โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คมนาคมจับมือท่องเที่ยวบูมเศรษฐกิจการบิน ผุดไอเดียชวนนทท.รอต่อเครื่องแวะชิมช็อปปั้นรายได้

ไทยโพสต์

อัพเดต 13 ตุลาคม 2569 เวลา 0.04 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อ 'เวลารอเปลี่ยนเครื่อง' ไม่จำเป็นต้องจบลงแค่การนั่งรอในสนามบินอีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็นช่วงเวลาที่นักเดินทางออกไป กิน เที่ยว ช็อป และสัมผัสประสบการณ์ในประเทศไทย นั่นคือโจทย์ใหญ่ที่กระทรวงคมนาคมกำลังหยิบขึ้นมาแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ หลังพบว่าในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 มีผู้โดยสารเดินทางเข้าประเทศถึง 17.43 ล้านคน และในจำนวนนี้กว่า 1.3 ล้านคนเป็นผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง (Transfer Passenger) และผู้โดยสารรอต่อเที่ยวบิน (Transit Passenger) สามารถเดินทางออกจากท่าอากาศยานเพื่อท่องเที่ยว สัมผัสประสบการณ์ของประเทศไทยในช่วงเวลาระหว่างการต่อเที่ยวบิน ซึ่งมีเวลารอเชื่อมต่อเฉลี่ย 6-12 ชั่วโมง (ชม.) แต่ไม่เกิน 24 ชม.

จากตัวเลขดังกล่าวกำลังถูกมองใหม่ในฐานะ ตลาดที่ยังไม่ได้ใช้ศักยภาพเต็มที่ เพราะทุกชั่วโมงที่ผู้โดยสารกลุ่มนี้ยังอยู่ในประเทศไทย สามารถต่อยอดเป็นรายได้ให้กับธุรกิจบริการ ร้านอาหาร ร้านค้า แหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนชุมชนโดยรอบท่าอากาศยานได้ หากสามารถออกแบบเส้นทาง สิทธิประโยชน์ และบริการให้เหมาะสมกับเวลาที่มีอยู่ พร้อมรับประกันว่าผู้โดยสารจะสามารถกลับมาต่อเที่ยวบินได้อย่างปลอดภัยและตรงเวลา

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือ 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), สมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย, บริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและการบริการของประเทศไทย ด้วยการนำระบบคมนาคมและอุตสาหกรรมการบินมาเชื่อมต่อกับภาคการท่องเที่ยวและบริการอย่างเป็นระบบ โดยไม่ได้มองสนามบินเป็นเพียงสถานที่รับ-ส่งผู้โดยสาร แต่ต้องทำหน้าที่เป็น ประตูเศรษฐกิจ ที่พานักเดินทางเข้าสู่เมือง แหล่งท่องเที่ยว และธุรกิจในพื้นที่

โดยโจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยน Transfer Passenger จากผู้โดยสารที่เพียงแค่เดินทางผ่านประเทศไทย ให้กลายเป็นผู้เดินทางที่มีโอกาสสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยจะพัฒนาสิทธิประโยชน์ บริการ และกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การพำนัก และการใช้บริการในประเทศไทย ควบคู่กับการพัฒนาการเดินทางแบบไร้รอยต่อ

“ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการบูรณาการระหว่างกระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของระบบคมนาคมและอุตสาหกรรมการบินเข้ากับภาคการท่องเที่ยวและบริการ มุ่งสร้างความสะดวกในการเดินทาง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมสนับสนุนการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) และศูนย์กลางการท่องเที่ยว (Tourism Hub) ของภูมิภาค” นายพิพัฒน์กล่าว

ด้าน นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมท่าอากาศยาน (ทย.) จะขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้สอดคล้องกับกรอบความร่วมมือ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับท่าอากาศยานในความรับผิดชอบ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรฐานการให้บริการ พร้อมเร่งเชื่อมต่อท่าอากาศยานกับตัวเมือง แหล่งท่องเที่ยว และระบบขนส่งในพื้นที่

ขณะเดียวกัน จะประสานกับสายการบินและภาคการท่องเที่ยว เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางจากท่าอากาศยานไปยังเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาค เพราะท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานถือเป็นประตูสำคัญสู่ภูมิภาค การพัฒนาจึงต้องมองให้ไกลกว่าตัวอาคารสนามบิน และต้องครอบคลุมไปถึงระบบเชื่อมต่อที่จะทำให้ผู้โดยสารเดินทางเข้าสู่เมืองและแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวก

“ท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานเป็นประตูสำคัญสู่ภูมิภาค การพัฒนาจึงต้องครอบคลุมทั้งความพร้อมของท่าอากาศยานและการเชื่อมต่อการเดินทาง เพื่อให้ผู้โดยสารเข้าถึงเมืองและแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวก และทำให้ประโยชน์จากการเดินทางทางอากาศส่งต่อไปถึงผู้ประกอบการและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม”นายภัทรพงศ์** กล่าว

นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่านโครงการ Amazing Thailand Transfer Passenger Privilege โดยทั้ง 6 หน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาสิทธิประโยชน์ การอำนวยความสะดวก การเชื่อมโยงการเดินทาง การประชาสัมพันธ์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ รวมถึงผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากการเดินทาง และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

สำหรับ กรอบความร่วมมือกำหนดระยะเวลา 3 ปี และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงต้นปี 2570 โดยเป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การมอบส่วนลดหรือสิทธิประโยชน์ให้ผู้โดยสารเท่านั้น แต่ต้องสร้างระบบนิเวศใหม่ที่เชื่อมสนามบิน สายการบิน เมือง แหล่งท่องเที่ยว และผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ททท.จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสาน บูรณาการ และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ท่าอากาศยาน สายการบิน ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ภายใต้โครงการ Amazing Thailand Transfer Passenger Privilege เพื่อพัฒนาแนวทางอำนวยความสะดวกและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้โดยสารกลุ่ม Transfer และ Transit Passenger รวมถึงออกแบบเส้นทางและพัฒนาเมนูประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับระยะเวลารอเปลี่ยนเครื่อง

ททท.มองเห็นโอกาสสำคัญจากผู้โดยสารที่เดินทางผ่านประเทศไทย โดยไม่ควรปล่อยให้กลุ่มนี้เป็นเพียง ผู้โดยสารที่รอเที่ยวบิน แต่สามารถเปลี่ยนเป็น นักท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสประเทศไทย ในช่วงเวลาที่มีอยู่ โดยคำนึงถึงความสะดวก ความปลอดภัย และการเดินทางกลับมาขึ้นเที่ยวบินต่อได้อย่างมั่นใจ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลและระบบสนับสนุนให้การเดินทางตั้งแต่ท่าอากาศยานสู่แหล่งท่องเที่ยวและกลับมาต่อเที่ยวบินเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยาน

ภายใต้กรอบความร่วมมือ ททท. จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสานบูรณาการความร่วมมือ เพื่อพัฒนาแนวทางอำนวยความสะดวกและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้โดยสารกลุ่ม Transfer และ Transit Passenger ที่สำคัญ จะมีการออกแบบเส้นทางและพัฒนาเมนูประสบการณ์ท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับระยะเวลารอเปลี่ยนเครื่อง โดยคำนึงถึงความสะดวก ความปลอดภัย และระยะเวลาที่ผู้โดยสารต้องกลับมาขึ้นเที่ยวบินต่อ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลและระบบสนับสนุนตั้งแต่ท่าอากาศยานไปยังแหล่งท่องเที่ยวและกลับมายังสนามบิน เพื่อให้การเดินทางตลอดเส้นทางเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ

ในอีกด้านหนึ่ง โครงการยังมุ่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการโดยรอบท่าอากาศยาน ทั้งร้านอาหาร ร้านค้า แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน และธุรกิจบริการท่องเที่ยวท้องถิ่น รวมถึงติดตามและประเมินผลความสำเร็จของโครงการ เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนานโยบาย ขยายผล และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

ทั้งหมดสอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่ Aviation Hub และ Tourism Hub ของภูมิภาค โดยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้ง โครงข่ายการบิน และศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มมูลค่าจากการเดินทางผ่านประเทศไทย โดยระยะแรก ททท.จะเร่งพัฒนาสิทธิประโยชน์และ Transit Experience ให้เหมาะสมกับระยะเวลาการต่อเที่ยวบิน พร้อมเชื่อมโยงหน่วยงานและผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถนำไปดำเนินการได้จริง

ดังนั้น เป้าหมายปลายทางจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้โดยสาร ใช้เวลาอยู่ในไทย มากขึ้น แต่ต้องทำให้เวลาที่ใช้เกิดมูลค่าสูงสุด ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การจับจ่าย การกระจายรายได้ และการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความสะดวกและความมั่นใจในการเดินทางต่อ

“หากเดินหน้าได้ตามแผน ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจากเพียง ทางผ่าน ของนักเดินทางระหว่างประเทศให้กลายเป็น จุดหมายระหว่างทาง ที่สร้างรายได้ได้จริงตั้งแต่สนามบินถึงชุมชน และตั้งแต่เวลารอเพียงไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ พร้อมขยับประเทศไทยสู่การเป็น High-Value & Meaningful Destination และเสริมความแข็งแกร่งให้ทั้งอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและสากลอย่างต่อเนื่อง” นางสาวฐาปนีย์ กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...