โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นโยบายรัฐ “ไร้ทางแก้มลพิษ” สส.เชียงใหม่ ซัดตกหล่น ฝุ่น–มลพิษข้ามแดน-กม.อากาศสะอาด ไม่คืบ

Thai PBS

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

‘สส.ภัทรพงษ์’ จี้ รัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้โครงสร้าง ชี้ข้อมูลรัฐสวนทางความจริง–ปล่อยท้องถิ่นขาดงบฯ ดับไฟป่า เสี่ยงชีวิตแต่ได้ค่าตอบแทนต่ำ ย้ำชัด นโยบายแก้มลพิษข้ามแดน–ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไร้ความคืบหน้า ตั้งคำถามข้อมูลรัฐอ้างฝุ่นดีขึ้น 45% ไม่สะท้อนความจริงภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 69 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายต่อที่ประชุมรัฐสภา วิพากษ์การแถลงนโยบายรัฐบาลที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า คำแถลงนโยบายยังขาดถึงปัญหามลพิษทางอากาศและทางน้ำข้ามพรมแดน รวมไปถึงการกล่าวว่าประเทศไทยประสบกับภัย 5 ด้าน ไม่ใช่ 4 ด้านอย่างที่แถลงมา โดยชี้ว่า ภัยด้านที่ 5 คือ ภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น

ภัทรพงษ์ ระบุอีกว่า หลายคนอาจมองว่าเพิ่งเป็นการแถลงนโยบาย ควรให้ข้อเสนอแนะและให้คำปรึกษารัฐบาลไปแก้ปัญหาให้ประชาชน แต่ตนได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาไปก่อนหน้านี้แล้วก่อนยุบสภา ช่วยปลายปี 2568 โดยเฉพาะประเด็นมลพิษ

“ได้พูดไปหมดแล้ว โดยเฉพาะเรื่องมลพิษ PM 2.5 และมลพิษทางน้ำข้ามแดน แต่รัฐบาลของอนุทินไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง และพบว่าในคำแถลงนโยบายไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับมลพิษเลย”

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

ซัดรัฐบาลละเลยเตรียมการรับมือฝุ่น

ภัทรพงษ์ ย้อนความหลัง ในวันแถลงนโยบายกันยายน ปี 2568 พูดชัดเจนว่า “เราต้องเตรียมการรับมือกับปัญหามลพิษ ทั้งฝุ่นและน้ำอย่างเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด” ในช่วงปลายปี 2568 จนถึงกลางปี 2569 แต่กลับพบว่า รัฐบาลอนุทิน 1 ละเลยปัญหา จนทำให้รัฐบาลอนุทิน 1 กลายเป็นมลพิษไปเสียเอง ทั้งยังเปรียบเปรยว่า “วันนี้อนุทินยังหยิบมลพิษก้อนนั้นมาควบคุมมลพิษ ดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อ คนนั้นคือ สุชาติ ชมกลิ่น

“กันยายนปีนั้น ผมบอกอะไรกับคุณสุชาติ ชมกลิ่น ไปบ้าง ประเด็นแรกผมบอกชัดเจนว่างบประมาณปี 2569 ที่ถูกจัดมาโดยรัฐบาลชุดก่อนมีไม่ใกล้กับคำว่าเพียงพอเลย โดยเฉพาะในเรื่องไฟป่า ผมบอกให้เร่งเติมงบฯ กลางให้แต่ละหน่วยและปลดล็อก การล็อกสเปกท้องถิ่นให้เขาสามารถใช้เงินซื้อได้ตามสภาพพื้นที่ของพวกเขา และเร่งให้ทำให้เสร็จภายในเดือนตุลาคม ผลเป็นอย่างไรครับ สุชาติ ไม่ทำ และไม่กี่วันก่อนสุชาติยังมีหน้ามาอ้าง ทั้ง ๆ ที่คนเหนือกำลังเจอปัญหากับฝุ่นพิษอย่างหนักจากพื้นที่ไฟในป่า คุณสุชาติอ้างกับสื่อว่าไฟป่าปีนี้ไม่ไหว เพราะไม่มีเงินงบฯ กลางมาแม้แต่บาทเดียวลืมไปหรือเปล่าว่า คุณคือรัฐมนตรีนี่คือหน้าที่ของคุณและผมก็บอกไปแล้วตั้งแต่กันยายน ที่ทีมไฟป่าไม่มีเงินในวันนี้เพราะคุณสุชาติไม่ทำงานอย่ามาอ้างแบบนี้ ตอนนี้พวกเราชาวเหนือต้องเจอกับฝุ่นพิษกันอย่างหนักและไม่มีเงินมาช่วยพวกเราเลยและนี่คือภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็นที่ขาดไปในคำแถลงนโยบายเล่มนี้ ”

