โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘มานะ นิมิตรมงคล’ เปิดสปอตไลต์ 15 ปี เส้นทางจาก ‘หมาเฝ้าบ้าน ถึง ACT Ai’ ทำไมคอร์รัปชันยิ่งแย่ลง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 08 พ.ค. เวลา 19.27 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 15.16 น.
ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT

ประเทศไทยสูญเสียโอกาสไปเท่าไรกับ คอร์รัปชัน’ ?

อ้างอิงจากดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ปี 2568 ซึ่งประเทศไทยได้เพียง 33 คะแนน ลดลงจาก 34 คะแนนในปีก่อนหน้า และตกไปอยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ถือเป็นอันดับต่ำสุดในรอบ 30 ปี และคะแนนต่ำสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ

“เราไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะยังไม่เห็นปัจจัยหรือการกระทำของภาครัฐที่จริงจังและทุ่มเท หลายปีที่ผ่านมาผู้นำรัฐบาลก็ไม่แสดงเจตจำนงทางการเมืองที่จะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน แต่ละฝ่ายยังเห็นแก่พวกพ้องและความอยู่รอดทางการเมือง ทำให้มองข้ามประเด็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ประเทศ”

คำกล่าวของ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ต่อทิศทางการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมคำถามว่า เหตุใดความพยายามปราบโกงตลอดหลายทศวรรษจึงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ย้อนกลับไปเมื่อราว 15 ปีก่อน คำถามเดียวกันนี้นำไปสู่การก่อตั้ง “ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน” ในปี 2554 โดย “ดุสิต นนทะนาคร” ในฐานะประธานหอการค้าไทยในขณะนั้น พร้อมการระดมความร่วมมือจาก 23 องค์กร ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ ก่อนที่ปี 2555 เครือข่ายดังกล่าวจะเปลี่ยนชื่อเป็น“องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)” และจดทะเบียนเป็นมูลนิธิในปี 2557

กว่า 15 ปีของการทำงาน ACT มีบทบาทอย่างไรในการผลักดันการต่อต้านคอร์รัปชัน อะไรคือความสำเร็จและข้อจำกัด ท่ามกลางสถานการณ์ที่กลับเลวร้ายลง และประเทศไทยยังคงติดอยู่ในวังวนปัญหาคอร์รัปชันที่บั่นทอนการพัฒนาประเทศ

ระบบทุจริต-ความไม่โปร่งใส และ ‘ฟ้องปิดปาก’

คอร์รัปชันในประเทศไทย เป็นทั้งเรื่องของ‘คน’, ‘ระบบ’ และ ‘วิธีการที่แยบยล’

คนมีอำนาจจ้องที่จะโกงภายใต้ระบบราชการที่ด้อยประสิทธิภาพ เปิดช่องให้คนคดโกงได้ง่ายและลอยนวล คนดีเข้าไปมีโอกาสไหลตามเยอะมาก ในทางวิชาการชี้ว่าหลายหน่วยงานเป็นการคอร์รัปชันเชิงระบบแล้ว หลายกรม อยู่นิ่งๆ ก็ได้เงิน คนไปติดต่อจะรู้เลยว่าต้องจ่ายใคร เท่าไร เมื่อไร

ดร.มานะ กล่าวถึงความสูญเสียจากการจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ ซึ่งเคยมีงานศึกษาประเมินความเสียหายถึง 2-3 แสนล้านบาทต่อปี และตัวเลขนี้ไม่เคยลดลง

ตัวอย่างการไม่เปิดเผยข้อมูล และความไม่จริงใจ เช่น

  • เคยมีเว็บรวบรวมข้อมูลตำรวจเกเรว่าแต่ละปีถูกไล่ออกกี่ราย เมื่อเผยแพร่ไป 4-5 ปี จนสื่อมวลชนจับจ้องมากขึ้น เว็บไซต์นั้นก็ไม่เปิดเผยข้อมูลอีก
  • เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลการกระจายวัคซีนโควิด-19 เมื่อเผยแพร่ไปประมาณหนึ่งปี TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) นำข้อมูลไปวิเคราะห์ว่าวัคซีนกระจายไปจังหวัดใด และพบว่าวัคซีนพุ่งไปจังหวัดของผู้มีอำนาจทางการเมือง หลังจาก TDRI เปิดเผยผลวิเคราะห์ เว็บไซต์นี้ก็หายไป
  • การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของนักการเมือง ในอดีตข้อมูลเหล่านี้อยู่บนเว็บไซต์ ต่อมา ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) แก้ประกาศให้ขึ้นเว็บ 180 วันแล้วค่อยเอาข้อมูลออก
  • เสาไฟกินรี โดยข้อมูลจาก สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ระบุว่า ในช่วง 5 ปี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 65 จังหวัด ใช้เงิน 14,000 ล้านบาท รวมถึงเสาไฟแบบอื่นๆ อนุสาวรีย์สัตว์ต่างๆ ฯลฯ ซึ่งภาครัฐจะใช้วิธีการเขียนชื่อโครงการที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลได้
  • เครื่องมือแพทย์ที่รัฐมนตรีอนุมัติซื้อให้โรงพยาบาล 136 แห่ง ราคา 4,500,000 บาทต่อเครื่อง ทั้งที่ราคาตลาด 1,500,000 บาทต่อเครื่อง
  • ตึก-อาคารร้าง พื้นที่ทิ้งร้างทั่วประเทศ มูลค่าความเสียหายกว่าแสนล้านบาท
  • ฝาย 40,000 แห่งทั่วประเทศที่ อบต. ได้รับมาและบริหารจัดการไม่เป็น ทำให้เหลือฝายใช้งานได้จริงประมาณ 10,000 แห่ง

เมื่อประชาชนหรือสื่อมวลชนนำประเด็นเหล่านี้มาพูด กลับถูก ‘ฟ้องปิดปาก’ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน และนักการเมือง สะท้อนถึงความไม่จริงใจเรื่องการเปิดเผยข้อมูล และปิดกั้นไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

“เวลาประชาชนพูดหรือเปิดโปง สอบถามอะไรแล้วโดนฟ้องกลับหรือข่มขู่ว่าคุณเอาความเท็จขึ้นสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เป็นพฤติกรรมของประเทศเจริญแล้ว เขาที่ไม่ทำ ถ้าอยากเห็นประชาชนมีส่วนร่วมเรื่องต่างๆ ในประเทศที่เป็นวาระทางสังคม คุณต้องเปิดกว้าง”

แม้ ป.ป.ช. จะมีร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการฟ้องคดีปิดปากในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบ หรือมาตรการ Anti-SLAPP Law เพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก แต่ ดร.มานะ มองว่าเป็นมาตรการที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว เพราะคนจะได้รับการปกป้องต้องไปให้คนที่กำลังจะกล่าวถึงเห็นหน้าก่อนพูดเปิดโปง จึงจะได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นการแก้ปัญหาและเป็นความพยายามปกป้องประชาชน ทว่า กฎหมายดังกล่าวยังไม่ดีพอ

อย่างไรก็ดี ดร.มานะ กล่าวว่า มาตรการ Anti-SLAPP Law เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะต้นเหตุคือกระบวนการยุติธรรม เช่น ผู้พิพากษา ควรใช้ดุลยิพินิจว่าเป็นความพยายามฟ้องปิดปาก ฟ้องกลั่นแกล้ง หรือฟ้องเพื่อรักษาสิทธิ์ และศาลต้องตั้งกติการ่วมกันในเรื่องนี้

“ส่วย-สินบน-ตำแหน่ง” ประเทศไทยซื้อได้ทุกอย่าง

ถัดมา การทุจริตของราชการ โดย ดร.มานะ ยกคำว่า ‘การกัดกินกันเองของเจ้าหน้าที่รัฐ’ หมายถึงเงินที่ใช้ในการซื้อหรือรักษาตำแหน่ง เพราะจ่ายเงินแล้วต้องถอนทุนและเอากำไรมากขึ้น

