กรมศุลฯลุยตรวจเข้มสินค้ากลุ่มเสี่ยง สกัดขยะพิษข้ามชาติ ปี 69 จับกุมสูงสุด มูลค่าของกลาง 243.1 ล. หวังปกป้องสิ่งแวดล้อม-ความปลอดภัยปชช.
วันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุลอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่อาจมีการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายปะปนมา พร้อมยกระดับมาตรการตรวจสอบสินค้ากลุ่มเสี่ยงอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและลดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กำชับให้กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะภายหลังพบปัญหาขยะพิษและโรงงานแปรรูปของเสียที่ดำเนินการโดยผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดระยองและปราจีนบุรี ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว กรมศุลกากรจึงเร่งดำเนินมาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะสินค้าที่สำแดงเป็นเศษโลหะและเศษกระดาษ ซึ่งอาจมีขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือของเสียอันตรายปะปนเข้ามา พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย โดยในวันนี้กรมศุลกากรได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วมตรวจสอบและสังเกตการณ์ร่วมกัน
อธิบดีกรมศุลกากร ชี้แจงว่า อุตสาหกรรมรีไซเคิลได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 โดยมีการนำเข้าเศษต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เศษเหล็ก เศษทองแดง เศษอะลูมิเนียม รวมถึงเศษกระดาษเข้ามาเพื่อคัดแยก ผลิตใหม่ ทั้งนี้ หากกระบวนการคัดแยก หลอม แปรรูป หรือการจัดการและกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตไม่มีประสิทธิภาพ ก็จะก่อให้เกิดสารพิษหรือสารตกค้างเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของพี่น้องประชาชนถึงแม้ว่าเศษโลหะจะมีลักษณะทางกายภาพเป็นของที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ และอาจดูเหมือนเป็นขยะในสายตาของประชาชนทั่วไป
อย่างไรก็ดีปัจจุบันประเทศไทยมีเพียงข้อห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ของเสียอันตราย และขยะเทศบาล ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น โดยไม่ได้มีข้อห้าม หรือข้อกำหนดในการนำเข้าเศษโลหะ หรือการกำหนดรูปแบบลักษณะของเศษโลหะแต่อย่างใด จึงมีความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือของเสียอันตรายปะปนมากับสินค้าที่สำแดงเป็นเศษโลหะ กรมศุลกากรจึงได้เพิ่มเติมมาตรการในการตรวจสอบสินค้านำเข้าประเภทเศษโลหะให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งการตรวจสอบด้วยเครื่องเอกซเรย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการจำแนกสินค้าที่ปะปนมาในตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากภาพเอกซเรย์ไม่สามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าสินค้าภายในตู้มีสิ่งของที่เข้าข่ายเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าหรือไม่ จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลประกอบการตรวจสอบและการเปิดตรวจทางกายภาพ เพื่อให้สามารถตรวจสอบลักษณะและประเภทของสินค้าได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้การเปิดตรวจตู้คอนเทนเนอร์ทางกายภาพทุกตู้จำเป็นต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่ ระยะเวลา และพื้นที่สำหรับนำสินค้าออกมาตรวจสอบเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการขนถ่ายสินค้าและเพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการ หากดำเนินการตรวจสอบทั้งหมดภายในพื้นที่ท่าเรืออาจไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้อย่างเหมาะสม กรมศุลกากรจึงต้องกำหนดแนวทางตรวจสอบให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง ข้อมูลการข่าว และข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน โดยมุ่งให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพและสามารถป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับแนวทางดำเนินการในระดับนโยบาย กรมศุลกากรได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อพิจารณามาตรการควบคุมการนำเข้าเศษโลหะให้เข้มงวดยิ่งขึ้น รวมถึงข้อเสนอออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ห้ามนำเข้าเศษโลหะทุกประเภทตามแนวทางที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นสมควร โดยต้องพิจารณาผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบนำเข้าควบคู่กันไป โดยหากมีความจำเป็นต้องอนุญาตให้นำเข้า เห็นควรจำกัดรูปแบบสินค้าให้อยู่ในลักษณะโลหะที่ผ่านการหลอมและแปรรูปเป็นแท่งสำเร็จรูปแล้ว แทนการนำเข้าเศษโลหะในลักษณะเทกอง อัดก้อน หรือบรรจุในถุงขนาดใหญ่ (Big Bag) ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการปะปนหรือซุกซ่อนวัสดุที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการนำเข้า อีกทั้งกระบวนการหลอมยังก่อให้เกิดสารพิษอันตราย หากไม่กำจัดอย่างถูกวิธี
ทั้งนี้รายละเอียดเกี่ยวกับประเภทสินค้า เงื่อนไขการอนุญาต และข้อยกเว้นต่าง ๆ จะต้องผ่านการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่และเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กำหนดมาตรการในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยพิจารณาให้เศษโลหะเป็นสินค้าที่ต้องได้รับอนุญาตนำเข้า กำหนดเงื่อนไขการนำเข้าให้สอดคล้องกับความจำเป็นในการใช้วัตถุดิบของโรงงานในประเทศ รวมถึงพิจารณากำหนดให้มีการตรวจสอบสินค้าก่อนส่งออกมาจากประเทศต้นทาง และวางระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามตรวจสอบและป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมด้วยการสำแดงประเภทสินค้าในพิกัดอื่น
ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์และร้องเรียนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงมีการเปิดเผยรายชื่อบริษัทจำนวน 7 บริษัทนั้นกรมศุลกากรได้ขึ้นบัญชีดำผู้ประกอบการนำเข้าและตัวแทนขนส่งสินค้าที่กระทำความผิด โดยการนำเข้าครั้งต่อไป ตู้สินค้าของบริษัทที่อยู่ในบัญชีดังกล่าวจะถูกกักและตรวจค้นอย่างละเอียด 100% ทุกตู้ เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสิ่งต้องห้ามซ้ำ
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า แต่ละปีประเทศไทยมีการนำเข้าเศษโลหะและเศษกระดาษ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมรีไซเคิลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สูงถึงราว 6,400 ล้านกิโลกรัมต่อปี ซึ่งกลุ่มสินค้าดังกล่าวได้รับอนุญาตให้นำเข้าอย่างเสรีมาตั้งแต่ปี 2559 แบ่งเป็น เศษโลหะ 3,200 ล้านกิโลกรัม และเศษกระดาษอีก 3,200 ล้านกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบพบความพยายามลักลอบนำเข้าสิ่งต้องห้าม เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า และสายไฟ ปะปนมากับเศษโลหะและวัสดุรีไซเคิล หากนำไปหลอมในโรงงานที่ไม่มีมาตรฐานด้านสุขอนามัย อาจก่อให้เกิดฝุ่นมลพิษและสารเคมีตกค้าง ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
“ดีเอสไอรับเรื่องเป็นคดีพิเศษแล้ว และอยู่ระหว่างสอบสวนเชิงลึก โดยประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบความผิดฐานฟอกเงิน รวมถึงติดตามยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพื่อสกัดกั้นขบวนการลักลอบนำเข้าขยะพิษที่สร้างผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ตนยังพร้อมให้ความร่วมมือและเข้าชี้แจงข้อมูลต่อดีเอสไอ เพื่อสนับสนุนการสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ”
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และของเสียอันตรายจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และประชาชน โดยกรมศุลกากรขอขอบคุณภาคประชาชนที่ร่วมเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการตรวจสอบ และการป้องกันการกระทำความผิด หากประชาชนพบเบาะแสเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าสินค้าต้องห้าม ของเสียอันตราย หรือการกระทำที่อาจฝ่าฝืนกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลมายังกรมศุลกากร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอนต่อไป
“ผลการปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะพิษข้ามแดน ในปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรจับกุมได้ 198 ราย ปริมาณของกลางกว่า 20.5 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 243.1 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าการจับกุมสูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2565”
กรมศุลกากร ยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เป็นด่านหน้าในการปกป้องประเทศจากการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย พร้อมเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรการควบคุมสินค้ากลุ่มเสี่ยง ป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะไม่ตกเป็นปลายทางรองรับขยะพิษจากต่างประเทศ