‘ธนพิริยะ’ ค้าปลีกท้องถิ่น เข้าโครงการ JUMP+ อยากโตต่อแบบแข็งแรง… ‘ส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้รุ่นสู่รุ่น’
“ธนพิริยะ” (TNP) ถอดรหัสความสำเร็จจากร้านค้าปลีกภูธรสู่ค้าปลีกมหาชน พร้อมลุยโครงการ JUMP+ ยกระดับระบบหลังบ้าน เสริมแกร่งธุรกิจครอบครัวส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยั่งยืน
สำนักข่าวไทยพับลิก้า ได้สัมภาษณ์ นางอมร พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP หนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วม “โครงการ JUMP+” โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มุ่งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียน
นางอมร พุฒิพิริยะ เปิดเผยถึงเส้นทางการเติบโตของอดีตร้านค้าปลีกท้องถิ่นในจังหวัดเชียงรายที่ยึดถือความ “ซื่อสัตย์” เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 35 ปี โดยล่าสุดบริษัทได้เข้าร่วม “โครงการ JUMP+” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารงานและระบบ ERP ให้ทันสมัย มุ่งหวังสร้างองค์กรที่แข็งแรงและโปร่งใส เพื่อส่งมอบธุรกิจที่มีรากฐานมั่นคงให้แก่ทายาทรุ่นต่อไป พร้อมเดินหน้าขยายสาขาในภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง
บริษัท ธนพิริยะ ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคภายใต้ชื่อ “ธนพิริยะ” ปัจจุบันมีสาขาในภาคเหนือรวมมากกว่า 50 สาขา ธุรกิจของธนพิริยะ เริ่มต้นจากร้านขายของชำแผงลอยในตลาดสดจังหวัดเชียงรายภายใต้ชื่อ “โง้วธงชัย” ก่อตั้งโดยครอบครัวพุฒิพิริยะ ต่อมาได้พัฒนาปรับปรุงร้านค้ามาเป็นมินิมาร์ทที่ดูทันสมัย จนกิจการเริ่มเติบโตและเป็นที่รู้จักมากขึ้นในจังหวัดเชียงราย
บริการลูกค้าด้วยความ “ซื่อสัตย์”
นางอมร พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของธนพิริยะมาจากการที่ผู้บริหารเล็งเห็นโอกาสของธุรกิจค้าปลีกที่น่าจะให้ผลกำไรและสภาพคล่องดีกว่าธุรกิจค้าส่ง จึงได้มีการเปิดสาขา 2 นับจากนั้นเป็นต้นมา ก็มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันธนพิริยะมีสาขารวมทั้งสิ้น 56 สาขา ใน 3 จังหวัดภาคเหนือ มีพนักงานกว่า 1,200 ชีวิต
นางอมรเล่าว่า จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ธนพิริยะครองใจลูกค้าและซัพพลายเออร์จนถูกพูดถึงปากต่อปากก็คือ การบริการดูแลลูกค้าดุจญาติมิตรและ “ความซื่อสัตย์” ที่ส่งต่อจากรุ่นอากงอาม่า มาสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของครอบครัว “อากงอาม่า (คุณพ่อและแม่ของสามี-ธวัชชัย พุฒิพิริยะ) เป็นคนที่ลูกค้าในจังหวัดเชียงรายรัก บริการลูกค้าดีมาก”
