โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แลนด์บริดจ์ เฟสแรก 6 แสนล้าน ลงทุน PPP 50 ปี-'อนุทิน' ยํ้ารอผลศึกษา

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

เปิดกระแสหนุน-ต้านโครงการแลนด์บริดจ์ นายกฯย้ำอยู่ในขั้นศึกษา หวังดันไทยศูนย์กลางภูมิภาค เผยบริบทขนส่งโลกถึงจุดเปลี่ยน ตั้ง “เอกนิติ” ประธานศึกษา ลดแรงเสียดทานการเมือง สนข.ชี้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เฟสแรกลงทุน PPP 6 แสนล้าน ปธ.ท่องเที่ยวชุมพรหนุน ขณะที่หลายเครือข่ายภาคใต้ยังคัดค้าน หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อมและไม่คุ้มค่าพร้อมรวมตัวแสดงพลังวันประชุม ครม.สัญจรที่หาดใหญ่ 8-9 มิ.ย.นี้

ความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตั้งคณะกรรมการศึกษา มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ขณะที่กรรมการมาจากรัฐมนตรีหลายกระทรวง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน ท่ามกลางความเคลื่อนไหวจากฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ตั้งเอกนิติลดมิติการเมือง

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีหน้าที่หลัก ๆ อาทิ ประเมินความเป็นไปได้ของการพัฒนา และผลกระทบในมิติต่าง ๆ, รับฟังและรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อประกอบการพิจารณา, แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ ฯลฯ

รายงานข่าวแจ้งว่า การที่นายกฯ แต่งตั้งนายเอกนิติเป็นประธานศึกษาเรื่องนี้ นอกจากความรู้ความสามารถแล้วส่วนหนึ่งเพราะต้องการลดแรงเสียดทานจากมิติทางการเมือง เนื่องจากนายเอกนิติถือว่าเป็นรัฐมนตรีคนนอก เพราะแม้มาจากโควตาพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่ได้เกี่ยวโยงกับการเมืองโดยตรงนั่นเอง

นายกฯ ย้ำให้รอผลการศึกษา

ด้านนายอนุทินกล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์ว่า อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ โครงการยังไม่ได้เกิดพรุ่งนี้ บริบทต่าง ๆ วันนี้เปลี่ยนแปลงไป ผลการศึกษาที่เคยมีมาในอดีตอยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง ขณะนี้เราต้องหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้า สามารถยืนอยู่บนขาตัวเองได้ ไม่ว่าภูมิภาคไหนจะมีความขัดแย้ง

“โครงการยังไม่ได้เริ่ม เป็นการศึกษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และถ้าผลการศึกษาของคณะกรรมการที่มีนายเอกนิติออกมาเป็นอย่างไร เราค่อยตัดสินใจบนผลการศึกษาที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ไม่มีอะไรแปลก และต้องฟังเสียงของประชาชน กำชับให้คณะกรรมการต้องมีภาคประชาชนอยู่ด้วย ซึ่งนายเอกนิติก็เห็นชอบ โดยจะเชิญภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องมาร่วมในคณะกรรมการด้วย”

คมนาคมเดินหน้าแลนด์บริดจ์

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ รอคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการศึกษาให้แล้วเสร็จใน 90 วัน โดยจะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และส่วนของเอกชนบริษัทที่ปรึกษาซึ่งได้ศึกษาไว้แล้วประกอบการพิจารณาด้วย คาดว่าผลการศึกษาจะออกมาพอดีกับที่กระทรวงคมนาคมจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาภายในเดือนสิงหาคมนี้ตามไทม์ไลน์จะเริ่มการก่อสร้างในปี 2573

ดึงเอกชนลงทุน PPP 50 ปี

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ทำให้โครงการคลายข้อสงสัยและทำความเข้าใจกับประชาชน รับฟังเสียงที่สะท้อนมาเทียบกับผลการศึกษาที่เราศึกษา พอเป็นเรื่องการเมืองแล้วจะทำให้ทุกคนพอใจคงทำไม่ได้ทั้งหมด แต่อยากให้มองภาพใหม่และโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่า เพราะแลนด์บริดจ์คงไม่ได้มีแค่ระบบล้อและราง ยังมีระบบท่อขนส่งน้ำมัน และก๊าซด้วย

“โครงการแลนด์บริดจ์รัฐบาลไม่ต้องหาเงินมาลงทุน เพราะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน PPP ระยะเวลา 50 ปี และต่อไปอีกไม่เกิน 49 ปี และไม่ใช่แค่นักลงทุนต่างประเทศอย่างเดียว ใครก็ได้ที่สนใจ แลนด์บริดจ์จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่สร้างเศรษฐกิจและรายได้ให้กับประเทศ”

สนข.ชี้โครงการคุ้มค่าศก.

