SCGP เดินเกมซื้อกิจการ ชูอาเซียนอัพบรรจุภัณฑ์
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 12 พ.ค. เวลา 16.30 น. • เผยแพร่ 12 พ.ค. เวลา 09.30 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - SCGPเดินกลยุทธ์ M&P ต่อ เล็งปิดดีลลงทุน 1-2 ดีลในปี 2569 รุกขยายธุรกิจ Consumer Packaging ในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย แย้มแนวโน้มไตรมาส 2/2569 ยอดขายฟื้นตัวตามดีมานด์อาเซียน บริหาร Supply Chain ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงแรงหนุนราคาขายที่ปรับขึ้น ตามต้นทุนวัตถุดิบ-ค่าขนส่ง
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGPเปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการควบรวมกิจการและร่วมมือกับพันธมิตร (Merger & Partnership : M&P) ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญ (Key Strategy) ในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในทุกๆ ปี SCGP มีการตั้งเป้าหมายการทำดีล M&P ไว้ราว 1-2 ดีลต่อปี
และปีนี้คาดว่าจะมีการเข้าซื้อกิจการเช่นเดียวกัน ซึ่งจะเน้นเข้าลงทุนในกลุ่ม Consumer Packaging ทั้งในส่วนของโรงกล่องกระดาษ และโรงพอลิเมอร์ ทั้งแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) และ บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบคงรูป (Rigid Packaging) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเจ้าของแบรนด์ (Brand Owner) และผู้บริโภคได้ใกล้ชิดมากขึ้น
สำหรับภูมิภาคที่สนใจเข้าลงทุน ยังคงเป็นภูมิภาคในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และอินโดนีเซีย จากมีศักยภาพในการเพิ่มระดับ Integration และจำนวนประชากรที่มีอยู่ค่อนข้างมาก รวมถึงในประเทศไทย สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และการต่อยอดจากฐานธุรกิจเดิมที่มีอยู่
ด้านการเพิ่มระดับ Integration ในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปีที่ผ่านมา SCGP ได้เข้าซื้อกิจการ PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) ผู้ผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกคุณภาพสูง ส่งผลให้ระดับ Integration ระหว่างกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Fajar) และโรงกล่องกระดาษ เพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 26% อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ก็มีเป้าหมายที่จะผลักดัน Integration ให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อทำให้การบริหารจัดการ และความมั่นคงด้านซัพพลายเชนดีขึ้น เช่นเดียวกันกับในไทยและเวียดนาม ที่มีระดับ Integration ที่ดี หรืออยู่ที่ระดับ 50% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างเสถียร ผ่านการขยายโรงกล่องที่มีอยู่ และการเข้าซื้อกิจการโรงกล่อง
ปัจจุบัน SCGP ก็มีการเจรจากับพันธมิตรโรงกล่องในอินโดนีเซียอยู่หลายราย แต่ก็ต้องมีการพิจารณาในการคัดเลือก ทั้งในแง่ของคุณภาพสินทรัพย์ ลูกค้า และราคา
*มุ่งรักษาอัตรากำไร
ภาพรวมแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ จะรักษาอัตรากำไรด้วยการ Stabilize supply chain และการยกระดับผลการดำเนินงานในอินโดนีเซีย โดยคาดว่าปริมาณขายจะฟื้นตัวจากตลาดอาเซียนที่ยังมีความแข็งแกร่ง และความต้องการในเวียดนามและอินโดนีเซีย ที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังวันหยุด โดยการบริหาร Supply chain ที่ต่อเนื่องทั้งจาก SCGP
และลูกค้ายังคงเป็นประเด็นสำคัญ
นอกจากนี้ยังคงเดินหน้าบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้ AI ส่วนราคาขายคาดว่าจะปรับตัวขึ้นจาก Raw material cost & transportation ประกอบกับขับเคลื่อน Customer-centric organization และการบริหาร Portfolio สำหรับผลการดำเนินงานของธุรกิจในอินโดนีเซียดีขึ้นตามลำดับ ประกอบกับธุรกิจเยื่อและกระดาษราคามีแนวโน้มสูงขึ้น