โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทุเรียนในเกมภูมิรัฐศาสตร์: จีนจาก 'ผู้ซื้อ' อาจกลายเป็น 'ผู้ขาย'

Amarin TV

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
ทุเรียนไทยไปตลาดจีน อาจไม่ใช่แค่มิติ“การส่งออก” เพราะเกมนี้จีนทั้งลงทุน คุมซัพพลาย และเริ่มปลูกเอง คำถามคือ ไทยจะยังเป็นผู้เล่นหลักได้อีกนานแค่ไหน

การรุกของทุนจีนใน Supply Chain ไทยและอาเซียน

ในขณะที่ทุเรียนไหลออกจากไทยไปยังจีน กระแสเงินทุนจีนก็ไหลเข้ามาในทิศทางตรงกันข้าม และกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากภายใน

ประเด็นนี้เริ่มถูกหยิบยกอย่างชัดเจนจากงานวิจัยของกลุ่มภาคประชาสังคม Land Watch Thai และ ECC Watch ซึ่งถูกนำเสนอผ่านสื่อไทยหลายแห่ง เมื่อปี 2567 งานวิจัยดังกล่าวชี้ว่า จำนวนโรงคัดบรรจุทุเรียน หรือ “ล้ง” ในจังหวัดจันทบุรีเพิ่มขึ้นจาก 122 แห่งในปี 2559 เป็น 909 แห่งในเดือนพฤษภาคม 2567 เพิ่มขึ้นเกือบแปดเท่าในเวลาเพียงแปดปี

แม้โรงคัดบรรจุเหล่านี้จะจดทะเบียนในนามนิติบุคคลไทย แต่รายงานระบุว่าประมาณ 90% มีทุนจีนอยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นข้อเสนอจากภาคประชาสังคมและยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานรัฐ แม้เช่นนั้น ทิศทางการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ “ล้ง” ก็สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างตลาดที่เกิดขึ้นจริง

ในส่วนของการถือครองที่ดิน มีรายงานว่าการเข้ามาลงทุนเกิดขึ้นผ่านหลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้คนไทยถือครองที่ดินแทน การแต่งงานกับคนไทย ไปจนถึงการขอสัญชาติไทย พื้นที่ที่ถูกเลือกมักเป็นที่ดินที่มีข้อจำกัดด้านเอกสารสิทธิ์ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า และมีกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้ที่ดินในบางพื้นที่ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาศึกษา

สิ่งที่น่าจับตาอาจไม่ใช่การถือครองที่ดินโดยตรง แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ในห่วงโซ่การผลิต นักลงทุนสามารถเข้าไปกำหนดกระบวนการผลิตผ่านระบบเกษตรพันธสัญญา (contract farming) โดยใช้ข้อมูลตลาดและเทคโนโลยีในการกำหนดมาตรฐานการผลิต ตั้งแต่วิธีการปลูก คุณภาพเนื้อ ไปจนถึงการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค

ภายใต้โมเดลนี้ เกษตรกรยังคงเป็นเจ้าของที่ดินและต้นทุเรียน แต่การตัดสินใจสำคัญเกี่ยวกับการผลิตกลับถูกกำหนดผ่านข้อมูลที่อยู่ในมือของผู้ซื้อ ข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพ มาตรฐาน และความต้องการของตลาดถูกควบคุมจากปลายทาง ขณะที่เกษตรกรมีบทบาทเป็นเพียงผู้ผลิต (ให้ผู้อื่น) มากกว่าผู้กำหนดทิศทาง

ในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่น ลาว โมเดลลักษณะนี้ถูกขยายในระดับที่ใหญ่ขึ้น การลงทุนด้านการปลูกทุเรียนเกิดขึ้นล่วงหน้าก่อนการได้รับสิทธิ์ส่งออกเข้าสู่ตลาดจีน และเมื่อสิทธิ์ดังกล่าวเกิดขึ้น โครงสร้างการผลิตและห่วงโซ่อุปทานก็ถูกวางไว้แล้วตั้งแต่ต้นทาง