ด้านนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า สนข.รอคณะกรรมการศึกษานัดประชุม โดยจะนำข้อมูลทั้งหมดและผลการดำเนินงานที่ผ่านมาให้ที่ประชุมพิจารณา

จากผลการศึกษาที่ออกมาโครงการมีความคุ้มค่า โดยมีอัตราผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) อยู่ที่ 8.2% และอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ( EIRR ) 11.8% ถือว่าตัวเลขนี้เพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจนักลงทุน ซึ่งมีเอกชนต่างชาติสอบถามความคืบหน้าของโครงการและแสดงความสนใจผ่านสถานทูต เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE เป็นต้น

“กรอบวงเงินลงทุนทั้งโครงการอยู่ที่ 997,680 ล้านบาท โดยให้เอกชนร่วมลงทุน PPP Net Cost รับสัมปทาน 50 ปี ซึ่งเอกชนรับความเสี่ยงทั้งหมด แบ่งเป็น 3 เฟส โดยเฟสแรกเงินลงทุนประมาณ 617,067 ล้านบาท วางกรอบจะเริ่มก่อสร้างในปี 2573 ประกอบด้วยท่าเรือฝั่งชุมพรและฝั่งระนอง ทางรถไฟและมอเตอร์เวย์เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองฝั่ง”

พลิก “ชุมพร” ประตูเศรษฐกิจ

ส่วนความคิดเห็นขององค์กรและเอกชนในพื้นที่ เริ่มจาก ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่จะเข้ามาพลิกโฉมชุมพรสู่ประตูเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวระดับโลก แลนด์บริดจ์จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ตัวสำคัญ ที่จะเข้ามาเติมเต็มศักยภาพของจังหวัดทั้งในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

ปัจจัยสำคัญมาจากการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและระบบขนส่งเชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน ส่งผลให้มีการขยายตัวของโครงข่ายคมนาคม ทั้งมอเตอร์เวย์และรถไฟทางคู่ ซึ่งจะเป็นเส้นเลือดใหญ่ ทำให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากในประเทศและต่างประเทศเดินทางเข้าสู่จังหวัดชุมพรได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

มั่นใจช่วยจ้างงาน-ท่องเที่ยว

นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติไปสู่การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (MICE) และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวมถึงรูปแบบ “Workation” ที่ผสมผสานการทำงานและการพักผ่อนเข้าด้วยกัน ภายใต้จุดเด่นด้านทะเล ป่าไม้ในพื้นที่

ขณะเดียวกันยังก่อให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งนำมาสู่การจ้างงานช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและการหมุนเวียนของเม็ดเงินในพื้นที่ ภาคธุรกิจและบริการในจังหวัดจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเติบโตของจำนวนประชากรแฝงและนักธุรกิจที่เข้ามาใช้บริการท่าเรือ รวมถึงเป็นโอกาสในการโชว์ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) และสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่น โกโก้และลำไยคริสตัล ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก

“ด้วยภูมิศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และการเข้ามาของโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์ จะช่วยยกระดับให้จังหวัดชุมพรกลายเป็นหมุดหมายด้านการท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงแค่ทางผ่านอย่างในปัจจุบัน”

หลายเครือข่ายภาคใต้รุมค้าน

ขณะที่ฝ่ายคัดค้าน อาทิ เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคใต้ กลุ่มเครือข่ายรักษ์ระนอง เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ เครือข่ายประมงพื้นบ้าน 5 จังหวัดภาคใต้ ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอให้รัฐบาลทบทวนและยกเลิกแนวนโยบายดังกล่าวทั้งหมด เปลี่ยนเป็นสนับสนุนแผนการการออกแบบการพัฒนาภาคใต้ที่มั่นคงยั่งยืน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของคนภาคใต้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สิ่งที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือ กระบวนการผลักดันโครงการนี้ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากประชาชนในพื้นที่ การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA/EHIA) ของโครงการย่อยยังไม่แล้วเสร็จ อีกทั้งยังถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความโปร่งใส

นัดรวมตัว ครม.สัญจร 8-9 มิ.ย.

