมู"

ด้าน น.สพ. วิทยา ทะสุยะ จาก CPF Pig Farm เผยถึงโจทย์สำคัญที่ได้รับจากผู้บริหารเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ในการเปลี่ยนผ่านงานสัตวแพทย์จากอนาล็อกสู่ดิจิทัล ด้วยการส่งสัตวแพทย์ไปเรียนรู้ทักษะใหม่ทางด้านวิศวกรรมและ Big Data นำมาผสานกับองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่มีอยู่ พร้อมพัฒนาเครื่องมือที่ตอบสนองต่อจำนวน

+ผลลัพธ์ที่ได้คือการพัฒนาเครื่องมืออัจฉริยะ 2 ตัวหลัก:

  • "หมูดี": แชทบอทอัจฉริยะที่พัฒนามาจากโครงสร้างสมองของ ChatGPT แต่ถูกสอนด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ป้องกันโรคของ CPF ยาวนานเกือบ 20 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบคำถามทุกข้อสงสัย

  • "ไอดูหมู": ระบบเฝ้าระวังที่ช่วยตรวจจับความผิดปกติและส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า ก่อนที่หมูจะแสดงอาการป่วย เพื่อให้สามารถจัดการและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วภายใต้แนวคิด "รู้เร็ว จัดการเร็ว จบเร็ว" ซึ่งช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะและลดสารตกค้างสู่ผู้บริโภคโดยอัตโนมัติ

“ผมมองว่าการนำ AI มาใช้ช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น จากเดิมที่รอให้สุกรป่วยแล้วค่อยรักษา ก็เปลี่ยนเป็นการป้องกันและจัดการตั้งแต่ก่อนเกิดโรค การใช้ยาและทรัพยากรทุกอย่างลดลง ประสิทธิภาพก็สูงขึ้น ความเสียหายลดลง รวมถึงสารตกค้างที่อาจส่งต่อไปถึงผู้บริโภคก็น้อยลงด้วย ผมจึงมองว่านี่คือการสร้างความยั่งยืนโดยอัตโนมัติ”

“อีกเรื่องที่อยากฝากคือ ผมเชื่อว่าทุกคนในห้องนี้ใช้ AI อยู่แล้ว แต่สำหรับผม สิ่งสำคัญมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ตัวผู้ใช้ต้องมีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และข้อมูลที่มีคุณภาพ ยิ่งมากเท่าไหร่ อันนี้จะเป็นวัตถุดิบที่ดีในการเอาไปใช้”

“ส่วนที่ 2 ตัวเครื่องมือ AI ผมมองว่า เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยต่อยอด ผมมองว่าความสามารถของผู้ใช้มีความสำคัญ 70% ส่วนเครื่องมือ AI อยู่ที่ 30% เพราะ AI จะพัฒนาไปเรื่อย ๆ และเครื่องมือแต่ละตัวก็จะมีความสามารถใกล้เคียงกันมากขึ้น”

“เมื่อเรามีความรู้ของจริง ผสมเข้ากับ AI มันก็จะเป็นตัวคูณขยายความสามารถ หรือ องค์ความรู้ของเราให้ออกมาได้อย่างเต็มที่” น.สพ. วิทยา กล่าว

ฟาร์มสัตว์น้ำอัจฉริยะ กล้องใต้น้ำ AI และแพลตฟอร์ม Aqua Pro

การเลี้ยงกุ้งมีความท้าทายสูงเพราะสัตว์น้ำอาศัยอยู่ใต้ผิวน้ำ ทำให้ตรวจสอบการเจริญเติบโตและปริมาณอาหารได้ยาก อีกทั้งน้ำยังมีความขุ่นสูงจากจุลินทรีย์บำบัดน้ำ

เนรมิต หว้ามุข จาก CPF Aqua Farm กล่าวว่า ทีมงานจึงได้พัฒนา “กล้องใต้น้ำอัจฉริยะ” ที่สามารถจัดการกับความมืดและความขุ่นของน้ำ ถ่ายภาพกุ้งในบ่อเลี้ยงได้อย่างคมชัดเห็นหนวดและลำไส้ชัดเจน จากนั้นให้ AI ประมวลผลแปลงเป็นน้ำหนัก ประเมินผลผลิตรวม และช่วยควบคุมการให้อาหารได้อย่างแม่นยำ ไม่ให้อาหารเหลือจนน้ำเน่าเสีย ซึ่งช่วยลดการสิ้นเปลืองอาหารได้ถึง 9% ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายได้นับแสนบาทต่อปีและคืนทุนภายใน 1 ปี

