โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เอกนิติ’ แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ดัน GDP โต 0.8% – ปี’70 หนี้พุ่งสุดสุด 69%เสนอสภาฯเห็นชอบ 14 พ.ค.นี้

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีแถลงพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

‘เอกนิติ’ แจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน-ดัน GDP โต 0.8% – ปี’70 หนี้สาธารณะพุ่งสูงสุดไม่เกิน 69% เสนอสภาฯเห็นชอบ 14 พ.ค.นี้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การตัดสินใจของรัฐบาลในรูปแบบของ มติ ครม. เพื่อออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือในชื่อย่อๆ ว่า พรก.กู้เงินฯ การตัดสินใจในครั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลกวิกฤตครั้งนี้ เริ่มจากราคาพลังงาน ไปสู่ราคาอาหาร และกำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่จะรอได้ หน้าที่ของรัฐบาล คือการหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ “ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว” หรือที่เรียกว่า “Stagflation” ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนดภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พระราชกำหนดฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน 2 ประการ คือ 1) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และ 2) เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยโครงการภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้จะมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SME และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยจะดำเนินการใน 2 ทิศทางควบคู่กัน คือ

1. ช่วยเหลือและบรรเทา ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ผ่านการจัดหาปุ๋ย และปัจจัยการผลิตที่จำเป็น

2. ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยจะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ พร้อมลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิตให้มีศักยภาพในการแข่งขันในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป

“ด้วยหลักการและเหตุผลที่กล่าวมานี้ พระราชกำหนดฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต สำหรับรายละเอียดของพระราชกำหนดฉบับนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะได้มาเรียนให้ข้อมูลได้ทราบในโอกาสต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตปากท้อง” ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียวแต่กำลังมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง ระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ระลอกที่ 2 คือ กำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น และระลอกที่ 3 คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง ส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้าน (Double Squeeze) ต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น ฉุดกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำ (Stagflation) ในระยะถัดไป แม้สงครามความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจจะจบลงแต่ภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็จะคงมีอยู่ เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ที่ราคาน้ำมันจะไม่กลับไปเหมือนเดิมและความเสี่ยงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ยังคงสูงต่อเนื่อง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงที่สุดอันดับต้น ๆ ในเอเชีย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในกรอบงบประมาณที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตแต่จะไม่ทันการณ์ เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วนทั้งในด้านขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ที่ไม่เพียงพอและหากจะดำเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติจะไม่ทันต่อสถานการณ์ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ จึงเป็นวิกฤตซ้อนหลายระลอกต้องรับมืออย่างเร่งด่วน และเป็นปราการสำคัญในการรับมือวิกฤตระลอกถัดไป และจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้างและยืดเยื้อ จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด อันเนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติอนุมัติร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พร้อมทั้งให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ มีดังนี้

1. ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท

2. วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงานซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง โดยให้นำไปใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้

  • แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซ้ำจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
  • แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท 2.1 กิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต 2.2 การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า 2.3 การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่

3. ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง (ประธานกรรมการ) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน 3 คน (กรรมการ) และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ กระทรวงการคลังยังได้กำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ “5T” ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ

การกู้เงินครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชน กลุ่มเปราะบาง และ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน และสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน หากมีการเบิกจ่ายเงินกู้ครบ 4 แสนล้านบาท คาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัว 0.8% ส่วนเงินเฟ้อในปี 2570 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะขยับขึ้นไปสูงสุดที่ 69% จากนั้นจะทยอยปรับลดลงไม่ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังต่ำกว่าเพดานตามกฎหมายที่ 70%

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ส่วนขั้นตอนในการดำเนินงานหลังจากที่ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ผ่านการอนุมัติจาก ครม.ในวันนี้แล้ว ก็ต้องนำร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯขึ้นทูลเกล้า ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นก็ต้องเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) เพื่อปรับปรุงแผนก่อหนี้ใหม่ 400,000 ล้านบาท บรรจุเข้าไปแผนการบริหารหนี้สาธารณะปี 2569 ปรับปรุงครั้งที่ 2 เสนอให้ที่ประชุม ครม.อนุมัติภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ในระหว่างนี้ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการของส่วนราชการที่ขอใช้เงินกู้ พิจารณาคัดเลือกโครงการ จากนั้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลจะไปชี้แจงรายละเอียด หลักการ และเหตุผลความจำเป็นที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินต่อที่ประชุมรัฐสภา และในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการกลั่นกรองฯ โดยกระทรวงการคลัง นำรายละเอียดโครงการต่างๆที่ขอใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ เสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาอนุมัติ หากกระทรวงการคลังยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จก็จะเลื่อนไปเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาอีกครั้งในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 และเริ่มดำเนินโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 จะเป็นวันสิ้นสุดโครงการ โดยในวันนี้ที่ประชุม ครม.ได้มีมติดังนี้

1. อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ….

2. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงาน หรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจ กระทรวงการคลัง กู้เงินฯ

3. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบ กระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจ กระทรวงการคลัง กู้เงินฯ

4.มอบหมายสำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. ฯ นี้

4. มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะ และการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...