รถไฟจีน–ลาวที่เปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2564 ถูกมองว่าเป็นเส้นทางใหม่สำหรับการส่งออกทุเรียนไทยสู่ตลาดจีน แต่ในเวลาเดียวกัน เส้นทางเดียวกันนี้ก็เปิดทางให้สินค้าเกษตรจากจีนไหลเข้าสู่ตลาดไทยได้เร็วขึ้นและมากขึ้นเช่นกัน

ในช่วงแรกหลังรถไฟเปิดให้บริการ เพียงสัปดาห์แรกก็มีผักและผลไม้จากจีนถูกขนส่งเข้าสู่ตลาดไทในกรุงเทพฯ ถึง 33 ตู้คอนเทนเนอร์ ตู้ละประมาณ 20 ตัน พ่อค้าในตลาดสะท้อนว่าสินค้าจากจีนที่เข้ามาเร็วและสดขึ้นกดดันให้เกษตรกรไทยต้องลดราคาเพื่อแข่งขัน

สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ปริมาณ แต่คือ“ความเร็ว” และ “ต้นทุน” การขนส่งรถไฟช่วยลดเวลาการเดินทางระหว่างคุนหมิงกับเวียงจันทน์เหลือเพียงประมาณ 10 ชั่วโมง ขณะที่ทุเรียนจากไทยสามารถขนส่งถึงจีนภายใน 3–5 วัน เร็วกว่าระบบเดิมและลดความเสียหายของสินค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในปี 2569 การพัฒนาดังกล่าวขยับไปอีกขั้น เมื่อมีการเปิดใช้ระบบขนส่งแบบ รถไฟขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ (all-rail cold-chain) ที่เชื่อมไทย–ลาว–จีนเข้าด้วยกันโดยตรง ผลไม้สามารถถูกขนจากสวนในภาคตะวันออกไปยังท่าเรือแหลมฉบังภายในไม่กี่ชั่วโมง ก่อนเข้าสู่ระบบรถไฟควบคุมอุณหภูมิที่รักษาอุณหภูมิราว 13 องศาเซลเซียสตลอดเส้นทาง ลดทั้งเวลา การสูญเสีย และต้นทุนกลางทาง

ผลลัพธ์เริ่มเห็นชัดในตัวเลขนำเข้า ช่วงสองเดือนแรกของปีเดียวกัน มูลค่าการนำเข้าทุเรียนผ่านด่านในมณฑลยูนนานอยู่ที่ 2.05 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นถึง 351.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ปริมาณผลไม้จากอาเซียนที่ผ่านด่านบางแห่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสี่เท่า โดยทุเรียนคิดเป็นสัดส่วนหลัก

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ทุเรียนไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้เร็วขึ้น สดขึ้น และในปริมาณมากขึ้น ซึ่งมีส่วนกดราคาลงจากการเพิ่มขึ้นของอุปทาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง สินค้าเกษตรจากจีนก็สามารถเข้าสู่ตลาดไทยได้เร็วและสดขึ้นเช่นกัน จนเริ่มกดดันราคาสินค้าในประเทศ

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าไทยยังคงเกินดุลการค้าเกษตรกับจีนอยู่ แต่ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด ประโยชน์จากการค้ากระจุกอยู่ในบางกลุ่ม ขณะที่ผลกระทบกระจายไปอีกกลุ่มหนึ่งอย่างชัดเจน

ในฝั่งหนึ่ง เกษตรกรทุเรียนในภาคตะวันออกอาจได้อานิสงส์จากตลาดจีนที่ยังเติบโต ทั้งในแง่ปริมาณและโอกาสในการส่งออก แต่ในอีกฝั่งหนึ่งเกษตรกรพืชผักในประเทศกลับต้องเผชิญการแข่งขันโดยตรงจากสินค้านำเข้าที่เข้ามาเร็วขึ้น สดขึ้น และราคาถูกลงจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่ลดลง

ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่“ไทยได้เปรียบหรือเสียเปรียบ” แต่เป็นการที่โครงสร้างผลประโยชน์กำลังแยกออกจากกัน คนที่ได้ประโยชน์กับคนที่ได้รับผลกระทบไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และไม่ได้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ตัวเลขดุลการค้ารวมจึงเล่าเรื่องได้เพียงบางส่วน เพราะมันไม่สามารถบอกได้ว่า ใครได้อะไร และใครกำลังสูญเสียอะไรอยู่ในระบบเดียวกัน

สิ่งที่น่ากังวลในตลาดทุเรียนวันนี้ อาจไม่ใช่แค่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นหรือราคาที่ผันผวน แต่คือความเป็นไปได้ว่า“ผู้ซื้อ” ในวันนี้ อาจกลายเป็น “ผู้ขาย” ในวันข้างหน้า

และนั่นไม่ใช่แค่การคาดเดา ในมณฑลไหหลำทางใต้สุดของจีน มันกำลังเกิดขึ้นอยู่แล้ว

เมื่อทุเรียนเคยถูกมองว่าเป็นผลไม้ที่ “ปลูกในจีนไม่ได้” ไม่ใช่เพราะขาดความพยายาม แต่เพราะต้องการสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงมาก ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น และดิน

ในระยะแรกของการทดลองปลูกที่มณฑลไห่หนาน หรือ ไหหลำ อัตราการรอดชีวิตของต้นทุเรียนต่ำกว่า 30%

แต่ปัจจุบัน ภาพนี้เปลี่ยนไปแล้ว จีนพัฒนาสายพันธุ์ที่ทนสภาพอากาศได้มากขึ้น ใช้ระบบน้ำและปุ๋ยอัจฉริยะที่ควบคุมผ่านเทคโนโลยีเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต (IoT) และกำหนดกระบวนการปลูกอย่างละเอียดมากกว่า 160 ขั้นตอน ผลลัพธ์คืออัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ และการปลูกในระดับอุตสาหกรรมเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

ข้อมูลจากสื่อจีนหลายแห่งรายงานตรงกันว่า พื้นที่ปลูกทุเรียนในไหหลำอยู่ที่ประมาณ 40,000 亩 (อ่านว่า หมู่) หรือราว 26,700 ไร่ กระจุกตัวในพื้นที่อย่างซานย่า เป่าถิง และเล่อตง และยังขยายตัวในอัตราประมาณ 30% ต่อปี ในจำนวนนี้ พื้นที่ที่เริ่มให้ผลแล้วมีราว 4,000 หมู่ หรือประมาณ 2,670 ไร่ และผลผลิตรวมในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 ตัน

หากเทียบกับไทย ตัวเลขนี้ยังถือว่าน้อยมาก พื้นที่ปลูกทุเรียนของไทยอยู่ที่ประมาณ 1.27 ล้านไร่ และปริมาณ 2,000 ตันก็คิดเป็นเพียง 0.1% ของทุเรียนที่จีนนำเข้าจากต่างประเทศในแต่ละปี

หากมองผิวเผิน ในระยะสั้น ทุเรียนที่ปลูกในจีน ยังไม่ใช่ภัยคุกคามโดยตรงต่อทุเรียนไทยและอาเซียน ทว่าสิ่งที่ควรดูไม่ใช่ขนาดในวันนี้ แต่คือทิศทางที่กำลังเคลื่อนอยู่

หากพื้นที่ปลูกทั้งหมด สามารถเข้าสู่ช่วงให้ผลเต็มที่พร้อมกัน โดยใช้อัตราผลผลิตเฉลี่ยที่ 800 กิโลกรัมต่อหมู่ ซึ่งใกล้เคียงกับมาตรฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลผลิตรวมจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 32,000 ตัน หรือคิดเป็นราว 20% ของปริมาณนำเข้าของจีนในปี 2568

