33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (167)
บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (167)
สั่งการ ‘เรื่องงาน’-คดีที่เริ่ม ‘เผชิญ’
ผมยังคงก้มหน้าก้มตาแก้ปัญหางานสอบสวน โดยย้ำให้พนักงานสอบสวนทำตามกฎหมายและระเบียบทุกอย่าง ทำบันทึกให้ทุกคนรับทราบนำไปปฏิบัติ
“วันที่ 29 พฤษภาคม 2541
เรื่อง การพิมพ์ลายนิ้วมือตรวจสอบประวัติผู้ต้องหา
สวส.ฯ, รอง สวส.ฯ และเจ้าหน้าที่ธุรการงานสอบสวนทุกนาย
ตามบันทึกสั่งกรมตำรวจ ที่ 0627.3/3671 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2541 การพิมพ์ลายนิ้วมือตรวจสอบประวัติผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนกรอกข้อมูลลงในแผ่นพิมพ์มือให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเลขประจำตัวประชาชน (เลข 13 หลัก) เพื่อสะดวกในการตรวจสอบแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหานั้น
จึงให้พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ธุรการงานสอบสวน ดำเนินการดังต่อไปนี้
1. เมื่อญาติของผู้ต้องหานำหลักทรัพย์มายื่นคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องหา ให้ญาติสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนติดสำนวนการสอบสวนทุกครั้ง เพื่อมิให้เกิดการเสียหายและเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือจะได้กรอกข้อมูลลงในแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือต่อไป
2. กรณีที่ผู้ต้องหาไม่ได้ประกันตัว ให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือประสานกับญาติของผู้ต้องหาให้นำมาให้พนักงานสอบสวนทุกครั้ง
3. ให้พนักงานสอบสวนสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ต้องหาติดสำนวนการสอบสวนทุกคดี
ทั้งนี้ ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
รอง ผกก.(สส.) สภ.อ.เมืองภูเก็ต”
“วันที่ 7 มิถุนายน 2541
เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการทำงานของพนักงานสอบสวน
สวส.ฯ, รอง สวส.ฯ และเจ้าหน้าที่งานธุรการงานสอบสวนทุกนาย
ตามที่ศาลจังหวัดภูเก็ต เปิดทำการในวันหยุดราชการ (วันเสาร์) เพียงครึ่งวัน และทำให้พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ตกำหนดให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนคดีศาลแขวงภายในเวลา 10.00 น. เพื่อให้พนักงานอัยการมีเวลาในการตรวจสำนวนและร่างฟ้อง และยื่นฟ้องต่อศาลให้ทันตามที่ศาลกำหนด ปรากฏว่า จะมีเหตุการณ์ที่พนักงานสอบสวน สภ.อ.เมืองภูเก็ต ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการไม่ทันเสมอ จนพนักงานอัยการปฏิเสธไม่รับสำนวนพร้อมทั้งส่งสำนวนกลับคืน เมื่อส่งเกินเวลา เป็นภาระที่พนักงานสอบสวนต้องไปยื่นคำร้องผัดฟ้องฝากขังต่อศาล และทำให้เกิดความเสียหายในการดำเนินคดี ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยราชการด้วยกัน
เนื่องจาก สภ.อ.เมืองภูเก็ตมีสำนวนคดีศาลแขวงเป็นจำนวนมาก ในช่วงวันศุกร์ ซึ่งวันรุ่งขึ้นศาลจะเปิดทำการเพียงครึ่งวัน หากยังถือแนวทางปฏิบัติเดิมจะทำให้เกิดความเสียหาย เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวไม่เกิดขึ้นและได้รับการแก้ไข จำเป็นที่จะต้องปรับปรุงเวลาทำงานของพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. พนักงานสอบสวนที่มีสำนวนคดีที่จะต้องดำเนินการในวันที่ศาลเปิดทำการในวันหยุด, เจ้าหน้าที่ห้องคดี และเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือจะต้องมาทำงานที่ สภ.อ.เมืองภูเก็ต ในเวลา 07.30 น. แล้วรีบดำเนินการทำสำนวนจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย และเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณา ภายในเวลา 09.30 น. จากนั้นให้รีบนำส่งพนักงานอัยการก่อนเวลา 10.00 น. ทั้งนี้ จะอ้างมีจำนวนผู้ต้องหามากเป็นเหตุให้ทำไม่ทันไม่ได้