“ด้วยความซื่อสัตย์ของอากง ตอนส่งมอบร้าน อากงขอเรื่องเดียวคือต้องซื่อสัตย์ เครดิตต้องรักษาให้ดี อย่าให้เช็คเด้ง เพราะแกจะมีชื่อเสียงเรื่องนี้ แล้วก็เป็นที่รู้จักกันในวงของซัพพลายเออร์ ก็เลยได้อานิสงส์มาจากลูกค้าอากง ซัพพลายเออร์บางรายก็พูดปากต่อปาก แล้วก็เข้ามาขยายธุรกิจ เราก็ขายไปเรื่อยๆ มันก็ค่อยๆ โต แล้วค่อยไปสร้างคลังสินค้า”
จากมินิมาร์ทห้องแถว สู่บริษัทมหาชน
ในปี 2558 ธนพิริยะได้จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้ชื่อ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ “TNP” ซึ่งถือเป็นธุรกิจต่างจังหวัดรายแรกๆ ที่เข้าตลาดหุ้นได้สำเร็จ
นางอมรเล่าว่า “ตอนนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯ กับเราไกลกันมาก วันที่ตกลงเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ FA (Financial Advisor) ก็บินมาหาเลย ธุรกิจค้าปลีกแข่งขันกันรุนแรง แถมมีคนทำนายว่ายังไงก็สูญพันธุ์แน่นอน FA ก็พยายามถามว่าวัตถุประสงค์จริงๆ ตั้งใจอยากทำอะไร ก็เลยบอกว่า เริ่มต้นคืออยากสร้างธุรกิจครอบครัวให้มั่นคง อยากเห็นองค์กรมั่นคง เรามีทีมงานเยอะขึ้น อยากให้ทีมงานที่เขาทุ่มเทกับเราภูมิใจและมั่นคงไปกับเราด้วย”
“อีกอันคืออยากให้คนเชียงรายได้ภูมิใจว่ามาใช้บริการที่ธนพิริยะก็ไม่น้อยหน้าโมเดิร์นเทรด เราปรับตัว พยายามทำร้านให้สวย โดยจุดแข็งมาจากการปรับตัวทำร้านให้ดูทันสมัย ก่อนหน้านี้ป้ายชื่อร้านก็เล็ก ลูกค้ายังไม่รู้เลยว่าชื่อร้านอะไร เลยเปลี่ยนใหม่ทำป้ายร้านให้ใหญ่ขึ้น ไม่กลัวภาษีป้ายแล้ว จากที่เปิดไฟไม่กี่ดวง กลัวเปลืองไฟ ก็เปิดให้สว่างเหมือนคู่แข่งที่อยู่ข้างๆ ทำเชลฟ์ให้ทันสมัย เริ่มลงทุน พอได้ตรงนี้ เราก็ขยับไปสาขาที่ 2 ง่ายขึ้น เริ่มมีบริษัทขายเชลฟ์มาติดตั้งให้เรา จากที่ต้องนั่งประกอบกันเองในร้าน”
“ส่วนชื่อป้ายร้าน ‘ธนพิริยะ’ ก็ตั้งเอง จากเดิมอากงอาม่าใช้ชื่อร้านว่า ‘โง้วธงชัย’ ชื่อนี้ดี แต่มันน่าจะเรียกยาก เลยตั้งขึ้นมาเป็น ‘พิริยะซูเปอร์’ ก่อน เอาสกุลของทางบ้านอากงอาม่า มาตั้งเพื่อให้เกียรติท่าน หลังจากนั้นก็มาเปิดหนังสือดู แล้วใส่คำว่า ‘ธน’ เข้าไป เนื่องจากลูกๆ ทั้งหมดชื่อ ‘ธน’ นำหน้าหมดเลย เป็นความหมายที่ดี ถึงแม้ว่าจะยาวนิดหน่อย แต่ก็สร้างแรงบันดาลใจให้คน”
“หลายคนในจังหวัดเชียงรายเขาบอกว่า เมื่อไหร่เขาท้อ เขาจะมายืนอยู่ที่ ‘ร้านธนพิริยะ’ เขาโตได้วันนี้ ทรัพย์สินที่เขาได้มาคือความวิริยะอุตสาหะ เขาบอกว่ามารับแรงบันดาลใจที่ร้านนี้ เห็นว่าร้านนี้เติบโตมาจากความวิริยะอุตสาหะสมชื่อของร้าน” นางอมรกล่าว