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

ภัทรพงษ์ ยังกล่าวประเด็นต่อมาว่า ได้บอก สุชาติ อย่างชัดเจนว่าเคยเสนอให้ปรับการประกาศเขตควบคุมมลพิษ ไป 3 กลุ่มพื้นที่ แต่การอภิปรายครั้งนี้ ภัทรพงษ์ เน้นเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ เนื่องจาก สุชาติ ได้ประกาศพื้นที่ควบคุมเพียงแค่ 4 จังหวัด คือเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ขณะที่ตนเคยเสนอให้ปรับการประกาศเป็น 9 จังหวัด เพราะต้นตอของ PM 2.5 จากไฟป่าครอบคลุม 9 จังหวัด แต่สุชาติ ไม่รับข้อเสนอนี้ไปปรับ จนผลในวันนี้ 9 จังหวัด ที่พูดไปในวันนั้นค่าฝุ่นพิษ PM 2.5 รุนแรงที่สุดของประเทศนี้ เข้าเกณฑ์ประกาศภัยพิบัติ ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ไปแล้ว

“เราต้องเจอกับปัญหานี้โดยที่ไม่มีมาตรการอะไรมารองรับและยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไปง่าย ๆ ด้วย ก่อนอื่นเพื่อป้องกันการสับสนจะพูดในเรื่องของการประกาศเขตสองเขตที่แตกต่างกันเขตแรกคือเขตควบคุมมลพิษอันนี้คือประกาศก่อนที่จะเกิดเหตุเพื่อให้จังหวัดสามารถตั้งคำของบประมาณพร้อมกับแผนการจัดการระยะสั้น กลาง ยาว ให้กับรัฐบาลได้สองคือเขตภัยพิบัติอันนี้คือเมื่อเกิดเหตุไปแล้วและงบประมาณการทำงานปกติเอาไม่ไหวต้องประกาศ”

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

ภัทรพงษ์ ยังขยายความ กรณีที่สุชาติประกาศเขตควบคุมมลพิษ ไปเพียง 4 จังหวัด แต่ปรากฎว่า 4 จังหวัดที่ประกาศไปไม่มีผลอะไรเลย โดยได้ยกกรณีตัวอย่างของจังหวัดเชียงใหม่ พอประกาศเขตควบคุมมลพิษเชียงใหม่ได้ทำตามแผนจัดประชุมท้องถิ่นทั่วจังหวัดและจัดทำของบกลางไป ภายในเดือนพฤศจิกายนก่อนที่จะมีการยุบสภาแต่สุดท้ายผลคือไม่มีเงินมาสักบาท ทำให้การประกาศเขตควบคุมมลพิษแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย

“สรุปกับเรื่องนี้เพราะสุชาติทำงานไม่เป็นทำให้หน่วยงานไม่มีงบประมาณและทำให้ประชาชนต้องดูดฝุ่นพิษกันหนักแบบนี้ และเมื่อทุกคนไกลล้มเหลวจากความละเลยทั้งหมด ประชาชนสูดฝุ่นกันอย่างหนักไม่มีเงินเข้ามาช่วยซักทางกระเป๋าเงินเดียวที่เหลืออยู่คือเงินจากการประกาศเขตภัยพิบัติ ที่ได้เสนอให้ประกาศ 9 จังหวัด”