“เมื่อข้าราชการขี้โกงมีโอกาสขึ้นมาเจอนักการเมืองขี้โกง เขาจะรับใช้กัน พูดไม่กี่คำก็รู้ทาง พยักหน้าก็เซ็นเอกสารให้ ตั้งเรื่องให้ ชงให้ ยิ่งมาเจอนักการเมืองที่เต็มไปด้วยการซื้อเสียงในทุกระดับตั้งแต่เทศบาล อบต. อบจ. เลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน กลายเป็นว่ามันไม่ใช่ขนมจีนผสมน้ำยา แต่เป็น ‘ฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมารวมกัน’ กลายเป็นมะเร็งที่ฝังในระบบราชการทำให้ทุกอย่างถูกปกปิด เต็มไปด้วยเงื่อนไข ดุลยพินิจ คอร์รัปชันที่ไม่สามารถแก้ไขได้”

ในระดับราชการเอง ดร.มานะ บอกว่า เวลาใครทำผิดจะมีวิ่งเต้นจ่ายเงินจ่ายทอง เพื่อให้ช่วยคดี พอถูกจับได้ก็ไม่ถูกลงโทษ หรือลงโทษวินัยไม่ร้ายแรง

นอกจากนี้ การวิ่งเต้นเส้นสายต่างๆ ทำให้คนไม่ดี ไม่มีความสามารถ ไม่มีวิสัยทัศน์ขึ้นมาเป็นผู้นำ ขณะเดียวกันคนเก่งๆ หรือคนที่ควรจะเป็นอนาคตของระบบราชการไทยไม่มีโอกาสเติบโต เสียกำลังใจในการทำงาน

ดร.มานะกล่าวต่อว่า ในอดีตเคยมีการทำดัชนี Corruption Barometer พบว่า คนที่ติดต่อหน่วยงานภาครัฐ 24% ต้องจ่ายสินบน

“ในการคอร์รัปชัน มีเครือข่ายที่เราเรียกเล่นๆ ว่า ‘สามประสานผลาญชาติ’ ทั้งข้าราชการ นักการเมือง พ่อค้า ยอมจ่ายสินบนเวลาตัวเองทำอะไรผิดบางอย่าง หรืออยากได้อภิสิทธิ์ อีกกลุ่มคือเจ้าหน้าที่เจรจาเรียกรับสินบน ถูกผิดไม่รู้แต่ต้องจ่าย ไม่อย่างนั้นเรื่องไม่เดิน”

ดร.มานะ เล่าว่า “JFCCT (หอการค้าร่วมต่างประเทศไทยในประเทศไทย) เล่าว่า มาเมืองไทยด่านแรกเจอ ตม. (สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) ก็ต้องจ่าย คนจะทำการค้าลงทุนก็ต้องจ่ายค่า work permit ไม่อย่างนั้นมีปัญหาคาราคาซังที่เขาไม่สามารถเอาชนะได้ ยังไม่นับพวกสินบนใบอนุญาต หรือการส่งออก-นำเข้าก็ต้องเสียเงินเสียทองเยอะมาก นี่คือเจ้าหน้าที่รัฐไปรีดไถและตบทรัพย์นักธุรกิจ-ประชาชน เป็นเรื่องที่เขารับรู้ว่าเมืองไทยเต็มไปด้วยสินบน”

ประเทศไทยทุกอย่างซื้อได้ แม้แต่กระบวนการยุติธรรมจะซื้อตำรวจมาขับรถสัญญาณไซเรนเพื่อพาไปพัทยา เราเห็นจากชีวิตจริงที่คนมาร้องเรียนมาพูด

แม้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการปราบทุจริต ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะมีช่องทางให้ประชาชนร้องเรียน แต่ ดร.มานะ มองว่า การร้องเรียนเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และคาดหวังอะไรไม่ได้**

“ร้องเรียนก็เรื่องไม่ไปไหน เขาไม่ได้รับการปกป้อง ยกตัวอย่างสายด่วน 1111 ที่รับเรื่องร้องทุกข์ของรัฐบาล พอคุณไปร้องเรียน เขาจะส่งเรื่องตามลำดับชั้นขั้นตอนเพื่อนำเสนอไปหน่วยงานที่ดูแลโดยตรง ถ้าคนร้องเรียนตำรวจก็ส่งไป คอร์รัปชันก็ส่งไป ป.ป.ช., ป.ป.ท., สตง. เวลาประชาชนมาตามเรื่องว่าไปถึงไหน เขาจะตอบว่าเรื่องนี้อยู่ในขั้นตอน เมื่อได้รับผลแล้วจะแจ้งให้ทราบ นี่คือสิ่งที่ทำให้ประชาชนไม่เข้าใจ ทำให้ประชาชนเสียเวลามากขึ้น แล้วคุณจะสิ้นหวัง”