และหากเทคโนโลยีการปลูกขยายไปสู่มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) และกว่างซี (กวางสี) ซึ่งอยู่ในช่วงทดลอง พื้นที่การผลิตของจีนจะขยายออกไปอีกมาก บางการประเมินระบุว่าเป้าหมาย 100,000 หมู่ หรือราว 66,700 ไร่ จะทำให้สมการของตลาดเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

อีกด้านหนึ่ง ทุเรียนไหหลำไม่ได้พยายามแข่งราคากับทุเรียนไทยในทันที แต่กำลังวางตำแหน่งเป็นสินค้าพรีเมียม

จุดขายสำคัญคือการเก็บเกี่ยวเมื่อสุกบนต้นจริง ไม่ใช่เก็บก่อนสุกแล้วขนส่ง ราคาหน้าสวนอยู่ที่ประมาณ 18 หยวนต่อครึ่งกิโลกรัม หรือราว 170 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกในเมืองใหญ่ของจีนอยู่ที่ 60–80 หยวนต่อครึ่งกิโลกรัม หรือประมาณ 570–760 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าทุเรียนไทยนำเข้าอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จีนมองว่าเมื่อการผลิตขยายตัว ต้นทุนจะลดลง และในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า ราคาหน้าสวนอาจลดลงมาอยู่ที่ 12–15 หยวนต่อครึ่งกิโลกรัม และราคาขายปลีกอาจลงมาใกล้ระดับ 20 หยวน ซึ่งจะเริ่มแข่งขันกับทุเรียนนำเข้าระดับกลางได้โดยตรง

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือผลกระทบที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันนี้

แม้ปริมาณทุเรียนไหหลำจะยังน้อย แต่เพียงแค่ “มีอยู่ในตลาด” ก็เริ่มเปลี่ยนความคาดหวังของผู้ซื้อ และลดอำนาจการกำหนดราคาของผู้นำเข้าไปแล้วในระดับหนึ่ง

โดยราคาขายส่งทุเรียนไทยเริ่มลดลงกว่า 21% ในปี 2569 โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือความกังวลว่าทุเรียนในประเทศจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด แม้ว่าปริมาณจริงยังมีไม่มากก็ตาม

ภาพแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในสินค้าเกษตรอย่างไก่

ในอดีต จีนเป็นผู้นำเข้าไก่รายสำคัญของโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานะดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จีนกลายเป็นประเทศที่ส่งออกไก่สุทธิเป็นครั้งแรกในปี 2567 และมูลค่าการส่งออกในปี 2568 อยู่ที่ 2.59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากปี 2563

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากโครงสร้างภายในของจีนเอง ภาวะกำลังการผลิตล้นระบบ (overcapacity) ทำให้การผลิตไก่สูงกว่าความต้องการบริโภค ราคาภายในประเทศตกต่ำ ผู้ผลิตจึงหันไปเร่งส่งออกในราคาที่แข่งขันได้

ผลลัพธ์คือ จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้ออีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้เล่นที่มีอิทธิพลต่อราคาในตลาดโลก และสามารถแข่งขันกับผู้ส่งออกรายเดิมได้โดยตรง โดยเฉพาะในตลาดปลายทางสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหลักของหลายประเทศในภูมิภาค

ช่องว่างด้านราคาที่ขยายตัวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจน อกไก่จีนในตลาดญี่ปุ่นมีราคาถูกกว่าไทยราว 35% และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงปีเดียว ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่จีนซื้อน้อยลง แต่อยู่ที่จีนกำลังเข้าไปแย่งตลาดเดิมของผู้ส่งออก

บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้อาจไม่ใช่การ (ไทย) “เสียลูกค้า” แต่คือการที่ (จีน) ลูกค้าในวันหนึ่ง สามารถกลายเป็นคู่แข่งในตลาดเดียวกันได้