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

ทั้งนี้ยังพูดถึงกรณีที่ สุชาติ อ้างว่าประกาศเขตภัยพิบัติไม่ได้ เนื่องจากจะกระทบการท่องเที่ยว ทั้งที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติกรณี PM 2.5 แต่เมื่อสถานการณื เข้าเกณฑ์แล้วไม่ยอมประกาศ อีกทั้งยังมีการอภิปรายกล่าวถึง รัฐมนตรีการท่องเที่ยวด้วย

“ถามไปถึงรัฐมนตรีการท่องเที่ยวด้วย ต่อให้ไม่ประกาศเขตภัยพิบัติถ้าค่าฝุ่นทะลุถึง 500 – 700 แบบนี้ กระทบการท่องเที่ยวหรือไม่ ตอบมาสิว่าไม่กระทบ แล้วสุชาติยังอ้างต่อ ว่าไฟป่าไม่ได้ลามทุกพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ ลามเฉพาะในพื้นที่ป่าประกาศเขตอัคคีภัยเฉพาะตำบล เฉพาะอำเภอก็พอ ตอนนี้เรากำลังเจอกับภัยพิบัติกรณี PM 2.5 อากาศที่เราหายใจมันเป็นพิษแล้วคนออกหลักเกณฑ์ก็คือกระทรวงทรัพย์เอง จะอ้างแบบนี้ได้อย่างไร”

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

โดยในช่วงหนึ่งของการอภิปราย ยังได้ตั้งคำถามถึงการรายงานสถานการณ์ฝุ่นของภาครัฐว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าประชาชนในพื้นที่กลับเผชิญผลกระทบอย่างหนัก

“นี่น่าจะเป็นโรคประจำตัวของคุณสุชาติก็คือโลคไม่ยอมรับความจริง เพราะไม่กี่วันต่อมากระทรวงทรัพย์ยังออกรายงานสื่อสารกับประชาชนว่าฝุ่นพิษ PM 2.5 ในปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว 45% นี่ไปอยู่โลกไหนกันมาครับ กล้ามาสื่อสารแบบนี้ได้อย่างไร ประชาชนเชียงใหม่เลือดกำเดาไหลกันทั้งเมือง กลับประกาศบอกว่าดีขึ้น 45% รัฐบาลต้องปรับความคิดเกี่ยวกับฝุ่นพิษ PM 2.5 โดยด่วน”

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

นอกจากนี้ ยังมีการพาดพิงถึงคำให้สัมภาษณ์ของฝ่ายบริหารที่มองปัญหาในมิติการท่องเที่ยว มากกว่าผลกระทบต่อคนในพื้นที่

“เมื่อคืนคุณศุภจีออกมาพูดเรื่องของ PM 2.5 โดยบอกว่าไม่ได้คาดหวังให้ภาคเหนือมีคนมาเที่ยวตลอด 365 วัน…แต่ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่การท่องเที่ยวแต่กระทบกับพวกเราคนเหนือที่อาศัยอยู่ ที่นั่นและพวกเราไม่ได้มีเงินรวยเหมือนพวกท่าน ที่จะสามารถย้ายบ้านย้ายที่ทำงานย้ายครอบครัวหนีฝุ่นได้…พวกเราอยู่ที่นั่น 365 วัน”

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

ย้ำค่าตอบตอบแทน จนท.ดับไฟป่า สวนทางภารกิจ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยชี้ว่าภารกิจดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง แต่กลับได้รับค่าตอบแทนไม่เหมาะสม

“การปรับค่าตอบแทนคนดับไฟป่าที่ตั้งไว้แค่ 240 บาท ผมพูดเรื่องนี้มา 3 รัฐบาลแล้วครับ ยังไม่มีการปรับขึ้นเลย…ท่านประธานรู้ครับว่าภารกิจของคนดับไฟป่าที่เขาตั้งไว้มีอะไรบ้างเฝ้าระวัง ลาดตระเวน และดับไฟป่า แต่ให้เบี้ยเลี้ยง 240 บาทต่อคนต่อวัน เอาสมองส่วนไหนคิด

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

นอกจากเรื่องค่าตอบแทน ยังมีการสะท้อนปัญหาการบริหารจัดการในพื้นที่ที่ขาดเอกภาพ ท้องถิ่นไม่มีงบฯ ไม่มีอำนาจ ส่งผลให้ขาดการบัญชาการในพื้นที่ พร้อมโต้แย้งข้ออ้างจากส่วนกลางที่อ้างแบบคนนั่งในห้องแอร์ แล้วบอกว่าในพื้นที่ประสานงานกันดีอยู่แล้ว

“ท่านประธานครับสัปดาห์ที่ผ่านมาเราต้องสูญเสียคนที่ไปดับไฟป่ารักษาปอดให้กับพวกเรา 4 รายแล้วครับ ผมต้องขอถือโอกาสนี้แสดงความเสียใจ กับผู้เสียชีวิตและครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแพร่ และจังหวัดอุดรธานีด้วยครับ”

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

ไม่จัดการมลพิษข้ามแดน หวั่นเอื้อทุน ?

อีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องมลพิษข้ามแดน โดยตั้งคำถามนโยบายมลพิษข้ามแดนเอื้อทุนหรือไม่ ในประเด็นมลพิษข้ามแดน มีการวิจารณ์มาตรการห้ามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับการเผา ว่าเปิดช่องให้ภาคธุรกิจรับรองตนเอง

“ให้ผู้นำเข้าเป็นคนออกแบบวิธีการตรวจสอบเอง และไม่มีการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน ทุกวันนี้เราไม่รู้เลยว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้ามา ไม่เผาจริงหรือเปล่า ละติจูด ลองติจูดของแปลงพื้นที่เพาะปลูกตรงไหน และตรวจสอบไม่ได้อีกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถูกขายส่งเป็นทอด สุดท้ายไปกระจุกอยู่ที่บริษัทอะไร แล้วกระทรวงพาณิชย์ยังมีหน้ามาอ้าง ว่าส่วนตรงนี้เป็นแค่ระยะเปลี่ยนผ่านแล้วให้ผู้นำเข้ารับรองตนเองไปก่อน เดี๋ยวรอร่างพรบอากาศสะอาดมีผลบังคับใช้เราค่อยเข้มงวดขึ้น พูดเหมือนทำนายอนาคตได้เลยครับเพราะ ตอนนี้รัฐบาลก็เหมือนจะไม่เอาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดขึ้นมาอีก”

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

ขณะเดียวกัน ยังเชื่อมโยงถึงปัญหามลพิษทางน้ำจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ส่งผลกระทบต่ออาหารและสุขภาพของประชาชน

“ข้าวที่ปลูกจากแหล่งน้ำเหล่านี้ปนเปื้อนสารหนู ปลาจากแหล่งน้ำเหล่านี้ปนเปื้อนปรอท ผักสลัดปนเปื้อนแคดเมียมและตะกั่ว ฟักทองมะเขือเปราะอันนี้หนักเลยแคดเมียมเกินมาตรฐานไปกว่า 10 เท่า และเจอสะสมในประชาชนเกินมาตรฐานไปแล้ว ทำให้ตอนนี้เราเจอมลพิษทางอากาศที่เราหายใจ แม่น้ำที่ไหลผ่านบ้านและอาหารที่เรากินเข้าไป จากทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ โดยที่รัฐบาลรัฐบาลไม่ขยับอะไรเลย”

รัฐบาลพลิกลิ้น ‘อากาศสะอาด’ หน้ามือเป็นหลังมือ

อีกหนึ่งข้อวิจารณ์สำคัญ คือ ความล่าช้าของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด พร้อมโต้เหตุผลที่อ้างผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลจะเอาอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะหยิบมาพิจารณาภายในกรอบ 60 วันหรือจะปล่อยให้ตกไป

