โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ขยะพิษ” ทุนเทา+ขรก.เทา หายนะใหญ่ ในยุครัฐบาลอนุทิน !!

Manager Online

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

เมืองไทย 360 องศา

เวลานี้หากพิจารณาในภาพรวมๆแล้วปัญหา “ขยะพิษ” กำลังกลายเป็นปัญหาใหม่ที่กำลังปะทุขึ้นมา และมีแนวโน้มสร้างความหายนะให้กับชาวบ้าน และบ้านเมืองได้เลย หากไม่มีมาตรการป้องกัน และการจัดการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด และยิ่งมีการรับรู้ว่า “มีหลายหน่วยงานที่ร่วมรับผิดชอบ” ร่วมกันควบคุมดูแล มันก็ยิ่งสร้างปัญหาให้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้นกว่าเดิม

เวลานี้รับรู้กันแล้วว่า “สารปนเปื้อน” ทั้งที่มาจาก “ขยะพิษที่นำเข้า” จาก ขยะพิษจากกาอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ผู้ประกออบการไร้ความรับผิดชอบ รวมไปถึงสารปนเปื้อนที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน ไหลปนเปื้อนลงในแม่น้ำ ทั้งในแม่น้ำกกทางภาคเหนือ และตอนนี้กำลังเกิดปัญหาในแม่น้ำโขง ขณะที่ในแม่น้ำปราจีนบุรี ที่กลายเป็น “แม่น้ำสีรุ้ง” กลายเป็นว่า “อันตรายกว่าที่คิด จากการปนเปื้อนของสาร “อลูมิเนียม” กำลังสร้างปัญหาต่อการบริโภคน้ำของพี่น้องประชาชน กำลังสร้างปัญหากระทบในวงกว้าง

ก่อนหน้านี้ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมแจ้งเตือนประชาชนเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำปราจีนบุรี ว่ามีสารอลูมิเนียมในปริมาณสูงจนเกิดอันตรายกับสุขภาพ โดยห้ามใช้ในการอุปโภค บริโภคชั่วคราว หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแหล่งที่สงสัยว่าปนเปื้อนมาใช้ดื่ม ประกอบอาหาร ล้างผักผลไม้ หรือแปรงฟัน จนกว่าจะมีประกาศว่าปลอดภัย

ทั้งนี้ มีการระบุว่า การต้มน้ำไม่ช่วยกำจัดสารอลูมิเนียม และโลหะหนักที่ละลายอยู่ในน้ำได้ พร้อมกันนี้ ยังได้แนะนำให้หลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์น้ำ ปลา จากแหล่งน้ำดังกล่าว จนกว่าจะมีการตรวจรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานรัฐ

ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาเรื่องสารพิษในแม่น้ำอื่น เช่น แม่น้ำกก แม่น้ำสาย ทางภาคเหนือ และเมื่อวันก่อน พรรคฝ่ายค้านได้มีการตั้งกระทู้ถาม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย นายสุชาติ ชี้แจงว่า ปัญหาสารพิษในแม่น้ำมักเกิดในช่วงน้ำหลากที่มีดินตะกอนจากแม่น้ำเพื่อนบ้านไหลเข้ามาในไทย แต่กระทรวงทรัพย์ฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ในแม่น้ำสายจากการตรวจสอบพบค่าสารหนูเกินมาตรฐาน จึงส่งเรื่องต่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดตาม ขณะที่แม่น้ำโขงที่ลามไปถึงจังหวัดภาคอีสานนั้น ได้ขอความร่วมมือกับประเทศลาว เพื่อขอติดตั้งสถานีวัดอ่านค่ามาตรฐาน ให้ประเทศลาวทราบว่าปล่อยสารพิษออกมา

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาสารพิษจากขยะอิเลกทรอนิกส์ในเหตุอุทกภัยภาคตะวันออกนั้น ยืนยันลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขทันที และเป็นหน่วยงานแรกที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำให้น้ำเป็นสายรุ้ง มีการฟ้องแพ่งเอาผิด และประสานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ยึดทรัพย์ และใช้ยาแรงเอาผิด

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเกิดน้ำสีรุ้งจากคราบน้ำมันนั้น กระทรวงทรัพย์ฯไปตรวจสอบก่อนใคร และส่งปัญหาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมาย และแก้ปัญหา แต่การใช้เงินกองทุนสิ่งแวดล้อม มาแก้ปัญหามลพิษนั้น การฟื้นฟูหรือกำจัดกากอุตสาหกรรมไม่อยู่ในเงื่อนไขการใช้เงินกองทุน