ตอบแทนคุณแผ่นดิน- สร้าง inspire ให้ค้าปลีกท้องถิ่น
อีกเหตุผลที่ทำให้ธนพิริยะตัดสินใจเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มาจากโครงการ “หนึ่งจังหวัด หนึ่งบริษัทจดทะเบียน” ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยนางอมรเล่าว่า “ครั้งหนึ่งไปฟัง ก.ล.ต. พูดโครงการนี้ เขาบอกมาคำหนึ่งว่า ‘พวกคุณเป็น SME ซึ่งเป็นรากฐานของประเทศไทย ถ้าคุณทำสำเร็จ คุณจะกลายเป็น SME ที่แข็งแรง ก็คือคุณกำลังตอบแทนชาติบ้านเมือง’ คำนี้โดนมาก แม้ช่วงนั้นเจอปัญหาเรื่องงบดุล เราสองคนสามีภรรยาพูดกันว่า หลังจากนี้ไปถ้าไม่สำเร็จเราจะไม่เลิกเด็ดขาด เราจะทำให้มันสำเร็จให้ได้ เพื่อให้เป็น SME ที่แข็งแรง อย่างน้อยเราก็ได้แทนคุณแผ่นดิน เอาให้สุดซอยไปเลย ได้กำลังใจตรงนี้มา แล้วกลับไปดูว่าตรงไหนที่มันทำไม่ได้ก็ไปแกะเลย ไปลุยเลย”
“พอเราไปไล่ดู ลุยเอง ปรากฏว่ามันสำเร็จ ได้ CFO (Chief Financial Officer) 2 ท่านมาช่วย เราก็เดินตามรอย คือถ้าเราจะเข้า เราก็มองว่าต้องทำตาม IA (Internal Auditor) เราก็เลยไล่ทำจนเข้าจดทะเบียนได้ ก็ถือว่าเราอยากสร้างประวัติศาสตร์ด้วย”
นางอมรสะท้อนมุมมองต่อการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า “ไม่ได้รู้สึกเป็นภาระ เพราะจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าตลาดตั้งแต่แรก แต่เมื่อมีคนเห็นวิธีทำ วิธีคิด mindset เขามองว่าเข้าได้แน่นอน ได้สร้างประวัติศาสตร์ และสร้าง inspire ให้คนอื่น นี่แหละถึงยอมเข้า เพราะมันสร้างประโยชน์ให้ทั้งตัวเอง องค์กร และคนอื่นๆ ทำให้ค้าปลีกท้องถิ่นลุกขึ้นมา ทายาทกลับมาช่วยกันทำ จากเดิมที่เลิกๆ กันไปแล้ว ตอนนี้ร้านท้องถิ่นที่คล้ายๆ ธนพิริยะเริ่มขยายสาขากันเยอะขึ้น”
“เรารู้สึกภูมิใจที่ได้สร้าง inspire ตรงนี้ แม้แต่คู่ค้าก็ยังมี inspire เข้าตลาดกัน เหมือนเรากลายเป็นรุ่นพี่ เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา แชร์ข้อมูลกัน เราดีใจที่เห็นเขาลุกมาอย่างนี้ แล้วก็เห็นลูกหลาน เห็นทายาทกลับเข้ามา”
“ส่วนซัพพลายเออร์ก็แฮปปี้ เขาก็รู้สึว่าอยากทำอย่างธนพิริยะ แต่ว่ามันยาก อยากบอกว่าไม่ยากหรอกค่ะ ถ้าธนพิริยะทำได้ ใครๆ ก็ทำได้ ขอให้มีหัวใจ มีความคิดมุ่งมั่นที่จะทำ ถ้าไม่สำเร็จก็พยายามต่อไปจนสำเร็จ ไม่สำเร็จอย่าเลิก ใครมาดูงานก็บอกเขาแบบนี้”
