โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิชาการ แนะ 5 วิธี ยกระดับการสื่อสารในวิกฤตน้ำมัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 09.45 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 09.30 น.
ภาพ : ศูนย์ภาพเครือมติชน

นักวิชาการประเมินรัฐสื่อสารวิกฤตพลังงานได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะการตั้ง ศบก. และดึงเอกชนร่วมเพิ่มความน่าเชื่อถือ พร้อมเสนอ 5 แนวทางยกระดับการสื่อสาร เน้นใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ ทำ Dashboard และสื่อสารเชิงรุก ลดความสับสนและความตื่นตระหนกของประชาชน

รศ.ประไพพิศ มุทิตาเจริญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร และอาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ข้อมูลที่กระจัดกระจายคือบ่อเกิดของความกลัว ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลทำการสื่อสารในภาวะวิกฤตภายใต้สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะการตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. 2569

ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมระหว่างนโยบายและการปฏิบัติแล้ว ยังช่วยสร้างความเป็นเอกภาพของข้อมูล (Unity of Voice) ที่ทำให้เกิดฐานข้อมูลจริงที่เชื่อถือได้ (Single Source of Truth) ลดปัญหาข้อมูลตีกันเอง

ทั้งนี้ การดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของคณะกรรมการ เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ฯลฯ ช่วยทำให้ข้อมูลของรัฐและเอกชนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการมีบุคคลที่สามที่เป็นภาคเอกชนผู้เชี่ยวชาญโดยตรงมาช่วยรับรอง (Third party endorsement) ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และช่วยยืนยันถึงการไม่ปกปิดข้อมูลของภาครัฐ

รศ.ประไพพิศ กล่าวว่า ส่วนตัวมีข้อเสนอเพิ่มเติมใน 5 ประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลสามารถนำไปปรับปรุงการสื่อสาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความสับสนและป้องกันการตื่นตระหนกของประชาชน ประกอบด้วย

1. รัฐบาลต้องเปลี่ยนการสื่อสารจากคำคุณศัพท์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น เพียงพอ ไม่ต้องกังวล ฯลฯ มาเป็นการสื่อสารด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based) โดยสรุปข้อมูลเป็นตัวเลขเชิงปริมาณ หรือ Dashboard แทน เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่เพียงพอใช้ได้เป็นจำนวนวัน แผนการเดินหน้าจัดหาน้ำมันเพื่อรองรับอนาคตจากแหล่งใด-ปริมาณเท่าใด การเทียบเคียงปริมาณการใช้น้ำมันระหว่างสถานการณ์ปกติกับสถานการณ์สงคราม ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนตระหนักได้ว่าน้ำมันมีเพียงพอจริง ๆ ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกิดพฤติกรรมกักตุน

“ในการสื่อสารเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤต การให้ความจริงเชิงตรรกะจะช่วยดึงสติของสังคม จากการใช้อารมณ์กลับมาสู่เหตุผล ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมบนฐานความกังวลมาอยู่กับข้อเท็จจริงบนฐานข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนก ลดขนาดของปัญหาที่อาจถูกขยายให้รู้สึกใหญ่เกินจริง ลงมาอยู่กับความเป็นจริงได้” รศ.ประไพพิศ กล่าว

ในประเด็นนี้ รศ.ประไพพิศ กล่าวต่อไปว่า รัฐอาจใช้วิธีการสื่อสารหลาย ๆ แบบร่วมกัน อาทิ การทำกราฟิกเปรียบเทียบราคาน้ำมันตลาดโลกแบบเข้าใจง่ายเพื่ออธิบายว่าทำไมราคาถึงขยับขึ้น การทำคลิปสั้น โดยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานของภาคเอกชนใน ศบก. อธิบายสั้น ๆ ไม่เกิน 1 นาที เกี่ยวกับแหล่งการจัดหาน้ำมัน และเส้นทางการขนส่งน้ำมันอื่น ๆ ที่นอกจากช่องแคบฮอร์มุซ

รวมถึงการใช้สัญลักษณ์พิเศษในโพสต์ข้อมูลที่เป็นทางการ (Verified Badge) เพื่อให้ประชาชนแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข่าวปลอม (Fake News) ได้ ตลอดจนดึงอินฟลูเอนเซอร์สายความรู้ มาร่วมแถลงข่าวและทำช่วงถามตอบความสงสัยแทนประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และลดการนำเข้าข้อมูลที่อาจสร้างความตื่นตระหนก

2. นอกจากการสื่อสารผ่านสื่อสารมวลชน (Mass Media) แล้ว รัฐบาลควรวางระบบการสื่อสารผ่านกลไกในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน ให้ชัดเจน เพื่อทำให้ข้อมูลทั้งจากส่วนกลางและระดับพื้นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่รัฐบาลกับภาคเอกชนให้ข้อมูลว่าน้ำมันมีเพียงพอ แต่ความจริงหน้าปั๊มกลับขึ้นป้ายว่าน้ำมันหมด ตรงนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของการสื่อสารของ ศบก. และนำไปสู่ความตื่นตระหนกที่ขยายวงกว้างมากขึ้นได้

3. แบ่งกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารให้ชัดเจนและสื่อสารให้ตรงกลุ่ม โดยคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองให้เน้นไปที่ความชัดเจนของราคาสินค้าและทิศทางของเศรษฐกิจ ขณะที่คนนอกเขตเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร ต้องเน้นที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและค่าขนส่ง รวมทั้งมาตรการเยียวยา เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการนำน้ำมันไปใช้ประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยช่องทางสื่อสารให้ใช้หอกระจายข่าว หรือเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

“จริง ๆ มีการระบุเครื่องมือนี้อยู่ในประกาศของ ศบก. อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีแนวทางปฏิบัติ ฉะนั้นรัฐบาลควรทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนออกมา อีกด้านคือเครือข่ายก็ต้องเท่าทันข้อมูลของส่วนกลางด้วย รัฐบาลต้องมีการตอบสนองเชิงรุกกับเครือข่าย เช่น เมื่อมีข้อมูลด่วนต้องมีกลไกอัปเดตให้เครือข่ายนำข้อมูลไปสื่อสารต่อ” รศ.ประไพพิศ กล่าว

4. รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นผ่านการกระทำ และทำให้มากกว่าที่ประชาชนคาดหวัง เช่น การโชว์ผลงานการปราบปรามการกักตุนสินค้า หรือขึ้นราคาเกินจริง เพื่อส่งสัญญาณว่ารัฐคุมเกมอยู่ (In Control) ซึ่งจะช่วยลดการแห่กักตุนน้ำมันได้อย่างเป็นรูปธรรม และหากสินค้าหรือน้ำมันต้องปรับตัวขึ้นจริง ๆ ตามสถานการณ์โลก ก็ต้องเร่งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมกับออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบให้กับผู้ประกอบการและประชาชน

5. รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ผ่านทั้งการสื่อสารที่มีผู้นำทำเป็นตัวอย่าง เช่น ลดใช้รถขบวน ปิดไฟอาคาร และการให้รางวัลแก่ผู้ที่ให้ความร่วมมือในมาตรการต่าง ๆ เมื่อคนรู้สึกว่าเขามีอำนาจในการช่วยชาติ (Empowerment) จะช่วยเปลี่ยนความตื่นตระหนกมาเป็นพลังในการปรับตัว

เช่น การที่ภาครัฐขอความร่วมมือในการให้พิจารณาปรับการทำงาน เป็นแบบ Work Form Home เพื่อลดการเดินทางประหยัดพลังงานนั้น อาจมีการทำข้อมูลว่าการลดการเดินทางของประชาชนสามารถช่วยให้ประเทศมีน้ำมันเพียงพอเพิ่มขึ้นเท่าไร การมีข้อมูลประกอบจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนสนับสนุนมาตรการของรัฐมากขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิชาการ แนะ 5 วิธี ยกระดับการสื่อสารในวิกฤตน้ำมัน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...