“ร่างที่ช่วงหาเสียง ทุกพรรคยืนยันว่าร่างฉบับนี้ต้องเดินหน้าหน้าต่อ แต่พอเลือกตั้งเสร็จทุกอย่างพลิก จากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่มีตัวแทนจากฝั่งรัฐบาลกล้าออกมายืนยันแม้แต่คนเดียว แล้วแค่นั้นไม่พอยังมีการขวางร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดด้วยเหตุผลที่ว่า การเก็บค่าธรรมเนียมผู้ก่อพิษจะเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรมแล้วกระทบกับขีดความสามารถในการแข่งขัน พูดมาแบบไม่ได้รู้เรื่องเลย เพราะมันขัดกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลทั้งดุ้นเลย หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายคือหลักการหลักที่ OECD ยึดถือเป็นแกนหลักเลย และรัฐบาลก็ แถลงเองว่าจะพาประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ภายในปี 2571 แถลงแบบนึงแต่การกระทำสวนทางไปอีกแบบนึง นี่โกหกหรือเปล่าเพราะฉะนั้นผมขอถาม”

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

ย้ำ ต้องการผู้นำเพื่อแก้วิกฤตมลพิษ

ในช่วงท้ายของการอภิปราย มีการย้ำว่า ปัญหา PM 2.5 ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นวิกฤตด้านสุขภาพและชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างการจัดการ ก่อนจบการอภิปราย ได้มีการตั้งคำถามถึงบทบาทผู้นำในการรับมือวิกฤต

“เราต้องการผู้นำ ที่ทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่ใช่ผู้นำที่กลัวการแก้ปัญหาที่ต้นตอและไม่กล้าตัดสินใจสำคัญกับทุกวิกฤต ไม่ต้องการเห็นผู้นำที่น้ำท่วมภาคใต้แต่ตัวเองไม่กล้าลงไปบัญชาการ เราไม่ต้องการเทรนด์ผู้นำ ที่ฝุ่นพิษเต็มภาคเหนือแต่ตัวเองไม่กล้าขึ้นมาจัดการด้วยตัวเองเราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่แต่งตั้งคนที่ทำงาน ไม่เป็นมาเป็นรัฐมนตรี

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

ภัทรพงษ์ ทิ้งท้ายว่า จากคำแถลงนโยบายทั้งหมด และสิ่งที่ อนุทิน ทำมาตลอด สิ่งที่เห็นชัดเจน คือ อนุทินไม่ได้ขาดอำนาจแต่ขลาด พร้อมทั้งกลัวที่ต้องตัดสินใจอะไรสำคัญแล้วส่งผลกระทบกับชีวิตประชาชน หนีปัญหาผลักความรับผิดชอบให้คนอื่นทุกครั้งทุกภัยพิบัติ พร้อมย้ำว่า ภัยที่ประชนประสบมี 5 ด้าน ไม่ใช่ 4 ด้านอย่างที่แถลงนโยบาย

“มีใครเคยเห็นคนที่ชื่อว่า อนุทิน ชาญวีรกุล มานั่งหัวโต๊ะบัญชาการเป็นผู้นำอย่างเด็ดขาดและพาประเทศพ้นวิกฤตบ้างครับ และนี่คือต้นเหตุที่ ประเทศนี้เจอกับภัย 5 ด้าน ภัยเศรษฐกิจ ภัยสังคม ภัยสิ่งแวดล้อม ภัยความมั่นคง และภัยจากรัฐบาลอนุทินที่ทำงานไม่เป็น”

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความไม่พอใจต่อการบริหารจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 เท่านั้น แต่ยังโยงไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่งบประมาณ การกระจายอำนาจ มลพิษข้ามแดน ไปจนถึงภาวะผู้นำ ซึ่งยังคงเป็นคำถามใหญ่ที่รัฐบาลต้องตอบต่อสังคมต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

ใครจะรอด…ใครต้องไป ? เกมชีวิตชายไทย ในด่านเกณฑ์ทหาร และการปฏิรูปกองทัพที่ยังไม่สำเร็จ

29 นาทีที่แล้ว

สว.วีรยุทธ โชว์ “วาระนโยบาย จากภาคประชาชน” กลางรัฐสภา ส่งตรงข้อเสนอเชิงนโยบายถึงรัฐบาล

59 นาทีที่แล้ว

ครม.เห็นชอบปรับ "สุไหงโก-ลก" พ้นพื้นที่ความมั่นคง คงเข้มอีก 19 อำเภอ

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คพ.เปิด 5 อันดับแหล่งน้ำคุณภาพดีที่สุด "ตาปีตอนบน-พุมดวง"

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...