ข้อมูลมหาศาลจากกล้องใต้น้ำเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังแพลตฟอร์ม Aqua Pro ของ Axons ซึ่งทำหน้าที่เป็น Super App รวบรวมข้อมูลการเลี้ยงทั้งหมดมาไว้ในที่เดียว (Single Platform) ช่วยเปลี่ยนข้อมูลกระจัดกระจายให้เป็น Digital Transformation และนำมาเทรน Machine Learning เพื่อทำนายผลลัพธ์ต่างๆ ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล (Data-driven decision) แทนการคาดเดาในอดีต

มุมมองอนาคต AI ไม่ได้มาแย่งงาน แต่คือเครื่องมือแห่งความยั่งยืน

ในช่วงท้ายของการเสวนา บรรดาผู้บริหารได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของ AI ในอนาคต:

  • ความยั่งยืนทางอาหาร (Food Security): AI ช่วยเพิ่ม Productivity และยกระดับ Food Safety ทำให้ต้นทุนต่ำลง คุณภาพดีขึ้น ส่งผลให้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

  • การเตรียมความพร้อมของคน: ความรู้และ Know-how ของมนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ (สัดส่วน 70%) ส่วน AI เป็นเพียงเครื่องมือขยายขีดความสามารถ (30%) เปรียบเสมือนการมาของเครื่องจักรหรือโปรแกรม Excel ในอดีต

  • ข้อคิดสำหรับคนทำงาน: พนักงานจะไม่ตกงานเพราะ AI แต่จะตกงานเพราะความสามารถในการแข่งขันที่สูงในปัจจุบัน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการเปิดใจยอมรับ เรียนรู้ และใช้ AI ให้เป็น "พาร์ทเนอร์" ในการทำงานเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

จตุรภัทร ธนาวุฒิ Manager - Product Owner บริษัท Axons กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เขามักได้รับคำถามจากเด็กรุ่นใหม่ที่กังวลว่า AI จะทำให้พวกเขาตกงานหรือไม่ เขาชี้ให้เห็นถึงอดีตว่า โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และ AI ไม่ใช่ครั้งแรกที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโลก แต่มีมาตั้งแต่ยุคเครื่องจักรไอน้ำที่ผู้คนกังวลว่าจะทำให้แรงงานตกงาน แต่สุดท้ายการจ้างงานกลับเพิ่มขึ้น

“ยุคถัดมาจากเครื่องจักรก็เป็นเครื่องมือคอมพิวเตอร์ Excel เข้ามา นักบัญชีก็กังวลว่าจะตกงาน เพราะทุกอย่างสามารถคำนวณได้หมด แต่สุดท้าย งานบัญชีกลับพัฒนาไปสู่การวิเคราะห์ที่ซับซ้อนขึ้น ทั้ง EBITDA การเงิน และเศรษฐศาสตร์มหภาคและจุลภาค ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น เราก็ยิ่งต้องพัฒนาความสามารถของตัวเองให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

“เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่าน้อง ๆ ไม่ต้องกลัว AI เพราะผมเชื่อว่า AI เป็นเครื่องมือ เหมือนเครื่องจักรไอน้ำหรือคอมพิวเตอร์และ Excel ที่เข้ามาช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น”

“ผมมองว่า ถ้าวันนี้คุณจะตกงาน คุณอาจไม่ได้ตกงานเพราะ AI แต่เพราะการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เมื่อต้นทุนลดลง ธุรกิจก็มีโอกาสแข่งขันและเอาชนะคู่แข่งได้มากขึ้น”

“ไม่มีธุรกิจไหนที่มีกำไรแล้วไม่ขยายตัว คุณต้องกลับมาถามตัวเองว่า ทุกสิ่งที่คุณเจอ คุณได้ใช้เป็นเครื่องมือหรือยัง ถ้าคุณได้ใช้ทุกอย่าง เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ต้นทุนต่ำ ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่อยู่ด้วยกัน เปิดใจยอมรับและใช้มันแล้วทุกอย่างจะไปด้วยกันได้” จตุรภัทร กล่าว

หมายเหตุ: บทความนี้ใช้เครื่องมือ AI ช่วยถอดเทปและเรียบเรียงเนื้อหา โดยมีการตรวจทานและปรับแก้ก่อนเผยแพร่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...