‘ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก’ ชวนคนไทยจัด ‘กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง’
“ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” ชวนคนไทยจัด “กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง” รับมือสารพัดภัยพิบัติสากล
วันนี้ (2 พ.ย.) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์การแจ้งเตือนภัยในระดับสากล กรณีที่มีหลายประเทศประกาศให้ประชาชนเตรียมสำรองอาหาร เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นเพื่อรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยระบุว่า สำหรับประเทศไทย ไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศที่ต้องเผชิญหน้าหรือเตรียมรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ปภ. มองเห็นถึงความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย จึงได้รณรงค์และสร้างการรับรู้ให้ประชาชนเตรียมพร้อม “กระเป๋าฉุกเฉิน” (Emergency Bag) มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงแต่ใช้เตรียมรับมือเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมขั้นพื้นฐานเพื่อรับมือกับภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินในชีวิตประจำวันทุกรูปแบบ
นายนิรัตน์ ระบุว่า ระยะเวลา 72 ชั่วโมงแรก (3 วันแรก) ถือเป็นมาตรฐานสากลในการรับมือภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดที่ผู้ประสบภัยจะต้องพึ่งพาตนเองและเอาตัวรอดในระหว่างที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังระดมความช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่ การเตรียมความพร้อมทั้งน้ำ อาหาร และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้เพียงพอกับสมาชิกในครอบครัว จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้สามารถดำรงชีพเบื้องต้นได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน
สำหรับภัยพิบัติที่ประชาชนสามารถนำกระเป๋าฉุกเฉินไปใช้ประโยชน์ได้ครอบคลุมทั้ง
- ภัยธรรมชาติ: อาทิ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม แผ่นดินไหว และโรคระบาดรุนแรง
- ภัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์: อาทิ เหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ภาวะจลาจล การก่อวินาศกรรม ตลอดจนเหตุการณ์อื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ
เปิดรายละเอียด 6 หมวดสิ่งของจำเป็นใน “กระเป๋าฉุกเฉิน”
ทาง ปภ. ได้แนะนำให้ประชาชนเลือกใช้กระเปห๋าที่มีน้ำหนักเบา มีคุณสมบัติกันน้ำได้ และควรจัดวางไว้ในจุดที่หยิบฉวยใช้งานหรือพกพาอพยพได้ทันที โดยสิ่งของภายในควรแบ่งออกเป็น 6 หมวดหลัก ดังนี้:
1. ยาและสุขภาพ: ประกอบด้วย ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น ยาสามัญประจำบ้าน ยาประจำตัวสำหรับผู้มีโรคประจำตัว และเอกสารสำคัญด้านประวัติการรักษา
2. อาหารและน้ำดื่ม: น้ำดื่มสะอาดควรสำรองไว้ในปริมาณ 3 ลิตรต่อคนต่อวัน รวมถึงอาหารพร้อมรับประทานที่เก็บรักษาได้นาน ขนมที่ให้พลังงานสูง และหากในบ้านมีกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยติดเตียง ควรจัดเตรียมอาหารเฉพาะทางสำหรับบุคคลกลุ่มดังกล่าวด้วย
3. อุปกรณ์สื่อสารและเครื่องมือช่าง: ได้แก่ โทรศัพท์มือถือพร้อมพาวเวอร์แบงก์ที่ชาร์จไฟเต็ม, ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง, วิทยุทรานซิสเตอร์ (สำหรับติดตามข่าวสารกรณีระบบอินเทอร์เน็ตหรือกระแสไฟฟ้าขัดข้อง), นกหวีดสำหรับส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ, เทียนไข, ไฟแช็ก, สมุดบันทึก, ปากกา, มีดพกอเนกประสงค์, กรรไกร, เชือก และเทปกาวอเนกประสงค์
4. เอกสารสำคัญและเงินสด: เอกสารส่วนบุคคลพร้อมสำเนาที่เก็บรักษาไว้ในซองกันน้ำอย่างดี อาทิ บัตรประจำตัวประชาชน, ทะเบียนบ้าน, บัตรประกันสุขภาพ, ใบขับขี่, สมุดบัญชีธนาคาร, โฉนดที่ดิน, กุญแจสำรองบ้านหรือรถ รวมถึง เงินสด เนื่องจากในยามฉุกเฉินระบบธุรกรรมทางการเงินผ่านออนไลน์อาจไม่สามารถใช้งานได้
5. สุขอนามัยส่วนบุคคล: กระดาษทิชชู, แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน, อุปกรณ์อาบน้ำพกพา และถุงขยะสำหรับจัดการสิ่งปฏิกูลเบื้องต้น
6. เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม: เสื้อผ้าสำรองสำหรับเปลี่ยน, เสื้อกันฝน, หมวก, รวมถึงผ้าห่มฉุกเฉินหรือถุงนอน เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นในช่วงเผชิญเหตุระยะแรก
นอกจากความพร้อมในระดับครัวเรือนแล้ว อธิบดี ปภ. ยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในส่วนของภาครัฐ โดย ปภ. ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรกลสาธารณภัย ยุทโธปกรณ์ และจัดตั้ง ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) ให้มีความพร้อมปฏิบัติงานได้ทันที นอกจากนี้ ยังมีระบบการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าผ่านเทคโนโลยี Cell Broadcast และช่องทางสื่อสารอื่นๆ ที่ครอบคลุม เพื่อแจ้งสถานการณ์ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมทั้งประสานแผนเผชิญเหตุและบรรเทาทุกข์ในทุกพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ปภ. รายงานสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ 3 จังหวัด เร่งบรรเทาความเดือดร้อน
- คปภ. รุดลงพื้นที่ภูเก็ต เร่งเยียวยาประกันภัยพิบัติแห่งชาติ
- ด่วน!! ปภ. แจ้งอพยพ กะรน ภูเก็ต ฝนตกหนัก หวั่นดินโคลนถล่ม
ติดตามเราได้ที่