โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"ไทยเครดิต" ทำกำไรนิวไฮรายไตรมาส Q3/69 แตะ 1,239 ล้านบาท โต 22% กำไร 9 เดือนทะลุ 3,393 ล้านบาท

สยามรัฐ

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) (CREDIT) เผยผลประกอบการ 9เดือนแรกปี 2569มีกำไรสุทธิสะสม 3,392.9 ล้านบาท เติบโตกว่าร้อยละ 19.4เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 3ทำสถิติกำไรสุทธิ รายไตรมาสสูงสุดใหม่ ที่ 1,239.0ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 22.2จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ กำไรต่อหุ้นของธนาคารอยู่ที่ 2.75บาทต่อหุ้นในงวด 9เดือนแรก และ 1.01บาทต่อหุ้นในไตรมาส 3สะท้อนศักยภาพการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและฐานะทางการเงินที่มั่นคง

ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของยอดเงินให้สินเชื่อรวม ซึ่งเติบโตร้อยละ 13.8เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 202,102.8ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3ปี 2569โดยการเติบโตหลักของสินเชื่อรวมมาจากกลุ่มสินเชื่อเพื่อธุรกิจ Micro SME (MSME) ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 14.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตอบรับความสำเร็จจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และศูนย์ธุรกิจสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอี ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการเสริมสภาพคล่องของผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุด ขณะที่สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกันขยายตัวร้อยละ 10.7เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสินเชื่อบุคคลเติบโตอย่างโดดเด่นถึงร้อยละ 30.1เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตลอดจนการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 1,337.2 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.9 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อ ในส่วนธุรกิจหลัก รวมถึงรายได้เงินชดเชย FIDF จากมาตรการคุณสู้เราช่วยและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ จากเหตุอุทกภัยทางภาคใต้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของธนาคารในไตรมาส 3 ปี 2569 ลดลง ร้อยละ 2.3เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักจากการชำระคืนเงินกู้ยืมจาก IFCในช่วงไตรมาส 2ปี 2569

แม้ว่าภาพรวมอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) งวด 9 เดือนแรกของปี 2569 จะปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 7.3 จากร้อยละ 7.7 ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างอัตรารายได้ดอกเบี้ยสุทธิรายไตรมาสมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มาอยู่ที่ร้อยละ 7.6 ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568ปัจจัยหลักจากจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและการปรับกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่คำนึงถึงความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยง อาทิ ‘สินเชื่อ ‘SME กล้าช่วย’ สำหรับผู้ประกอบการมีที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง, ‘SME กล้าสู้’ ที่นำเกณฑ์การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยง (Risk-Based Pricing), ตลอดจนผลิตภัณฑ์ “Micro Max” ที่ขยายวงเงินสินเชื่อครอบคลุมกลุ่มผู้ค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศ

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังคงรักษาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการได้อย่างรัดกุม โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (Gross NPLs Ratio) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.0 จากเดิม ร้อยละ 4.2 ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ขณะที่อัตราส่วนการกันสำรองเพื่อครอบคลุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) ปรับตัวดีขึ้นจากร้อยละ 148.2 ในไตรมาส 2 ปี 2569 มาอยู่ที่ร้อยละ 156.0 สะท้อนถึงการตั้งสำรองอย่างรอบคอบเพื่อเสริมเกราะป้องกันรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในอนาคต สอดรับกับเป้าหมายการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

Aw Fb Summary Q3 2026 Th En Finish 01

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน)หรือ CREDIT เปิดเผยว่า “ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ธนาคารไทยเครดิตยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 ด้วยความรอบคอบและยึดมั่นในวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด โดยตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อในระดับเลขสองหลัก ควบคู่กับการควบคุมสัดส่วน NPL ให้ต่ำกว่าร้อยละ 4.5 เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการยกระดับดิจิทัลแพลตฟอร์ม ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง พร้อมทั้งนำแนวทางการพิจารณาสินเชื่อที่ยืดหยุ่นมาปรับใช้ โดยประเมินกระแสเงินสดควบคู่กับหลักประกัน เพื่อเติมเต็มสภาพคล่องแก่ธุรกิจที่มีศักยภาพ และร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคง”

นอกจากนี้ ในไตรมาส 3ปี 2569ธนาคารไทยเครดิตยังได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งด้านผลการดำเนินงานและนวัตกรรม โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 500 ธนาคารที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ประจำปี 2026 จาก Forbes (Forbes 2026 World’s Top Performing Banks) พร้อมทั้งได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ที่ “A(tha)” และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้น (National Short-Term Rating) ที่ “F1(tha)” พร้อมคงแนวโน้มอันดับเครดิตที่ “มีสถียรภาพ” (Stable Outlook) จาก Fitch Ratings สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) การเป็นผู้นำด้านสินเชื่อ Micro SME ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน ธนาคารยังได้รับรางวัล The Sauciest Brand for Better Planet จากเวที Techsauce Awards 2026 ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมทางการเงินที่มุ่งมั่นเปิดโอกาสให้กลุ่มคนตัวเล็กสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

นายรอยย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ท่ามกลางความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ธนาคารไทยเครดิตพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการในฐานะพันธมิตรทางการเงินที่พร้อมสนับสนุนศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเติมเต็มช่องว่างทางการเงิน เสริมสภาพคล่องแก่ธุรกิจที่มีศักยภาพ และส่งมอบบริการทางการเงินที่ตรงจุด เพื่อปลดล็อกขีดจำกัด พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ให้สามารถปรับตัว แข่งขัน และเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจไทยที่มี
การแข่งขันสูงขึ้น”

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...