สกมช. จับมือ UNODC เปิดเวทีวิเคราะห์ภัยไซเบอร์ภูมิภาค รับมือโจมตีข้ามพรมแดน
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ กำลังกลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของภูมิภาค ท่ามกลางการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและรูปแบบอาชญากรรมดิจิทัลที่ซับซ้อนขึ้น ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ(สกมช.) เปิดเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มภัยคุกคามไซเบอร์และเสริมสร้างกลไกรับมือการโจมตีข้ามพรมแดน
โดยล่าสุด สกมช. ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร จัดการประชุม “Regional Cyber Threat Analysis” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองด้านไซเบอร์ และยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการรับมือภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุม โดยระบุว่า ภัยคุกคามไซเบอร์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ในระดับประเทศอีกต่อไป แต่มีลักษณะเป็นเครือข่ายข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก ส่งผลให้การรับมือจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างกลไกตอบสนองต่อเหตุการณ์ร่วมกัน
เขายังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการโจมตีรูปแบบใหม่ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น Malware-as-a-Service (MaaS) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ไม่เชี่ยวชาญสามารถเข้าถึงเครื่องมือโจมตีไซเบอร์ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมัลแวร์อัตโนมัติ การหลอกลวงแบบฟิชชิงขั้นสูง หรือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์จากหลายประเทศเข้าร่วม เพื่อร่วมกันวิเคราะห์แนวโน้มภัยคุกคาม แลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงหารือแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพในการรับมือเหตุการณ์โจมตีไซเบอร์ข้ามพรมแดน ซึ่งกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก
ภายในเวทีดังกล่าว พันตำรวจโท นรินทร์ เพชรทอง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักประสานงาน ThaiCERT ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ“The First 72 Hours of a Major Cyberattack” โดยถ่ายทอดแนวทางการรับมือเหตุการณ์โจมตีไซเบอร์ในช่วง 72 ชั่วโมงแรก ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจำกัดความเสียหายและฟื้นฟูระบบให้กลับมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
การบริหารจัดการเหตุการณ์ในช่วงเวลานี้จำเป็นต้องอาศัยทั้งการตรวจจับและวิเคราะห์ภัยคุกคามอย่างรวดเร็ว การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสื่อสารกับองค์กรที่ได้รับผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ThaiCERT มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและประสานการตอบสนองต่อเหตุการณ์ไซเบอร์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรต่าง ๆ ในประเทศ
การจัดประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของประเทศไทยฐานะหนึ่งในเครือข่ายความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ระดับนานาชาติ ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างประเทศ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ของทั้งภูมิภาคและประชาคมโลกในระยะยาว
ขณะเดียวกัน สกมช. ยังเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมจัดทำ (ร่าง) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2571 – 2575) ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการกำหนดทิศทางด้านความมั่นคงของประเทศในระยะต่อไป
ซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญของการประชุมประกอบด้วย การรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายจากหน่วยงานด้านความมั่นคง การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติให้กับหน่วยงานต่าง ๆ
นอกจากนี้ ยังมีการนำเครื่องมือนวัตกรรมเชิงนโยบายและหลักวิชาการมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบแผนยุทธศาสตร์ เพื่อให้การกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงมีความแม่นยำและสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงร่วมสมัย โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ
การจัดทำกรอบนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ จะให้ความสำคัญกับประเด็นสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการธำรงและเทิดทูนสถาบันหลักของประเทศ การรักษาอธิปไตยและการป้องกันประเทศแบบบูรณาการ การรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ การดำเนินการต่างประเทศเชิงรุกเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ ตลอดจนการต่อต้านภัยคุกคามข้ามชาติและการเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือวิกฤต
ในส่วนของ สกมช. ได้เสนอประเด็นด้าน ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ให้เชื่อมโยงเข้ากับกรอบความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศด้านความมั่นคงไซเบอร์ของประเทศให้มีความปลอดภัย มั่นคง และน่าเชื่อถือ พร้อมรองรับความท้าทายใหม่ในยุคดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว