อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต้องรักษาสมดุล ‘ญี่ปุ่น-จีน’
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ประเทศไทยยังสามารถเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก หรือ “ดีทรอยต์ออฟเอเชีย” ต่อไปได้
นี่คือคำกล่าวอย่างมั่นใจของ“สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล” ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หรือ TAIA ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น และค่ายรถยนต์จากจีน
อะไรคือความมั่นใจ ไปติดตามกัน
ทุกคนต้องปรับตัว
สิ่งสำคัญที่นายกสมาคมเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะยังคงรักษาความเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของภูมิภาคได้นั้น แน่นอนว่าทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้อง “ปรับตัว” ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งไม่เฉพาะแค่ในส่วนของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) เท่านั้น
แต่ทุกคนในที่นี้หมายถึงทั้งระบบซัพพลายเชน เพื่อพยายามตามให้ทันกับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
โดยต้องคำนึงถึงความต้องการซื้อ (Demand) ของผู้บริโภคภายในประเทศ รวมทั้งความต้องการของตลาดส่งออกด้วย
แน่นอนว่าการจะรักษาความแข็งแกร่งตรงนี้ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและประเทศไทยเอาไว้ให้ได้นั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ผลิตรถยนต์ที่มีความเข้มแข็งอย่างแบรนด์ญี่ปุ่น และจีน เพื่อเปลี่ยนจากการแข่งขันเป็นความร่วมมือ เพื่อผลักดันในการส่งออก และรักษาบทบาทฐานการผลิตยานยนต์ในภูมิภาค
ไทยยังมีจุดแข็ง-จุดขาย
ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีจุดแข็ง และความแข็งแกร่งด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (xEV) ขณะที่จีนมีจุดแข็งอยู่ที่เทคโนโลยี และวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำ (Raw Material) ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบสูงสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
ส่วนเวียดนามนั้นถือว่ามีความได้เปรียบในเรื่องของนโยบายการสนับสนุนจากภาครัฐอย่าง “นโยบายรถยนต์อีวีแห่งชาติ” มีแบรนด์รถยนต์แห่งชาติอย่างแบรนด์ Vinfast
ซึ่งแต่ละประเทศมีความแข็งแกร่งที่แตกต่างกัน ดังนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเองจำเป็นต้องเสริมสร้างความแข็งแรงของห่วงโซ่อุปทาน และปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน ไม่เพียงแค่ดึงดูดการลงทุนในระยะสั้นเท่านั้น
แต่ต้องมีการส่งเสริมให้มีการลงทุนในระยะยาว ทั้งการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) การเสริมสร้างให้มีการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีกับประเทศจีน (Technology Transfer) เพื่อยืนยันการเป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่งของไทย
โดยต้องพยายามผลักดันให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของค่ายรถจีนมากขึ้น
ผลักดันให้ผลิต EV เพื่อส่งออก
จุดสำคัญคือนโยบายอีวีจากภาครัฐ ซึ่งรัฐไม่ควรให้การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบเงินสนับสนุน (Cash Subsidy) อย่างเดียว แต่ควรมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือให้อุตสาหกรรมอีวีในไทยมีการเติบโต และสร้างรากฐานได้อย่างยั่งยืน (Sustain)
เห็นได้จากการลงทุน EV ในไทยกว่า 4 พันล้านดอลลาร์นั้น ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมอีวี แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะยกระดับอุตสาหกรรมอีวีได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นประเทศไทยควรมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาในด้านห่วงโซ่อุปทาน การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจากนโยบายภาครัฐให้นักลงทุนมีการลงทุนในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ (Know How)ส่งเสริมผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้สามารถจัดหาชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากขึ้น โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดังกล่าวต้องมีการร่วมมือกันแบบบูรณาการ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอีวีไทยอย่างยั่งยืน
สุดท้าย “สุวัชร์” ยังย้ำให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า การแข่งขันกับจีนหากจะพูดในเรื่องของ “ต้นทุน” คงไม่สามารถชนะได้ เนื่องจากจีนมีขนาดการผลิตที่สูงกว่า ทำให้มีความได้เปรียบในเรื่อง Economy of Scale อย่างชัดเจน ขณะที่ในด้านแบรนด์ไทยเองก็ยังไม่มีแบรนด์ที่จะนำไปแข่งขันได้ ดังนั้นทั้งต้นทุนและแบรนด์จึงไม่ใช่จุดที่เราจะไปแข่งขันกับเขา
สิ่งสำคัญคือ การดึงการลงทุนและการทำให้เกิดการบูรณาการ โดยให้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาพร้อมกัน เพื่อสร้าง EV Manufacturing Hub ในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลระหว่างค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่น และจีน เพื่อให้เกิดการเติบโตร่วมกัน ไม่ใช่การแข่งขันกันเองเพื่อให้เกิด Synergy หรือประสิทธิผลร่วมกัน
นอกจากนี้ไทยควรเน้นในสิ่งที่เราเคยทำได้ดี คือการมีโปรดักต์แชมเปียนส์ โฟกัสที่ผลิตภัณฑ์อย่างรถยนต์ EV ก็อาจต่อยอดไปในลักษณะเดียวกัน โดยใช้จุดแข็งของจีนเข้ามาร่วมพัฒนา และสร้างให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่งของโลก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต้องรักษาสมดุล ‘ญี่ปุ่น-จีน’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net