ความเคลื่อนไหวล่าสุดมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ร่วมกับองค์กรสิ่งแวดล้อมกรีนพีซ ประเทศไทย เปิดเว็บไซต์ stop-sec.com ให้ประชาชนทั่วไปร่วมลงชื่อแสดงการคัดค้านเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา ตั้งเป้า 50,000 รายชื่อ แต่เพียงแค่ไม่ถึงสัปดาห์มีผู้ลงชื่อทะลุ 94,810 รายชื่อ

ขณะเดียวกันภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ในวันที่ 8-9 มิ.ย.นี้ ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลากลุ่มเครือข่ายประชาชนภาคใต้กว่า 10 เครือข่ายนัดรวมตัวกันทันที เพื่อประกาศจุดยืนในการคัดค้าน พร้อมรวมพลต้อนรับคณะรัฐมนตรี และเตรียมจับตาการประชุมอย่างใกล้ชิด

เครือข่ายประชาชนภาคใต้ยังประกาศว่า วันที่ 22 มิ.ย. 69 จะนำมวลชนจากหลายจังหวัดเดินทางเพื่อปักหลักชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ยุติการผลักดันร่าง พ.ร.บ. SEC และทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์อย่างรอบด้าน อีกทั้งยังเน้นย้ำว่าหากรัฐบาลยังเดินหน้าโดยไม่รับฟังเสียงประชาชนการเคลื่อนไหวจะมีการยกระดับอย่างเข้มข้นขึ้น

เปิดรายงานผลกระทบ

ด้านมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ได้เผยแพร่ข้อมูลผลกระทบจากรายงาน Land Bridge Effect โดยระบุว่า จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนภาคใต้ในระยะยาว นอกจากนี้จะเกิดการเปลี่ยนพื้นที่ศักยภาพทางธรรมชาติ แหล่งอาหารและการท่องเที่ยว ให้กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมซึ่งยังไม่มีความชัดเจนต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

รายงานระบุว่า พื้นที่จังหวัดชุมพร และระนอง มีศักยภาพเป็นแหล่งปลูกผลไม้และการประมงของไทย โดยเฉพาะพื้นที่โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ เช่น อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร เป็นแหล่งปลูกพืชเศรษฐกิจโดยเฉพาะ “ทุเรียน” จากข้อมูลพืชเกษตรของจังหวัดชุมพร ในปี 2566 พบว่าจังหวัดชุมพรมีรายได้ทั้งจังหวัดที่ 32,000 ล้านบาท เป็นรายได้ทุเรียนของอำเภอพะโต๊ะ 6,000 ล้านบาท และพะโต๊ะมีรายได้ที่รวมพืชเศรษฐกิจทุกอย่างประมาณ 8,600 ล้านบาท

พื้นที่พะโต๊ะ ชุมพร ก็เป็นพื้นที่ต้นน้ำระดับ 1A เป็นต้นน้ำของแม่น้ำหลังสวน เป็นลำน้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงอำเภอตอนล่างของชุมพร คือ อ.พะโต๊ะ อ.หลังสวน อ.ทุ่งตะโก และ อ.ละแม รวมถึงอีกสองอำเภอข้างเคียง

ทำลายวิถีชีวิตริมชายฝั่ง

โครงการท่าเรือน้ำลึกระนองจะตั้งอยู่บริเวณแหลมอ่าวอ่าง ต่อเนื่องกับพื้นที่ 2 อำเภอ 4 ตำบล คือ ตำบลราชกรูด ตำบลเกาะพยาม อำเภอเมือง ตำบลม่วงกลวง อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง มีผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจำนวน 36,913 คน ซึ่งมีสังคมแบบพหุวัฒนธรรมอาศัยอยู่ร่วมกัน เช่น ชาวเล มอแกน และไทยพลัดถิ่น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และการประมง

จากรายงานระบุว่า กิจกรรมเศรษฐกิจของประมงพื้นบ้านริมชายฝั่ง ในพื้นที่จำนวน 2 อำเภอ คือ อำเภอเมือง และอำเภอกะเปอร์ ของกลุ่มตัวอย่าง 105 คน พบว่ามีเรือประมงพื้นบ้าน จำนวน 2,047 ลำ มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือน 21,670.85 บาทต่อเดือน และมีมูลค่าการทำประมงพื้นบ้านใน 2 อำเภอของจังหวัดระนอง รวม 559,805,497 บาทต่อปี ทำให้การเข้ามาของโครงการท่าเรือน้ำลึกจึงอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของประมงพื้นบ้าน