จากการชี้แจงของนายสุชาติ ดังกล่าวทำให้รับรู้ว่า มีหลายกระทรวง หลายหน่วยงานที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ซึ่งหากพิจารณากันแบบเร็วๆ นอกเหนือจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของ นายสุชาติ แล้ว ต้องมี กระทรวงมหาดไทย ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นฝ่ายปกครอง ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงอุตสาหกรรม ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รวมไปถึง กระทรวงการคลัง ของ นายเอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ ที่มีกรมศุลกากร ที่คอยสกัดกั้น หรือไฟเขียวสินค้าผ่านแดนเข้ามา และอาจยังมีหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมก็เป็นได้ เช่น กระทรวงสาธารณสุข อีกหรือเปล่า แต่เอาเป็นว่า มีหลายหน่วยงานมาก ยังไม่นับหน่วยงานจับกุมอีกจำนวนมาก

แน่นอนว่า เมื่อมีหลายหน่วยงาน หลายความรับผิดชอบ มองอีกมุม มันก็คือช่องโหว่ ให้เกิดการทุจริต ทั้งสร้างภาระให้กับผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการ “ปัดความรับผิดชอบ” หน่วยงานนี้โบ้ยไปหน่วยงานนี้ เวลาเกิดปัญหา

อีกทั้งด้วยระบบราชการแบบไทยๆ ที่รับรู้กันดีก็คือ นอกเหนือจาก “ช้า ล้าหลัง” แล้ว ยังมีพวก ข้าราชการทุจริต สีเทา ที่ร่วมมือกับ “ทุนเทา” หรือต่างฝ่ายต่างเอื้อผลประโยชน์ต่อกัน เหมือนกับเวลานี้ บรรดาโรงงานขยะพิษ ทั้งที่มีการตั้งโรงงานในภาคตะวันออกทั้ง ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา

ก่อนหน้านี้ มีการนำเสนอข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม อัปเดต ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 ระบุว่า ใน 9 จังหวัด ที่มีโรงงานประเภท 105 และ 106 มากที่สุด มีโรงงานรวมกันถึง 2,121 แห่ง! โดยโรงงานประเภท 105 คือ โรงงานที่เกี่ยวข้องกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ส่วนประเภท 106 คือโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ หรือ รีไซเคิล

มาลองไล่ดูกันว่า มีจังหวัดไหนบ้าง อันดับ 9 สระบุรี มี 125 โรงงาน อันดับ 8 พระนครศรีอยุธยา มี 144 โรงงาน อันดับ 7 ปราจีนบุรี มี 155 โรงงาน จังหวัดที่กำลังถูกจับตาจากปัญหาขยะและโรงงานอุตสาหกรรม อันดับ 6 ปทุมธานี มี 205 โรงงาน จังหวัดที่อยู่ติดกรุงเทพฯ อันดับ 5 ระยอง มี 229 โรงงาน อันดับ 4 ฉะเชิงเทรา มี 259 โรงงาน อันดับ 3 สมุทรสาคร มี 267 โรงงาน อันดับ 2 สมุทรปราการ มี 327 โรงงาน และอันดับ 1 ชลบุรี มีมากถึง 410 โรงงาน นี่คือตัวเลขของโรงงานประเภท 105 และ 106 ใน 9 จังหวัด ที่มีจำนวนมากที่สุดตามข้อมูลชุดนี้ รวมแล้ว 2,121 แห่ง

พิจารณาจากตัวเลขดังกล่าวถือว่า น่ากลัวเพียงใด ยิ่งเมื่อได้ยินข่าวเรื่องการปล่อยน้ำเสีย การลักลอบขนขยะพิษไปทิ้ง จนเกิดสารปนเปื้อนลงในแม่น้ำลำคลอง ใกล้ชุมชน และยิ่งได้ยิน ทุนเทา ข้าราชการเทา ในบ้านเรา หรือแม้กระทั่งในเวลานี้กำลังจะถูกมองว่า เป็น “รัฐบาลสีเทา” เข้าไปทุกทีแล้ว ไม่อยากหลับตานึกภาพว่ามันจะ “สยดสยอง” เพียงใด !!

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...