โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลุยถอนรากถอนโคน หนุ่มจีนซุกคลังแสงขนาดย่อม ส.ต.อ.ไหวพริบดี จากรถชน นำไปสู่คดีซุกระเบิด

THE PATTAYA NEWS

อัพเดต 09 พ.ค. เวลา 17.45 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. เวลา 10.42 น. • เดอะ พัทยานิวส์ The Pattaya News

บิ๊กต่าย ตั้ง บิ๊กราญ นำทีมลุยถอนรากถอนโค่น คดีหนุ่มจีนซุกคลังแสงขนาดย่อม ชื่นชม ส.ต.อ.ไหวพริบดี จากคดีรถชนนำไปสู่คดีซุกระเบิด

เมื่อเวลา 14.00 น. ( 9 พ.ค.69 ) พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อม นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคง ลงพื้นที่ติดตามคดีจับกุมชายชาวจีนซุกซ่อนอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด C4 ในพื้นที่ห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสั่งการเร่งขยายผลทุกมิติ เนื่องจากเป็นคดีสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน ณ สภ.นาจอมเทียน ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ในการแถลงข่าว พลตำรวจเอก ผบ.ตร.กล่าวชื่นชม สิบตำรวจโท นิลพัฒน์ ทองย้อย ตำรวจจราจร สภ.นาจอมเทียน และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.หนองปรือ ที่มีไหวพริบสังเกตพบแม็กกาซีนปืนขนาด .45 ภายในรถผู้ต้องหา จนนำไปสู่การขยายผลตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ห้วยใหญ่ และพบอาวุธปืนพร้อมระเบิดจำนวนมาก

คดีดังกล่าวเริ่มต้นจากอุบัติเหตุรถยนต์ของชายชาวจีนในพื้นที่ห้วยใหญ่ ก่อนที่ตำรวจจราจรจะสังเกตพฤติกรรมน่าสงสัยและประสานฝ่ายสืบสวน สภ.นาจอมเทียน เข้าตรวจสอบตามยุทธวิธี กระทั่งพบอาวุธปืนสั้น แม็กกาซีน กระสุนปืน รวมถึงแม็กกาซีนปืนยาวขนาด 5.56 ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่ายังมีอาวุธสงครามซุกซ่อนเพิ่มเติม จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเช่าและพบคลังอาวุธจำนวนมาก

เบื้องต้นผู้ต้องหาอ้างว่ามีอาวุธไว้เพื่อเตรียมฆ่าตัวตาย และเป็นผู้ชื่นชอบอาวุธปืน แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากลักษณะของอาวุธที่พบเข้าข่ายอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดร้ายแรง ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาเดินทางเข้าออกประเทศไทยหลายครั้ง รวมถึงมีข้อมูลการเดินทางข้ามไปยังกัมพูชา

นอกจากนี้ มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ซึ่งกำกับดูแลฝ่ายงานมั่นคง ให้เข้ามากำกับดูแลคดีนี้อย่างใกล้ชิด โดยร่วมมือกับ ไตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงจะส่งตำรวจกองปราบปรามเข้ามาช่วยคลี่คลาวย ในคดีนี้ เร่งตรวจสอบ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ตรวจสอบประวัติตัวผู้ต้องหาประวัติ, 2.การเดินทางเข้าออกประเทศ, 3.อาชีพและผู้เกี่ยวข้อง 4.ที่มาของอาวุธว่าได้มาอย่างไร จากใคร วิธีการใด วัตถุประสงค์ในการครอบครอง มีไว้เพื่ออะไร และจะนำไปทำอะไร 5.เส้นทางการติดต่อในโทรศัพท์กับใคร อย่างไร อะไรบ้าง และบัญชีและเส้นทางการเงิน เป็นอย่างไร

โดยให้เร่งดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกรอบของกฎหมายอย่างเด็ดขาดนอกจากนี้ยังมีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายสืบสวน หน่วยข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสันติบาล และกองปราบปราม เพื่อซักถามเชิงลึกและตรวจสอบแรงจูงใจที่แท้จริงของผู้ต้องหา

ผบ.ตร.ยังเน้นย้ำให้มีการตรวจสอบกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวแต่มีพฤติกรรมต้องสงสัย รวมถึงผู้ที่ลักลอบประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย โดยกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ชลบุรี พัทยา เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี พังงา และอำเภอปาย

ด้านแนวทางการทำคดี เจ้าหน้าที่จะดำเนินการจัดทำรายงานสืบสวนอย่างต่อเนื่อง แยกประเภทพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล วัตถุพยาน และเอกสารต่าง ๆ อย่างชัดเจน เพื่อส่งต่อเข้าสู่สำนวนสอบสวน พร้อมยืนยันว่าการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนจะดำเนินการอย่างโปร่งใส แต่ข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขยายผลจำเป็นต้องปกปิดไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อรูปคดี

ขณะนี้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวดำเนินคดี โดยเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อ และความเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งยังอยู่ระหว่างตรวจสอบภรรยาของผู้ต้องหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่ หากพบหลักฐานเชื่อมโยงจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไป

พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ ยืนยันว่า แม้ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงกับการก่อวินาศกรรมหรือการจารกรรมข้อมูล แต่จะมีการขยายผลอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต โดยถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการเชิงรุกด้านความมั่นคงที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้นปี 2569 เพื่อสแกนและเฝ้าระวังภัยคุกคามทั่วประเทศ

ส่วนประเด็นที่ผู้ต้องหามีการถ่ายคลิปการฝึกใช้อาวุธ กับบุคคลที่คล้ายชาวกัมพูชา โดยยืนยันว่าในเรื่องนี้ตำรวจก็เห็นเช่นกัน แต่การสืบสวนยังมีการเชื่อมโยงไปถึงจุดของการฝึกแล้วจะนำมาก่อเหตุวินาศกรรมในประเทศไทย หรือแม้กระทั่งในข้อมูลของสายลับ แต่อย่างไรก็ตามตำรวจจะต้องทำการสืบสวนขยายผลอย่างละเอียดอีกครั้ง

ส่วนกรณีอาวุธปืนปืนพกสั้น แบบกึ่งออโตเมติก ที่พบในตัวผู้ต้องหา ตอนที่ขับรถไปประสบอุบัติเหตุ จากการตรวจตรวจสอบพบว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของตำรวจ ประจำ สน.สายไหม ก่อนจะถูกนำไปขายต่อให้กับแวดวงตำรวจกันเอง และ ถูกนำไปขายเป็นทอดๆ จนกระทั่งมาตกอยู่ในมือผู้ต้องหาชาวจีนรายนี้ ซึ่งในเรื่องนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนนายตำรวจรายนี้ อย่างละเอียด โดยต้องยอมรับว่าปัจจุบันตำรวจเองก็มีภาระ และเกิดการขัดสนจึงมีการนำอาวุธปืนไปขาย ซึ่งอาวุธปืนดังกล่าวซื้อมาถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ใช่ปืนสวัสดิการของตำรวจ หากพบว่าตำรวจกระทำผิดเสียเองก็จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด …

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...