อย่างไรก็ตาม ดร.มานะ บอกว่าการปกป้องประชาชนที่มาร้องเรียน ต้องไปแก้ระบบราชการ เปลี่ยนวิธีคิด และนำเทคโนโลยีมาใช้ ตัวอย่างที่ดีคือ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานคร ซึ่ง กทม. สร้างระบบที่ดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับรู้และแก้ปัญหา ประชาชนได้รู้ทันทีว่าเจ้าของเรื่องคือใคร ที่สำคัญคือการรายงานความคืบหน้าทุกเรื่อง

OECD หมุดหมายไทยยกเครื่องระบบราชการ

หนึ่งในวิธีการปราบคอร์รัปชัน คือประเทศไทยต้องเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในกระบวนการขอเข้าเป็นสมาชิก

ทั้งนี้ การผลักดันเรื่องสมาชิก OECD เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2565 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษารายละเอียด จนกระทั่งปลายปี 2566 ครม. มีมติเห็นชอบร่างหนังสือแสดงเจตจำนงในการเข้าเป็นสมาชิก จากนั้นยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงให้ OECD และจุดสำคัญคือเดือนมีนาคม 2568 ประชุมคณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ที่ประชุมมีมติกำหนดเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยภายในปี 2573

สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำเพื่อให้ OECD รับรองการเป็นสมาชิกคือการปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะกรรมการ OECD ด้านต่างๆ 26 คณะ ซึ่งรวมถึงความโปร่งใส ธรรมาภิบาล การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน การเปิดเผยข้อมูล ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือตัวชี้วัดการเป็นสมาชิก OECD

ที่มาภาพ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ดร.มานะ อธิบายว่า ประเทศไทยต้องได้รับความร่วมมือจากทุกองคาพยพอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานรัฐ จึงจะสามารถผลักดันให้เป็นสมาชิก OECD ได้

โดยย้ำว่า Public Governance คือความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในภาครัฐ การเปิดเผยข้อมูล กฎหมาย การใช้อำนาจ ดุลยพินิจ และอีกหลายอย่างที่เป็นปัจจัยให้เกิดสินบน การเรียกรับ การเอารัดเอาเปรียบ การใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม การขโมยทรัพยากรธรรมชาติ

“OECD เรียกร้องให้ประเทศไทยทำ leniency law คือการชะลอการฟ้อง ถ้าคุณทำผิด มารับสารภาพ ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เราจะไม่ฟ้องคุณ หรือไม่มีโทษอาญา แต่จะมีโทษปรับที่รุนแรง เช่น คนรับสารภาพในสหรัฐฯ หรือยุโรป มาให้ข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่คนไหนที่กินกับคุณ รัฐจะปิดคดีของคุณให้ แต่ต้องโดนปรับหนักๆ เรียกว่าเอาเกือบตาย”

ในบางประเทศมีการประกาศนิรโทษกรรมคนมีประวัติ โดยบางกรณีให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามารายงานตัวและจะไม่ดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือบางประเทศประกาศให้ผู้ทุจริต-คอร์รัปชันย้อนหลัง 3 ปีถือว่าไม่เคยมีประวัติ และหลังจากนี้ให้ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการตั้งต้นระบบใหม่

“ภาครัฐต้องพยายามกำจัดพวกขี้โกง อีกอย่างคือทำอย่างไรให้คนเคยโกง หรือมีประวัติในใจ ทำอย่างไรให้คนพวกนี้จากสภาพผีดิบหรือซอมบี้กลับมาเป็นข้าราชการที่ดี มีความมั่นใจ ทำไมเราจะฉีดวัคซีนให้คนพวกนี้ไม่ได้”

โดยปัจจุบันภาคเอกชนและเครือข่าย ACT กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อสาธารณะ ตลอดจนทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีเรื่องการทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักคอร์รัปชัน โดยเน้นการสร้างหน่วยงานรัฐที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยเทคโนโลยี พัฒนาคนพร้อมลดคนทำงานไปพร้อมกัน เพิ่มรายได้และสร้างแรงจูงใจให้คนเก่งมาทำงานในระบบ