สำหรับทุเรียน แม้วันนี้จีนยังคงเป็นผู้ซื้อหลักของโลก แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าจีนจะซื้อเท่าเดิมหรือไม่ หากอยู่ที่ว่า หากวันหนึ่งจีนสามารถเพิ่มการผลิตในประเทศ หรือขยายอิทธิพลไปยังแหล่งผลิตในภูมิภาคได้มากขึ้น โครงสร้างตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างไร

เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงก่อนหน้า ภาพที่เห็นคือจีนค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ซื้อ” ไปสู่ผู้ที่มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขของตลาด ไม่ว่าจะผ่านโปรโตคอล การตรวจสินค้า หรือโครงสร้างโลจิสติกส์ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เหตุใดแรงผลักดันนี้จึงเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในบริบทที่กว้างกว่านั้นมาก

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ความตึงเครียดในตะวันออกกลางนำไปสู่การโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน และตามมาด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบราว

1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้ปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันลดลงถึง 70% ภายในเวลาไม่กี่วันหลังเกิดความตึงเครียด

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่พลังงาน องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติเตือนว่าช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางส่งออกปุ๋ยยูเรียถึง 30% ของโลก ราคาปุ๋ยจึงพุ่งขึ้น 19 ถึง 28% ภายในสัปดาห์เดียวหลังเกิดเหตุการณ์ และปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่มีทีท่าจะจบลง เกษตรกรไทยรวมถึงผู้ผลิตทุเรียนก็จะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในบริบทของความไม่แน่นอนเช่นนี้ ความมั่นคงทางอาหารจึงกลายเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ และนี่คือจุดที่บทบาทของจีนเริ่มชัดเจนขึ้น

โดยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนไม่ได้มองตัวเองเพียงเป็น “โรงงานของโลก” อีกต่อไป แต่กำลังวางตำแหน่งเป็น “ตลาดของโลก” ไปพร้อมกัน นโยบายเศรษฐกิจล่าสุดเน้นการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ และใช้ขนาดของตลาดผู้บริโภคเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก

การขยายตัวของการนำเข้าสินค้าเกษตร รวมถึงทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความต้องการบริโภค แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการสร้างบทบาทของจีนในฐานะ “ปลายทางของสินค้าโลก” ซึ่งจีนพยายามลดความเปราะบางของตัวเองจากความเสี่ยงภายนอก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหรืออาหาร การกระจายแหล่งนำเข้าและการสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ทางบก เช่น รถไฟจีน–ลาว–ไทย และโครงการภายใต้ BRI จึงมีความหมายมากกว่าการอำนวยความสะดวกทางการค้า

เส้นทางเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกด้านการขนส่ง แต่เป็น “โครงสร้างรองรับความเสี่ยง” ที่ทำให้จีนสามารถนำเข้าสินค้าเกษตรได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเส้นทางทะเลที่มีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะเดียวกัน แรงกดดันจากภายนอกก็เพิ่มขึ้น ภาษีของอเมริกา ต่อสินค้าจีนที่สูงถึง 145 เปอร์เซ็นต์ในปี 2568 ทำให้จีนต้องเร่งหาตลาดใหม่ ส่งออกไปอาเซียนเพิ่มขึ้น 14.7 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีเดียวกัน ในขณะที่ประเทศในอาเซียนเองก็เผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดอเมริกา

ผลที่เกิดขึ้นคือภูมิภาคนี้กำลังถูกบีบจากทั้งสองด้าน ในขณะที่สินค้าจีนไหลเข้ามามากขึ้น จีนก็เร่งสร้างเครือข่ายนำเข้าสินค้าเกษตรจากอาเซียนเพื่อกระจายความเสี่ยงของตนเอง

“การทูตทุเรียน” หรือการเปิดตลาดผ่าน Durian Protocol จึงไม่ใช่แค่เรื่องการค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่กว้างกว่านั้น นักวิจัยบางกลุ่มเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Food Silk Road” คือการสร้างเครือข่ายแหล่งอาหารที่กระจายตัว เพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

ทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเข้ามาอยู่ในระบบนี้

เมื่อมองในกรอบที่กล่าวมา ทุเรียนไทยจึงไม่ใช่แค่สินค้าเกษตร แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหารของประเทศมหาอำนาจ และในระบบเช่นนี้ สิ่งที่จีนต้องการไม่ใช่แค่ “ผู้ขายที่ดีที่สุด” แต่คือ “แหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ ควบคุมได้ และมีต้นทุนที่คาดการณ์ได้” หมายความว่า ในเกมนี้ อำนาจต่อรองไม่ได้อยู่ที่ผู้ผลิตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

ไทยจะทำอะไรได้ ? ไทยควรทำอะไรต่อไป?

ถ้าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ เรื่องเร่งด่วนที่สุดอาจไม่ใช่นโยบายระดับใหญ่ แต่เป็นปัญหาเล็ก ๆ ในห่วงโซ่ที่ยังแก้ไม่ตรงจุด อย่างกรณี BY2 การประกาศห้ามมีอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังมีการใช้ เพราะมันแก้ปัญหาที่ปลายทางได้เร็วกว่า

โจทย์จริงจึงไม่ใช่แค่ “ห้าม” แต่คือทำให้เกษตรกรเข้าใจว่าผู้บริโภคจีนไม่ได้ต้องการทุเรียนสีเหลืองจัดแบบนั้น และปรับวิธีเก็บเกี่ยวให้สุกพอดีโดยไม่ต้องพึ่งสีย้อม

อีกเรื่องที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงคือราคา เกษตรกรจำนวนมากยังไม่รู้ว่าทุเรียนของตัวเองไปจบที่ราคาเท่าไรในตลาดปลายทาง ข้อมูลตรงนี้ต่างหากที่เป็นอำนาจ ถ้าไม่เห็นภาพทั้งระบบ ก็ยากที่จะต่อรองหรือปรับตัวได้

ขณะที่การเพิ่มมูลค่าก็เป็นทางเลือกที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ทุเรียนไม่ได้จำเป็นต้องขายเป็นผลสดเสมอไป งานศึกษาหนึ่งชี้ว่าทุเรียนแปรรูปแบบ freeze-dried สามารถทำกำไรได้สูง และส่งออกได้โดยไม่ต้องพึ่งระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิที่มีต้นทุนสูง นี่อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นตัวอย่างว่าทางเลือกมีมากกว่าที่เห็น

ถัดมาคือเรื่องตลาด ปัจจุบันไทยพึ่งพาจีนสูงมากจนแทบไม่มีพื้นที่ให้พลาด อินเดีย ตะวันออกกลาง หรือยุโรปอาจยังไม่ใช่ตลาดหลัก แต่เป็นพื้นที่ที่ยังเปิดอยู่ และมีเงื่อนไขการแข่งขันต่างออกไป การกระจายความเสี่ยงจึงสำคัญไม่แพ้การเพิ่มยอดขาย

แต่สุดท้ายแล้ว คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ ไทยอยากอยู่ตรงไหนในระบบนี้

วันนี้ไทยผลิตทุเรียนได้ดี แต่ในระบบที่จีนกำหนดทั้งมาตรฐาน ราคา และช่องทางการขาย การเป็น “ผู้ผลิตที่ดีที่สุด” อาจไม่เพียงพอ ถ้าไม่มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขของตัวเอง

ในขณะที่บางประเทศเริ่มวางเกม เวียดนามกำลังสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบรวมศูนย์ มาเลเซียเร่งสร้างแบรนด์ระดับพรีเมียมของตัวเอง แต่ไทยยังติดอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละเรื่อง โดยยังไม่ชัดว่าต้องการเล่นเกมนี้ในบทบาทไหน

และนั่นอาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดของเรื่องทั้งหมดนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...