มะละกา VS แลนด์บริดจ์

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ แลนด์บริดจ์ : มุมมองรอบด้าน เพื่ออนาคตการขนส่งและโลจิสติกส์ไทย’

รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ กล่าวว่า พฤติกรรมการเดินเรือในช่องแคบมะละกามีเส้นทางที่ชัดเจน เรือจากเอเชียตะวันออกมักมุ่งหน้าสู่ท่าเรือโคลัมโบเพื่อไปยุโรป หรือลงใต้ไปแอฟริกา นอกจากนี้ยังมี “ช่องแคบซุนดา” และ “ช่องแคบลอมบอก” เป็นทางเลือกสำหรับเรือน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (ULCC) อยู่แล้วในปัจจุบัน

จากการวิเคราะห์สถิติเรือ 90,000 ลำต่อปี พบว่าเรือคอนเทนเนอร์ไม่ได้วิ่งผ่านตลอดแนวช่องแคบทั้งหมด โดยสัดส่วนกว่า 37% วิ่งอยู่ฝั่งตะวันออกเนื่องจากเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ การเปรียบเทียบระหว่างท่าเรือสิงคโปร์ (44 ล้านตู้/ปี) และมาเลเซีย (14 ล้านตู้/ปี) สะท้อนว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ซับซ้อน

ชี้ต่างชาติได้ประโยชน์มากกว่า

หากอ้างอิงรายงานฉบับสมบูรณ์ของ สนข. ปลายปี 2568 โครงการแลนด์บริดจ์ประกอบด้วยมอเตอร์เวย์และระบบรถไฟ 2 คู่ เชื่อมต่อท่าเรือสองฝั่งที่ต้องถมทะเลฝั่งละ 6,000 ไร่ (ยื่นออกไป 1-3 กม.) ซึ่งแต่ละฝั่งมีขนาดใหญ่เทียบเท่าท่าเรือแหลมฉบัง โดยประเด็นที่น่าจับตาคือ “ประเภทสินค้า” ที่จะมาใช้บริการ

ซึ่งรายงานระบุสัดส่วนดังนี้ สินค้าถ่ายลำ (Transshipment) และสินค้าข้ามแดน 78% (สินค้าต่างชาติเปลี่ยนเรือโดยไม่มีสินค้าไทยปน), สินค้าไทย (Gateway Cargo) 18% และสินค้าจากประเทศจีน 4% โครงการนี้ถูกออกแบบเพื่อรองรับสินค้าถ่ายลำต่างชาติถึง 80% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไทยควบคุมความต้องการไม่ได้ ขณะที่สินค้าไทยมีปริมาณเพียง 5 ล้านตู้ แต่โครงการออกแบบมารองรับถึง 20 ล้านตู้ หากต้องการสร้างเพื่อรองรับสินค้าไทยเป็นหลัก ขนาดโครงการจะลดลงเหลือเพียง 1 ใน 5 ของที่ออกแบบไว้ ช่วยลดผลกระทบ
สิ่งแวดล้อมและการเวนคืนพื้นที่

ขั้นตอนเยอะ-ไม่คุ้มเศรษฐกิจ

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวว่า แลนด์บริดจ์ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ใด เช่นการทดแทนมะละกา สมมุติฐานที่ว่าแลนด์บริดจ์จะทดแทนมะละกาหากถูกปิดนั้นเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง เพราะเงื่อนไขในมะละกาต่างจากฮอร์มุซ หากมะละกาปิดจริงย่อมหมายถึงสงครามโลก

ส่วนระยะเวลาที่ประหยัดได้ ข้อมูลที่อ้างว่าประหยัดได้ 4 วันนั้นไม่เป็นจริง ในเชิงปฏิบัติอาจประหยัดได้เพียง 2 วัน ซึ่งเมื่อหักลบกับความยุ่งยากในการยกสินค้าขึ้น-ลงเรือ (Double Handling) ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแทบไม่เหลือ และการกู้เงินมหาศาลโดยไม่มีขอบเขตและขาดสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น พึ่งพามหาอำนาจเพียงชาติเดียว) อาจทำให้ไทยประสบชะตากรรมเดียวกับศรีลังกาหรือจิบูตีที่ติดกับดักหนี้ (Debt Trap)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แลนด์บริดจ์ เฟสแรก 6 แสนล้าน ลงทุน PPP 50 ปี-‘อนุทิน’ ยํ้ารอผลศึกษา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...