2. ศาลจังหวัดภูเก็ต ได้กำหนดเวลา 10.00 น. จะต้องยื่นคำร้องฝากขังให้เสร็จสิ้น หากยื่นหลังจากเวลานี้ ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบยื่นคำร้องด้วยตัวเอง เพื่อมิให้เกิดปัญหานี้ พนักงานสอบสวนทุกนายต้องพิมพ์คำร้องผัดฟ้องหรือฝากขัง ส่งให้พนักงานสอบสวนที่เข้าเวรฝากขังก่อนเวลา 1 วัน
3. การทำงานของพนักงานตำรวจกับพนักงานอัยการและศาล จะต้องทำงานร่วมกันตลอดเวลา ดังนั้น จึงต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่เกี่ยวข้องหลีกเลี่ยงการโต้แย้ง หากเกิดความผิดพลาดต้องรีบแก้ไข
ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนถือปฏิบัติตามบันทึกสั่งนี้อย่างเคร่งครัด จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
รอง ผกก.(สส.) สภ.อ.เมืองภูเก็ต”
วันที่ 11 มิถุนายน 2541
ผมได้จัดทำบันทึกสั่งการ เรื่อง ให้พนักงานสอบสวนมาปฏิบัติหน้าที่นอกเวลาราชการ ตามนี้
“สวส.ฯ, รอง สวส.สภ.อ.เมืองภูเก็ต ทุกนาย
ด้วยปรากฏว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนมีสำนวนการสอบสวนอยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนเป็นจำนวนมาก และมีสำนวนที่ล่าช้าเกินกำหนดอยู่อีก อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการขึ้นได้
จึงให้พนักงานสอบสวนทุกนายมาปฏิบัติหน้าที่นอกเวลาราชการของทุกวัน ตั้งแต่เวลา 20.00-24.00 น. จนกว่าสำนวนการสอบสวนที่อยู่ระหว่างดำเนินการลดน้อยลงและสำนวนที่ล่าช้าเกินกำหนดเสร็จสิ้นไป
ทั้งนี้ ให้ถือปฏิบัติตามบันทึกสั่งนี้อย่างเคร่งครัด จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
รอง ผกก.(สส.) สภ.อ.เมืองภูเก็ต”
วันที่ 12 มิถุนายน 2541 ผมพยายามเร่งรัดสำนวนที่สอบสวนมานาน ไม่เสร็จเสียที ให้คืบหน้า และเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว
ได้เรียก ร.ต.ท.นิตติโชติ เพ็ญจำรัส ซึ่งกำลังจะย้ายไปกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีทางเศรษฐกิจ (บก.สศก.) กรุงเทพฯ มาถามคดีที่ยังสอบไม่เสร็จ
ร.ต.ท.นิติโชติแจ้งให้ผมทราบว่า มีอัยการคือ ว่าที่ ร.ต.อภิสัคค์ พรหมสวาสดิ์ ติดต่อจะนำนายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ผู้ต้องหาในคดี พ.ร.บ.เช็ค มามอบตัว ขอให้ช่วยอำนวยความสะดวกในการประกันตัว
หลังจากนั้นไม่นาน ก็ปรากฏตัวนายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร เดินทางมายัง สภ.อ.เมืองภูเก็ต พร้อมกับนายมานิต ตั้งสถาพร บิดา ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 12 ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย และนางละม้าย ตั้งสถาพร มารดา ซึ่งมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
ร.ต.ท.นิติโชติจึงแจ้งให้ผมทราบว่า นายศรัฒวัชร์เป็นผู้ต้องหาในคดีเช็ค และเมื่อตรวจสอบจึงพบว่า เป็นผู้ต้องหาคนเดียวกันกับที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาภูเก็ต มาแจ้งความเรื่อง ฉ้อโกง ปลอม และใช้เอกสารปลอม มี พ.ต.ต.วีรวัฒน์ จันทรวิจิตร เป็นพนักงานสอบสวน เจ้าของคดี
ดังนั้น ผมจึงใช้ ร.ต.อ.สุวฤทธิ์ พร้อมมูล รอง สวส.สภ.อ.เมืองภูเก็ต ไปตาม พ.ต.ต.วีรวัฒน์มาพบที่ห้องทำงานของผม
เมื่อ พ.ต.ต.วีรวัฒน์ เข้ามาในห้องทำงานจึงแจ้งให้ทราบว่า ผู้ต้องหาคดีปลอมเซลสลิป มาปรากฏตัวแล้ว ผมจึงสั่งให้ไปดำเนินการยื่นคำร้องออกหมายค้นสถานที่เกิดเหตุ
ในระหว่างนั้น นายมานิตกับนางละม้าย บิดาและมารดาของนายศรัฒวัชร์ ก็หุนหันออกจากห้องทำงานของผมไป โดยไม่บอกกล่าวอะไรเลย
เวลาประมาณ 18.40 น. ร.ต.อ.สุวฤทธิ์ พร้อมมูล รอง สวส.สภ.อ.เมืองภูเก็ต ได้เดินทางไปศาลจังหวัดภูเก็ต ยื่นคำร้องให้ศาลออกหมายค้น ให้ พ.ต.ต.วีรวัฒน์ จันทรวิจิตร สวส.สภ.อ.เมืองภูเก็ต กับพวก ไปทำการตรวจค้นที่ร้านโรสไดมอนด์แกลเลอรี่ เลขที่ 89/6 ซอยไปรษณีย์ ถนนทวีวงศ์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต
โดยนายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ได้ฉ้อโกงเงินสดของธนาคารกรุงเทพ นำเซลสลิปของบัตรเครดิตซึ่งเจ้าของบัตรนำไปใช้ซื้อสินค้า ได้นำไปแก้ไขจำนวนเงินและนำบัตรเครดิตไปรูดโดยเจ้าของไม่ทราบ ได้เงินไปจำนวนประมาณ 1 ล้านบาท อันอาจเป็นความผิดฐาน ฉ้อโกงทรัพย์ ปลอม และใช้เอกสารสิทธิปลอม เพื่อตรวจค้นหาพยานหลักฐานเกี่ยวกับเอกสารต่างๆ
ผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ตได้ให้หมายค้นตามคำร้อง โดยตรวจค้นตั้งแต่เวลา 20.00 น.เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นการตรวจค้น
ในการตรวจค้น พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รอง ผกก.(สส.) สภ.อ.เมืองภูเก็ต พร้อมกับ พ.ต.ต.วีรวัฒน์ จันทรวิจิตร สวส.สภ.อ.เมืองภูเก็ต ร.ต.อ.สุวฤทธิ์ พร้อมมูล รอง สวส.สภ.อ.เมืองภูเก็ต และ จ.ส.ต.เศรษฐพงศ์ พรชัยพิริยะกุล ได้นำหมายค้นและนำตัวนายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ผู้ต้องหา ไปที่ร้านเพื่อนำตรวจค้นแต่ไม่สามารถเข้าไปตรวจค้นได้ เนื่องจากประตูหน้าร้านปิดล็อกเข้าร้านไม่ได้ นายศรัฒวัชร์ได้มอบกุญแจร้านให้กับบิดามารดาไปแล้ว เมื่อโทรศัพท์แจ้งให้นำกุญแจมาไขประตูหน้าร้าน นานกว่าชั่วโมง ก็ไม่ยอมนำกุญแจมาให้เสียที ระหว่างที่รออยู่นั้น
พ.ต.ต.อำนวย ไกรวุฒิอนันต์ สวส.สภ.อ.เมืองภูเก็ต กับ นายสุธน หรือดำ ทวีสุวรรณ ทนายความจังหวัดภูเก็ต ได้ร่วมกันเดินทางมาดูการตรวจค้นด้วยพร้อมทั้งบอกกับผมว่า ผู้พิพากษามอบหมายให้มาดูการตรวจค้น แต่เวลานั้นผมยังไม่รู้จักผู้พิพากษาที่เอ่ยชื่อมา เสียเวลารออยู่อย่างนั้นจน 22.00 น.ไม่มีใครนำกุญแจมาให้สักที นายศรัฒวัชร์จึงอนุญาตให้ทำลายกุญแจล็อกประตู เพื่อเข้าไปตรวจค้น โดยให้เพื่อนบ้านเป็นพยาน จึงเข้าไปในร้านตรวจค้นได้ และพบหลักฐานสำคัญ
1. เครื่องบันทึกข้อมูลคอมพิวเตอร์ (ฮาร์ดแวร์) บันทึกข้อมูลการขายสินค้าประจำวัน และข้อมูลอื่นๆ จำนวน 1 เครื่อง
2. เซลสลิป และชุดสรุปยอดขายบัตรเครดิต ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด จำนวน 1 แฟ้ม
3. สมุดจดรายการขายสินค้าประจำวัน จำนวน 1 เล่ม
4. รายการการใช้โทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์ และเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการขายสินค้าที่ต้องนำมาตรวจสอบอีก 1 ถุง
เสร็จการตรวจค้นดึกมากแล้วราวๆ 24.00 น. ยังมีตู้เซฟภายในร้าน ไม่มีกุญแจไข จึงตรวจค้นไม่ได้ พรุ่งนี้นายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร พร้อมจะนำเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจค้นอีกครั้ง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (167)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly