ใครเสี่ยงเจอ ‘หินปูนในเลือดเกาะหัวใจ’ ไม่รู้ตัว?
วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความจากเพจ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยนพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา เขียนถึง “5 สัญญาณ หินปูนในเลือดเกาะหัวใจไม่รู้ตัว”
คุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่ ?
1. เหนื่อยง่ายกว่าปกติทั้งที่กิจกรรมเท่าเดิม เมื่อหลอดเลือดหัวใจเริ่มตีบ เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อยลง ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น คุณอาจรู้สึกเหนื่อยง่าย เดินขึ้นบันไดแล้วต้องหยุดพัก ทั้งที่เมื่อก่อนทำได้สบาย อาการนี้มักถูกมองว่า “แค่อายุเยอะขึ้น” ทั้งที่จริงอาจเป็นสัญญาณเตือนของหลอดเลือดตีบระยะแรก
2. แน่นหน้าอก จุกลิ้นปี่ หรือร้าวไปไหล่ซ้าย อันนี้เป็นอาการคลาสสิก คือ แน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักทับ บางคนปวดร้าวไปกราม ไหล่ซ้าย หรือแขนซ้าย โดยเฉพาะเวลาขึ้นที่สูง เดินเร็ว หรือเครียด แล้วดีขึ้นเมื่อพัก นี่คืออาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (stable angina) ที่ไม่ควรมองข้าม
3. ใจสั่น หน้ามืด เหงื่อแตกโดยไม่มีสาเหตุ เมื่อเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ อาจกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดอาการใจสั่น วูบ เหงื่อออกเย็น ๆ บางครั้งไม่มีอาการเจ็บชัด โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานที่เส้นประสาทรับความรู้สึกผิดปกติ
4. ความดันหรือไขมันสูงคุมยาก ถ้าใครที่กินยาความดันหรือยาลดไขมันอยู่ แต่ค่าต่าง ๆ ยังแกว่งสูง หรือ LDL สูงเรื้อรัง นั่นแปลว่าปัจจัยเสี่ยงยังคงกระตุ้นการสะสมคราบไขมันและหินปูนในหลอดเลือดอย่างต่อเนื่อง ภาวะอักเสบเรื้อรังในร่างกายยิ่งเร่งกระบวนการนี้เร็วขึ้น
5. มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อพร้อมกัน อายุเกิน 40 ปี มีพุง สูบบุหรี่ เป็นเบาหวาน ไขมันสูง ความดันสูง หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย แม้ยังไม่มีอาการ ก็อาจมีการสะสมของแคลเซียมในหลอดเลือดแล้วโดยไม่รู้ตัว
แล้วควรตรวจเมื่อไหร่?
- ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้หญิงอายุ 45–50 ปีขึ้นไป ควรเริ่มประเมินความเสี่ยงหัวใจ
- ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ดูคะแนนแคลเซียมหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Calcium Score)
- คนที่มีเบาหวานหรือไขมันสูง ควรติดตามค่า LDL, น้ำตาลสะสม (HbA1c) และความดันอย่างสม่ำเสมอ
ลดเสี่ยงหินปูนเกาะหัวใจได้ แค่ทำตามนี้
1. คุม LDL ให้ถึงเป้า ลดของทอด ไขมันทรานส์ เนื้อแปรรูป และกินยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอ ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงควรคุม LDL ให้ต่ำกว่าเป้าหมายที่แพทย์กำหนดครับ
2. เพิ่มไขมันดีโอเมก้า-3 กินปลาทะเลน้ำลึกสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง หรืออาหารที่มีโอเมก้า-3 จากธรรมชาติ ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มประสิทธิภาพ HDL และลดการอักเสบในหลอดเลือด
3. คุมน้ำตาลและแป้งขัดสี ลดน้ำหวาน ขนม เบเกอรี่ และข้าวขาวปริมาณมาก น้ำตาลสูงเรื้อรัง คือ ตัวเร่งให้ผนังหลอดเลือดอักเสบและสะสมคราบเร็วขึ้น
4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แอโรบิกระดับพอเหมาะอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่น ลดความดัน และเพิ่มไขมันดี
5. ลดการอักเสบ + เลือกอาหารลดหินปูนในเลือด นอนให้พอ ลดพุง ลดเครียด และเลิกบุหรี่ และเลือกกินอาหารที่มีแมกนีเซียม หรือวิตามิน K2 จากกินผักใบเขียว ถั่ว เมล็ดพืช หรือกินเสริมก็ช่วยได้ ช่วยดึงแคลเซียมออกจากหลอดเลือดไปเก็บไว้ที่กระดูก ลดการตกตะกอนของหินปูนได้ดีขึ้นครับ
การป้องกันหินปูนเกาะหัวใจไม่ใช่แค่เลี่ยงแคลเซียมเท่านั้น แต่คือการคุมไขมันเลว เพิ่มไขมันดี ลดน้ำตาล และลดการอักเสบเรื้อรัง ถ้าจัดการครบทั้งระบบตั้งแต่วันนี้ หลอดเลือดจะเสื่อมช้าลงอย่างชัดเจนในระยะยาว