โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ 3 ด้านสำคัญ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 04.48 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 04.42 น.
ภาพไฮไลต์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งทุกหน่วยงานประคองอุตฯ ไทย รับมือวิกฤตตะวันออกกลางตามนโยบาย ศปศ. กำชับเร่งเดินหน้ามาตรการลดภาระ-อำนวยความสะดวก เพื่อช่วยผู้ประกอบการ

วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน รัฐบาลจึงตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปศ.)” เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตาม วิเคราะห์ และกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน

โดยในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นผู้รวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ ประเมินผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อดูแลภาคอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง คือปัญหาการจัดหาน้ำมันของภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลกำหนดแนวทางให้ภาคอุตสาหกรรมกลับไปใช้น้ำมันผ่านระบบค้าส่งตามปกติ หากผู้ประกอบการรายใดประสบปัญหา สามารถใช้หลักฐานการสั่งซื้อย้อนหลัง 2 เดือน ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัด เพื่อจัดซื้อน้ำมันได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนแนวโน้มสถานการณ์พลังงานภายหลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรครบกำหนดนั้น ภาครัฐนำโดยกระทรวงพลังงาน ได้หารือร่วมกับผู้ค้าน้ำมันและผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อบริหารจัดการด้านปริมาณและการกระจายน้ำมันให้เพียงพอ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางปรับราคาน้ำมันแบบค่อยเป็นค่อยไป ครั้งละ 50 สตางค์ถึง 1 บาทต่อลิตร เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

“ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการใน 3 ด้านสำคัญคือ 1. สำรวจสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และขาดแคลนวัตถุดิบที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน เพื่อจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุด 2. รณรงค์ให้สถานประกอบการในการลดใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก และ 3. ส่งเสริมการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิ ระบบทะเบียนลูกค้ากลาง (I-Industry) การยื่นขอใบอนุญาตออนไลน์ (Digital License) และการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล (Digital Payment) เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ” นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้แนะนำให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน โดยใช้ประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนด้านการเงิน เช่น สินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวตามแนวประชารัฐ และสินเชื่อสีเขียว รวมถึงการกระจายความเสี่ยงทางการค้าไปยังตลาดใหม่ อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกา และอินเดีย ตลอดจนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น การทำประกันความเสี่ยงจากสงคราม และการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่น การผลิตพลังงานจากชีวมวลจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (Biofuel) เช่น แกลบ ใบอ้อย ชานอ้อย กะลาและเส้นใยปาล์ม การพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน (Solar Rooftop) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

“กระทรวงอุตสาหกรรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมออกมาตรการเพิ่มเติมอย่างทันท่วงที เพื่อดูแลผู้ประกอบการไทยให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายธนกร กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ธนกร” สั่งเร่งช่วยผู้ประกอบการ 3 ด้านสำคัญ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...