“เวลาเราทำงานกับคู่ค้า ลูกค้า ส่วนใหญ่จะมีแผนมาทำ JBP (Joint Business Plan) ร่วมกัน เวลาเจอปัญหาหน้างาน เราก็จะไม่ยึดติดว่าระบบเราดีแล้ว เรารับฟังคู่ค้า เขาต้องการอะไร แล้วเราได้แค่ไหน กฎระเบียบหรือกรอบกติกานโยบายต่างๆ เราตั้งกรอบไว้ แต่ถึงเวลาเราก็มานั่งคุยกันว่าเขาได้แค่ไหน เราได้แค่ไหน เพื่อหาตรงกลางให้เจอ แล้วทุกคน win แฮปปี้ทุกฝ่าย ใครก็อยากมาคุยงานกับเรา นี่คือกำไรแล้ว”
“จริงๆ อย่ายอมแพ้ง่ายๆ ถ้าเราตัดสินใจเลือกที่จะเดินทางนี้แล้ว หรือว่าทางไหนก็ตาม พยายามทำให้เต็มที่ แล้วความสำเร็จเขาแพ้ความพยายาม เราพิสูจน์ทฤษฎีนี้มาแล้ว วันนี้ไม่สำเร็จ พรุ่งนี้ก็ยังมี ถ้าวันนี้ไม่สำเร็จ เราติดอะไร ก็เอาทีมมาระดมความคิด แล้วส่วนตัวก็คิดด้วยเหมือนกัน อาจจะถาม audit บ้าง ถามทีมบ้าง ถามซัพพลายเออร์คู่ค้า สุดท้ายเราก็จะได้ทางออก ทุกอย่างมีทางออกเสมอ”
นางอมรยังกล่าวว่า 10 ปีที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ สิ่งที่ได้คือขั้นตอนการทำงานที่ถูกต้อง การบริหารความเสี่ยง ได้แผนงานที่ชัดเจน มีorganization chart ถอดออกมาเป็นโครงร่างที่ชัดเจนขึ้น ทุกคนมีหน้าที่ชัดเจน มีคู่มือการทำงานที่ถูกต้อง มีบอร์ดบริหารความเสี่ยง มันเป็นความรู้ เหมือนทำปริญญาเอกด้านค้าปลีก
“มันเหมือนทำไปแล้วก็เรียนไป แล้วก็พัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่เคยมองว่าดีแล้ว ยังดีได้อีก พยายามพัฒนาไปเรื่อยๆ ทำยังไงให้ลดขั้นตอน ทำยังไงให้คนทำงานมีความสุข ให้ทีมทำงานแล้วร่วมกันแก้ไขปัญหา แล้วก็เดินไปด้วยกัน ทุกคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง แล้วก็ร่วมมือช่วยเหลือกันได้ นั่นคือสิ่งที่อยากให้องค์กรมันไป”
“ตั้งแต่เราเข้าตลาด เราก็ได้เรื่องการทำแผน เรื่องบัญชี การเงิน เมื่อก่อนงบการเงินอ่านไม่เป็น แต่พอเข้าใจแต่ละบรรทัด มันก็ลิงก์ไปหาวิธีบริหารงาน มันเหมือนผู้ประกอบการ นักลงทุนก็คือเจ้าของ ก็เลยเข้าใจทุกคำถามที่นักลงทุนถามว่ามันเป็นคำถามที่ดี”
“เมื่อก่อนก็โดนขู่ว่า จะไปประชุมผู้ถือหุ้น ระวังโดนนักลงทุนถาม แต่จริงๆ แล้วทุกคำถามมีประโยชน์มาก อาจจะตอบไม่ได้ แต่ได้ไอเดียบางอย่างว่าอันนี้เรายังไม่ได้ทำ ขอไปทำก่อน แล้วผู้ใหญ่ก็บอกว่าขอให้มั่นคงในความตั้งใจ อย่าไขว้เขวกับสิ่งที่จะเข้ามา ตอนนั้นรับฟังแล้วก็รับปาก ก็ไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง พอเจอก็เข้าใจแล้วไม่ไขว้เขว เดินต่อไปจนมาถึงวันนี้ โฟกัสไปที่ความตั้งใจเดิมที่เราตั้งใจไว้ ทำให้ผลลัพธ์ของงานมันปรากฏ”
ร่วมโครงการ JUMP+ ขยายสาขา – ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหาร เพื่อเติบโตอย่างแข็งแรงยั่งยืน
นางอมรเปิดเผยว่า เพื่อเสริมการเติบโตอย่างแข็งแรงและเข้มแข็ง บริษัทธนพิริยะได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนหน้านี้มีการคุยกับทีมว่าเราอยากโตต่อ แต่เศรษฐกิจและการแข่งขันนั้นท้าทายรุนแรงเหลือเกิน เราจะทำยังไงให้โตต่ออย่างแข็งแรงและเข้มแข็ง จนมีคนมาเสนอว่ามีโครง JUMP+ เราก็ไปฟัง สุดท้ายก็รู้ว่าเราต้องพัฒนาทั้งระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) หลังบ้านหลายเรื่อง ทั้งเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน การบริหารงาน
“พอเห็นรายชื่อที่ปรึกษาที่ JUMP+ ยิ่งมั่นใจ เพราะแต่ละท่านเป็นระดับโกลบอลแบรนด์ ระดับบิ๊กโฟร์ เราอยากได้คำปรึกษาของคนที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งบังเอิญตรงกับที่เราคิดเหมือนกัน แล้วโครงการนี้ก็เข้ามาพอดี เราก็อยากโตต่อ แล้วต้องโตแบบแข็งแรง นั่นคือเจตนา”
“ที่สำคัญคือ เราอยากส่งมอบธุรกิจให้รุ่นสู่รุ่น อยากให้ลูกมารับโดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระของเขา อันนี้เป็นจุดประสงค์แรกของการเข้าสู่ตลาดทุน ไม่อยากให้ลูกรู้สึกว่าเป็นเผือกร้อน เราอยากส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้รุ่นสู่รุ่น อยากให้เป็นคอนเซปต์นี้ แล้วก็อยากให้เป็นธุรกิจของคนไทยเพราะที่นี่ประเทศไทย ฉะนั้น ลูกหลานคนไทยก็ควรจะมีธุรกิจของตัวเองที่ยังคงอยู่รอดได้อย่างแข็งแรง”
นางอมรกล่าวว่า “ทุกวันนี้หลังจากเข้าตลาดแล้ว เราบอกกับเพื่อนที่เป็นร้านค้าด้วยกันว่า มันไม่ใช่แค่เข้าตลาดแล้วสำเร็จแล้ว จบแล้ว แต่มันเหมือนการรับปริญญา ไม่ใช่แค่เรียนจบแล้วรับปริญญา แต่ชีวิตเพิ่มเริ่มต้น เราต้องพัฒนาต่อเนื่อง” พร้อมบอกว่า ตอนนี้เราเริ่มทำแผนแล้วและคิดว่าจะโตในแบบที่บริษัทถนัด นั่นคือการขยายสาขากับการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานโดยมีทีมงานมืออาชีพเข้ามาเป็นที่ปรึกษา
“โชคดีมากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังสนับสนุนงบประมาณบางส่วนให้ด้วย ซึ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็กกับขนาดกลางทำให้เรารู้สึกมีทั้งกำลังใจที่จะไปต่อ และได้นำที่ปรึกษาที่เป็นมืออาชีพเข้ามาช่วยเรา ซึ่งปัจจุบันเราประชุมแผนกันแล้ว กำลังรอตรวจกัน แล้วก็จะเข้าบอร์ด”
สร้างวัฒนธรรม “ความโปร่งใส”
นางอมรให้ข้อคิดกับผู้ประกอบการ SME ว่า “ทุกธุรกิจมีความเสี่ยงและท้าทาย ไม่ว่าจะธุรกิจเล็กหรือใหญ่ ทำแล้วก็อยากไปต่อ อยากเติบโต อยากส่งมอบ อยากยั่งยืน ดังนั้นทุกคนทำได้ เพราะธนพิริยะก็มาจากธุรกิจเล็กๆ แค่ปรับวิธีคิด เช่นเรื่องการเสียภาษี ยิ่งเราเสียภาษีมากแสดงว่ากำไรเรามาก การเสียภาษีไม่ทำร้ายใคร ยิ่งเราให้ชาติ เรายิ่งเจริญรุ่งเรืองแบบยั่งยืน”
“ทุกอย่างต้องโปร่งใส พยายามทำให้องค์กร ให้คนที่เดินตามหลังเราโปร่งใส ชัดเจน โดยการวางแนวทางให้ แล้วทำให้ดู ใส่เป็นวัฒนธรรมองค์กรให้เขา”
“เราอยากสร้างทั้งงาน สร้างทั้งคน สร้างกรอบความคิด ใครก็ตามที่ผ่านองค์กรธนพิริยะ ไม่ว่าเขาจะไปองค์กรตรงไหนก็ตาม เขาจะมีคุณค่าในตัวเอง เพราะเราปลูกฝังเรื่องนี้ เมื่อคุณมาอยู่กับเรา คุณจะซึมซับ mindset ที่โปร่งใส”
JUMP+ ช่วยเสริมจุดแข็งบริษัท
นางอมรกล่าวด้วยว่า การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ยังช่วยเสริมจุดแข็งของบริษัทให้แข็งแรง เนื่องจากเรากำลังพัฒนาระบบหลังบ้าน ซึ่งมองว่า ERP ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น จะทำให้ระบบบริษัทกระชับขึ้น แต่ ณ วันนี้ถ้ายังไม่ได้ ERP ที่ดี เราก็เชื่อว่าเครื่องมือที่เรามีอยู่ ซึ่งก็คือคน แม้จะยังไม่ดีพอ แต่ mindset เราได้
“เราก็ใช้คนทำ อาจจะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนนิดนึง ใช้คนมากนิดนึงก็ ทำไปก่อน แต่วันนึงถ้าเราได้ ERP ที่มีประสิทธิภาพเข้ามา มันก็จะทำให้จำนวนคนลดลง แล้วประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลก็น่าจะดีขึ้นในการนำเอาไปบริหารงานให้กระชับขึ้น ความผิดพลาดก็จะลดลง”
“ตอนไปทำแผนกับที่ปรึกษาก็ได้เห็นวิธีทำแผนงานที่ระดมสมองกัน ให้น้องๆ ทีมบริหารได้ร่วมกันแชร์ไอเดีย ทุกคนรวมพลังกัน อย่างน้อยวิชาหนึ่งที่ได้ก็คือการเขียนแผนซึ่งก็คือเครื่องมืออย่างหนึ่ง ทำให้สร้างบรรยากาศให้ทีม เป็น 1 วันที่โอเค หายเหนื่อยเลย”
“เราร่วมกันฟันฝ่ามา ร่วมกันพัฒนา แล้วหัวใจของพวกเขาก็คือ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไขปรับปรุง ทำงานกันค่อนข้างใกล้ชิด แล้วทุกวิกฤติอย่างช่วงโควิค ยอดขายเติบโตแบบดับเบิ้ลขึ้นเยอะมาก แต่คนลดลงไป 20% ก็ต้องทำให้ได้ ทุกคนร่วมมือกัน หันมามีเราเสมอ”
“ทุกวิกฤติหรือทุกปัญหา หันมาคุณเห็นเราเสมอ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามคุณทำงานกันได้ คุณทำได้เลย เปิดโอกาสให้ทำ แต่ถ้ามีปัญหาเมื่อไหร่ ผู้บริหารจะอยู่หลังคุณเสมอ เคียงข้างไม่ทิ้งกัน ก็น่าจะเป็นการทำงานที่มีความสุข ทุกเช้าก็อยากตื่นมาทำงาน เพราะอยากเจอทีมงาน มีความสุขในการแก้ปัญหา มีความสุขในการทำให้งานมีประสิทธิภาพขึ้น นี่คือกำไรที่แท้จริงของการทำธุรกิจ”
“แล้วเวลาคุยกับซัพพลายเออร์ คุยกับคู่ค้าก็มีความสุข หาโซลูชั่นร่วมกัน แล้วก็โตไปด้วยกัน นี่คือกำไรของธุรกิจที่แท้จริง แล้วส่งต่อแนวคิดนี้ให้ทายาทว่า ตัวเลขที่ได้เป็นกำไรถือว่าเป็นของแถม แต่กำไรที่แท้จริงของการทำธุรกิจก็คือ การมีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับลูกค้า คู่ค้า ทีมงาน แล้วทำงานด้วยความสุข มีประสิทธิภาพร่วมกัน เจอปัญหาร่วมกันแก้ไข ตั้งแต่ทำมาจนถึงวันนี้ 35 ปี”
นางอมรกล่าวว่า ปัจจุบันฐานธุรกิจของธนพิริยะแข็งแรงมากในภาคเหนือ 3 จังหวัด แต่ยังมีอีก 10 กว่าจังหวัด ที่ยังมีโอกาสจึงตั้งเป้าการเติบโตในภาคเหนือก่อน ที่จะขยายภาคอื่นๆ อย่างไรก็ดี ถ้าวันไหนเราแข็งแรงพอ ภาคไหนก็ไม่ติด แต่ค่อยๆ ขยับให้มันยั่งยืน อยากกระโดดด้วยความแข็งแรง ไม่ได้อยากกระโดดเพราะโดนผลักไป
ส่วนเงินปันผลได้ 40% ขึ้นไปตามนโยบาย ที่เราประกาศปีละสองรอบ และยังไม่เคยหยุดปัน เป็นตัวเลขทางการเงินตามสถานการณ์จริง เกิดอะไรขึ้นเราจะได้รู้ว่า ณ เวลานี้มันเป็นอย่างนี้ ทุกตัวเลขอธิบายได้ ทุกอย่างเป็นไปตามจริงที่มันเกิดขึ้น เพราะความจริงจะดีที่สุด
“ทุกวันนี้เราเป็นค้าปลีกที่เป็นของคนไทยจริงๆ ยังไม่มีใครมาร่วมหุ้น มีแต่ครอบครัว แต่ก็มีนักลงทุน มีคนพยายามจะเข้ามาร่วมลงทุนก่อนที่จะเข้าตลาด อย่างไรก็ดี ตอนเข้าตลาดตั้งใจอย่างเดียวว่าต้องทำให้สำเร็จ โดยความเป็นเรา โดยเงินทุนของเรา เราผ่านมาโดยไม่ได้กู้เงิน มากู้ครั้งสุดท้าย โค้งสุดท้ายที่ปันผลออกมาตามกฎหมาย”
“อีกส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจเข้าตลาด ต้องบอกว่าเจอผู้ใหญ่ในตลาด มันเหมือนเราตัวเล็กนิดเดียว เวลา SME เราเดินเข้าไปในตลาดทุน เรารู้สึกว่า gap มันห่างมาก แต่พอได้สัมผัสกับผู้ใหญ่ ได้พูดคุย ความรู้สึกมันก็ลดลงมา แล้วพอเราเข้าตลาดไปแล้ว เราก็ได้เปิดเผยความรู้สึกนี้กับผู้ใหญ่ แล้วผู้ใหญ่ก็สนับสนุนเรา คอยซัพพอร์ต คอยให้คำแนะนำ เป็นอะไรที่อบอุ่น ไม่ได้โหดร้ายอย่างที่เราวาดไว้”
“ดังนั้น ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดรุนแรงหรือวิกฤติอะไรต่างๆ เรากลัวได้ แต่ต้องสู้ เพราะมันจะเหลือคนที่สู้ สู้แบบมีสติ แล้วก็มีแนวทางที่ชัดเจน มีแผนงาน เชื่อมั่นว่าจะรอดและเติบโตอย่างยั่งยืน อันนี้คือสิ่งที่อยากไปที่สุด ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักในการทำธุรกิจตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้”
“ทีมงานธนพิริยะที่เป็นทีมงานภูธร มีแต่หัวใจที่พร้อมเปลี่ยนแปลงและพร้อมพัฒนา ก็น่าจะเป็นโอกาสดีมากๆ ในการเข้าสู่โครงการJUMP+”