“เป็นครั้งแรกที่ภาคเอกชนในนาม กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน) ออกมาพูดเรื่องนี้ และประกาศจุดยืน ‘เพื่อนไม่ทน’ เริ่มจากประเด็นสแกมเมอร์ ทุนเทา และการฟอกเงิน เป็นเรื่องยากที่จู่ๆ ธนาคารและภาคเอกชนจะมาพูดเรื่องแบบนี้”

นอกจากนี้ ดร.มานะ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องทำพร้อมกันคือรณรงค์ในภาคเอกชนด้วยกันเองว่าขอให้หยุดจ่ายสินบน หันมาทำการค้าอย่างสุจริตเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

15 ปี ACT ส่องสปอตไลท์ไป ‘คอร์รัปชัน’

บทบาทของ ACT จึงเน้นไปที่การสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ และ ‘ส่องไฟให้สว่าง’ ให้เกิดแนวร่วมประชาชน-เอกชน-ข้าราชการไม่ทนและออกมาต่อต้านคอร์รัปชัน และทำให้สังคมเห็นว่าการคอร์รัปชันทำให้เกิดการเอาเปรียบประชาชนอย่างไร ทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างไร ทำไมคอร์รัปชันแล้วป่าไม้หาย เกิดมลพิษ และที่ผ่านมาคนไทยสูญเสียโอกาสอะไรไปแล้วบ้าง

เป้าหมายคือเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ช่วยกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนสามารถพูดในสิ่งที่เป็นข้อมูลทางการ และเอาความจริงมาพูด เราไม่ได้ตั้งเป้าหมายไล่จับคนโกง…มันหยุดคอร์รัปชันไม่ได้ทั้งหมด แต่หยุดก้อนใหญ่ๆ และเปลี่ยนวัฒนธรรมบางอย่างได้

ดร.มานะ ยกตัวอย่างเพจเฟซบุ๊กปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ซึ่งพยายามเปิดโปงการทุจริตและความไม่โปร่งใสของการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ จาก 15 ปีก่อนที่เป็นเพจเดียวที่เปิดโปง จนทุกวันนี้มีเพจเกิดขึ้นใหม่กว่า 100 เพจที่ช่วยกันสื่อสาร

ACT Ai แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งมีข้อมูลย้อนหลังกว่า 10 ปี รวมกว่า 40 ล้านข้อมูล เพื่อให้สาธารณะค้นข้อมูลการใช้อำนาจที่ไม่โปร่งใส การใช้งบประมาณในโรงเรียน, อบต., อบจ. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือระดับกระทรวง กรม ทำให้ประชาชนรู้ทันทีว่าภาษีถูกใช้ไปกับอะไร โกงกินแค่ไหน

แต่การเปิดโปงเหล่านี้ข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงข้อมูลอย่างน้อย 3 ข้อ คือ (1) ภาครัฐถือข้อมูลใครข้อมูลมัน (2) ไม่มีการอัปเดต และ (3) เป็นข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงยาก หรือเข้าไปใช้ข้อมูลเหล่านี้ได้ยาก ต่อให้มีข้าราชการที่เข้าใจและอยากแก้ปัญหา แต่ก็ทำไม่ได้เพราะอุปสรรคในระบบยิ่งกว่านั้นคือพฤติกรรมของนักการเมืองที่ไม่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ด้านการสร้างแนวร่วม ACT มีอาสาสมัครผู้สังเกตการณ์ในโครงการข้อตกลงคุณธรรม 300 คน มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่เกษียณ ข้าราชการ ภาคเอกชนและประชาชน โดยสามารถเซฟเงินแผ่นดินได้กว่า 80,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ACT ยังมุ่งเน้นไปที่การสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ผ่าน TikTok และรูปแบบพอดแคสต์เพื่อทำให้สังคมตื่นตัวมากขึ้นและไม่ทนต่อคอร์รัปชัน

“เราทำมา 14-15 ปี เห็นคอร์รัปชันรุนแรง มันเกินจะหยั่ง โจ๋งครึ่มมาก การมีหรือไม่มี ACT ไม่ใช่ปัญหา แต่ประชาชนต้องตื่นตัวและต่อต้านคอร์รัปชันมากมาย เอกชนต้องต่อต้านมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...