ประชาธิปัตย์แนะรัฐบาลถอดบทเรียนเวที IMF-World Bank ระวังวิกฤตเศรษฐกิจใหม่
วันนี้ (15 ตุลาคม) กรณ์ จาติกวณิช และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงทิศทางเศรษฐกิจไทย ภายหลังความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยเตือนให้ระวังปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ พร้อมเสนอแนวทางยกระดับ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อนำประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชื่นชมและขอบคุณรัฐบาล กระทรวงการคลัง รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับคำชมจากผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 10,000 คนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม กรณ์เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดนอกเหนือจากความสำเร็จในการจัดงาน คือการถอดบทเรียนทางเศรษฐกิจที่ได้จากการประชุมดังกล่าว โดยได้เปรียบเทียบกับการเป็นเจ้าภาพของไทยเมื่อปี 2534 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน
ขณะนั้นเศรษฐกิจไทยเติบโตสูงถึงร้อยละ 8-10 ต่อปี แต่กลับแฝงไปด้วยความเสี่ยงจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการผูกอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไว้กับดอลลาร์สหรัฐ จนนำไปสู่วิกฤตต้มยำกุ้งในอีก 6 ปีต่อมา
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียงร้อยละ 2 กว่า แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงแอบแฝงที่อาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
กรณ์ได้เสนอแนะให้รัฐบาลและหน่วยงานที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ นำข้อเสนอแนะจาก IMF และ World Bank มาปรับใช้ใน 4 มิติ ได้แก่
- การปรับตัวสู่ยุคเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยธรรมชาติที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
- การรับมือกับโครงสร้างสังคมสูงวัย ที่บริบทมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับในอดีต
- การปรับทิศทางการค้าต่างประเทศ โดยลดการพึ่งพาตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่มากเกินไป และหันมาสร้างความเข้มแข็งทางการค้ากับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะนำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะทั้งหมดจากการประชุมครั้งนี้ ไปประยุกต์ใช้ในการจัดทำนโยบายเศรษฐกิจของพรรค เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาปากท้องและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ในฐานะอดีตนักวิจัยอนาคตศาสตร์รายงาน World Bank เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยย้ำว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ หากต้องการหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศจะต้องเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 5 ต่อปี ตามแนวนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์เคยเสนอไว้
ดร.การดี ได้เสนอแนวทางการยกระดับและเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่าน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดังนี้
- อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร: เปลี่ยนผ่านจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่เน้นเชิงปริมาณหรือตามน้ำหนัก มาเป็นการส่งออกสารอาหารที่มีมูลค่าสูง (High-Value Nutrients) โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม
- อุตสาหกรรมการบริการดิจิทัลและ AI: เร่งกำหนดนโยบายและทิศทางระบบเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI Economy) ของประเทศไทยให้ชัดเจน ทั้งในด้านการส่งเสริม Data Center และการวางจุดยืนในห่วงโซ่อุปทานยุค AI เพื่อฉกฉวยโอกาสทางเศรษฐกิจก่อนที่หน้าต่างแห่งโอกาสจะปิดลง
- อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและพลังงานสีเขียว: เร่งเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด และผลักดันโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Grid) เพื่อรองรับแนวโน้มการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระดับโลก
- อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Longevity & Wellness): ปรับเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว มาเป็นการเน้นสร้างรายได้จริงและกระจายรายได้ลงสู่คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
- อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy): ปรับปรุงรูปแบบการสนับสนุนจากภาครัฐให้สอดคล้องกับกลไกตลาด เพื่อส่งเสริมและผลักดันศักยภาพของบุคลากรไทย (Thai Talent) ให้สามารถเติบโตและแข่งขันในเวทีระดับโลกได้อย่างแท้จริง