ม.นครพนม เปลี่ยน “หญ้าอ้อยหนู” เป็นดีโซฮอล์ พลังงานสะอาดลดมลพิษ ต่อยอดเรือไฟโลก
ฮือฮา นักวิจัยมหาวิทยาลัยนครพนม โชว์ผลงานวิจัยสุดล้ำ นำ “หญ้าอ้อยหนู” หรืออ้อยป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ มาพัฒนาเป็นพลังงานทดแทน “ดีโซฮอล์” ใช้ผสมเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ การเกษตร ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง พร้อมต่อยอดเป็นเชื้อเพลิงเติมตะเกียงในงานประเพณีไหลเรือไฟโลก ลดมลพิษทางอากาศ สู่ต้นแบบพลังงานสะอาดระดับชุมชน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์หฤษฎ์ คล่องดี อาจารย์สาขาวิศวกรรมพลังงาน วิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยว่า งานวิจัยดังกล่าวเกิดจากแนวคิดในการค้นหาพลังงานทางเลือกทดแทนพลังงานฟอสซิลที่มีแนวโน้มลดลงและมีราคาสูงขึ้น จึงศึกษาพืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพด้านพลังงาน ก่อนพบว่า “หญ้าอ้อยหนู” ซึ่งเป็นพืชล้มลุกตามธรรมชาติ มีปริมาณน้ำตาลสูง สามารถนำมาแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์หรือเอทานอลได้
สำหรับ “หญ้าอ้อยหนู” หรืออ้อยป่า เป็นพืชที่มีลักษณะคล้ายอ้อย ลำต้นสูงเป็นปล้อง ใบเรียวยาว มีรสหวาน มักขึ้นตามริมแม่น้ำ ลำธาร หรือหาดทรายริมแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนครพนม ซึ่งที่ผ่านมา ชาวบ้านนิยมนำไปเป็นอาหารสัตว์และประกอบอาหารพื้นบ้าน
จากการทดลองพบว่า น้ำหวานจากหญ้าอ้อยหนูสามารถนำไปหมักและกลั่นเป็นแอลกอฮอล์ได้จริง โดยกระบวนการเริ่มจากการเลือกต้นอายุประมาณ 100–120 วัน ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลสูงสุด จากนั้นนำมาหีบสกัดน้ำหวานที่มีค่าความหวานเฉลี่ย 20–25 บริกซ์ แล้วเข้าสู่กระบวนการฆ่าเชื้อ หมักด้วยยีสต์ และกลั่นแอลกอฮอล์หลายขั้นตอน จนได้เอทานอลบริสุทธิ์ความเข้มข้น 99.5%
ทั้งนี้ หญ้าอ้อยหนู 10 กิโลกรัม สามารถสกัดน้ำหวานได้ประมาณ 3 ลิตร และผลิตเอทานอลบริสุทธิ์ได้ราว 1.5 ลิตร ซึ่งสามารถนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลหรือเบนซิน กลายเป็น “ดีโซฮอล์” เชื้อเพลิงชีวภาพที่ช่วยลดควันดำและมลพิษจากเครื่องยนต์ได้ถึง 60–70% อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับเกษตรกรและชุมชน
นอกจากนี้ วัตถุดิบที่เหลือจากกระบวนการผลิตยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นถ่านอัดแท่งได้ ถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในรูปแบบ “Zero Waste” หรือไม่เหลือของเสีย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์หฤษฎ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีมวิจัยมีแผนต่อยอดนวัตกรรมดังกล่าวไปใช้จริงในงานประเพณี “ไหลเรือไฟ” ช่วงออกพรรษาของจังหวัดนครพนม โดยจะนำเชื้อเพลิงชีวภาพจากหญ้าอ้อยหนูมาใช้เติมตะเกียงบนเรือไฟ เพื่อลดต้นทุน ลดการใช้น้ำมันดีเซล และลดมลพิษทางอากาศ พร้อมสร้างต้นแบบ “เรือไฟพลังงานสะอาด” แห่งแรกของจังหวัดนครพนม งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาพลังงานสะอาดจากทรัพยากรท้องถิ่น ที่ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน