มรดกของ “เจอโรม พาวเวล” 8 ปีที่พา “เฟด” ผ่านวิกฤติใหญ่ของโลก
8 ปีของ "เจอโรม พาวเวล" บนเก้าอี้ประธานเฟด คือบททดสอบท่ามกลางวิกฤตโลก ที่ทั้งกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและชี้ชะตาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
วันที่ 29 เมษายน 2569 อาจกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของเศรษฐกิจโลก เมื่อ เจอโรม พาวเวล เตรียมนั่งเป็นประธานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงปลายวาระของเขา
ตลอดระยะเวลาเกือบ 8 ปี เจอโรม พาวเวล ไม่ได้ดำรงตำแหน่งในช่วงปกติของวัฏจักรเศรษฐกิจ หากแต่เป็นช่วงเวลาที่โลกเผชิญวิกฤติซ้อนกัน ตั้งแต่สงครามการค้า การระบาดของโควิด-19 การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ ไปจนถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน บทบาทของเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้กำหนดอัตราดอกเบี้ย แต่เป็นผู้คุมทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ไม่แน่นอนที่สุดยุคหนึ่ง
เจอโรม พาวเวล เข้ารับตำแหน่งประธานเฟดในปี 2561 จากการเสนอชื่อของโดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะไม่ได้มีพื้นฐานเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายวิชาการเหมือนประธานเฟดหลายคนก่อนหน้า แต่ประสบการณ์ในภาคเอกชนและตลาดการเงิน ทำให้เขามีมุมมองเชิงปฏิบัติที่แตกต่างออกไป โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดมาก่อนภายใต้รัฐบาลบารัค โอบามา ซึ่งสะท้อนถึงความเป็น technocrat ที่ได้รับการยอมรับข้ามพรรคการเมือง
ในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่ง พาวเวล เดินหน้าสานต่อนโยบายการเงินแบบเข้มงวดอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและเริ่มลดขนาดงบดุลของเฟด หลังจากช่วงยาวนานของนโยบายผ่อนคลายภายหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2551 อย่างไรก็ตามโลกเศรษฐกิจไม่ได้ดำเนินไปตามตำรา เมื่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเริ่มกดดันการเติบโต เฟดต้องกลับลำและลดดอกเบี้ยในปี 2562 สะท้อนสไตล์การทำงานของพาวเวลที่เน้นความยืดหยุ่นมากกว่าการยึดติดกับกรอบทฤษฎี
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในวาระของเขาเกิดขึ้นในปี 2563 เมื่อการระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงักในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตลาดการเงินปั่นป่วน ธุรกิจจำนวนมากเผชิญภาวะขาดสภาพคล่อง และอัตราการว่างงานพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลานั้น พาวเวลและเฟดตัดสินใจใช้นโยบายที่เรียกได้ว่าหนักที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับใกล้ศูนย์ การทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ขนาดใหญ่ การซื้อพันธบัตรและสินทรัพย์ทางการเงินในวงกว้าง รวมถึงการจัดตั้งโครงการช่วยเหลือภาคธุรกิจและตลาดเครดิต
ผลจากมาตรการเหล่านี้ ทำให้งบดุลของเฟดขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากระดับประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ก่อนวิกฤต พุ่งขึ้นแตะเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาไม่นาน นโยบายดังกล่าวได้รับการยกย่องว่าเป็น policy bazooka ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐ และระบบการเงินโลกเข้าสู่ภาวะล่มสลาย
อย่างไรก็ตาม การอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมหาศาลก็สร้างผลข้างเคียงที่สำคัญ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวในปี 2564-2565 เงินเฟ้อในสหรัฐพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 40 ปี ในช่วงแรก พาวเวลและเฟดประเมินว่าแรงกดดันด้านราคาจะเป็นเพียงชั่วคราวจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เงินเฟ้อกลับฝังลึกในระบบเศรษฐกิจ
ความผิดพลาดในการประเมินนี้ กลายเป็นจุดวิจารณ์สำคัญที่สุดในวาระของพาวเวล และทำให้เฟดต้องกลับลำอีกครั้งด้วยการใช้นโยบายเข้มงวดอย่างรวดเร็ว ในช่วงปี 2565-2566 ธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ดอกเบี้ยถูกยกขึ้นสู่ระดับมากกว่า 5% พร้อมกับการเริ่มลดสภาพคล่องในระบบผ่านมาตรการ Quantitative Tightening
การเปลี่ยนนโยบายอย่างรวดเร็วนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก ทั้งตลาดหุ้น พันธบัตร และค่าเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้หลุดกรอบอย่างถาวร สิ่งที่น่าจับตาคือ แม้เฟดจะดำเนินนโยบายเข้มงวดอย่างหนัก เศรษฐกิจสหรัฐกลับไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
ในช่วงปี 2566-2568 เศรษฐกิจสหรัฐแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น โดยยังคงเติบโต อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ และเงินเฟ้อเริ่มชะลอลง ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า soft landing ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ยากที่สุดของธนาคารกลางทั่วโลก เพราะการควบคุมเงินเฟ้อมักมาพร้อมกับความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ความสำเร็จในจุดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของพาวเวล พลิกจากผู้ที่มองเงินเฟ้อผิด กลายเป็นผู้นำที่สามารถแก้เกมได้ในระยะถัดมา
นอกเหนือจากนโยบายเศรษฐกิจ มรดกสำคัญอีกประการหนึ่งของพาวเวล คือบทบาทในการปกป้องความเป็นอิสระของเฟด ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากโดนัลด์ ทรัมป์ ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายดอกเบี้ยของเฟดอย่างเปิดเผย และเคยขู่ปลดเขาออกจากตำแหน่ง
พาวเงลเลือกที่จะไม่ตอบโต้ในเชิงการเมือง แต่ย้ำอย่างชัดเจนว่า การกำหนดนโยบายการเงินต้องอิงข้อมูลเศรษฐกิจ ไม่ใช่แรงกดดันจากฝ่ายการเมือง ท่าทีดังกล่าวทำให้เขาได้รับการยอมรับในฐานะผู้พิทักษ์ความเป็นอิสระของธนาคารกลางในยุคที่สถาบันเศรษฐกิจเผชิญแรงท้าทายอย่างหนัก
และเมื่อเขากำลังจะก้าวลงจากตำแหน่ง มรดกของพาวเวลอาจไม่ได้ถูกจดจำเพียงในฐานะผู้กำหนดดอกเบี้ย แต่เป็นผู้นำที่ยืนอยู่แนวหน้าของวิกฤตโลก และพยายามรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพเศรษฐกิจและความเป็นอิสระของนโยบาย