โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งามหน้า!ผอ.ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯทนไม่ไหวลาออก รับไม่ได้'ทรัมป์'อ้างมั่วๆเพื่อเปิดศึกอิหร่าน

Manager Online

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงระดับสูงรายหนึ่งของสหรัฐฯ ในรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลาออกจากตำแหน่งในวันอังคาร(17มี.ค.) สืบเนื่องจากสงครามในอิหร่าน ระบุเตหะรานไม่ได้เป็นภัยคุกคามจวนตัว ตามที่ผู้นำอเมริกากล่าวอ้างเพื่อเปิดศึกสงครามแต่อย่างใด

โจ เคนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านก่อการร้ายแห่งชาติ เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกในรัฐบาลทรัมป์ ที่ลาออกเกี่ยวกับความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งเวลานี้อยู่ในสัปดาห์ที่ 3 แล้ว

"ด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ผมไม่อาจสนับสนุนสงครามที่กำลังดำเนินอยู่กับอิหร่าน อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามจวนตัวต่อประเทศของเรา และมันชัดเจนว่าเราเริ่มสงคราม สืบเนื่องจากแรงกดดันจากอิสราเอลและพวกล็อบบี้ทรงอิทธิพลของพวกเขา" เคนท์เขียนในจดหมายที่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์

เคนท์ เปิดโปงเกี่ยวกับกระบวนการปล่อยข้อมูลบิดเบือน โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลและสื่ออเมริกันบางกลุ่ม ได้ร่วมกันสร้างห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo Chamber) เพื่อลวงให้ประธานาธิบดีทรัมป์ เชื่อว่าอิหร่านเป็นภัยร้ายแรง และเปิดการโจมตีที่จะนำไปสู่ชัยชนะที่รวดเร็ว

เขาเปรียบเทียบว่าเป็นกลยุทธ์ดังกล่าว เป็นชุดเดียวกับที่เคยใช้หลอกลวงสหรัฐฯ จนถลำลึกในสงครามอิรักที่สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลในอดีต

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนบอกว่า สืบเนื่องจากภัยคุกคามจวนตัว จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสหรัฐฯที่จะเปิดสงครามหนึ่งๆ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสงคราม

ตามหลังคำกล่าวหาดังกล่าว แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขานุการฝ่ายสื่อสารมวลชนของทำเนียบขาว ออกมาตอบโต้ โดยระบุว่าในจดหมายของ เคนท์ มีคำกล่าวอ่างต่างๆนานาที่เป็นเท็จ "อย่างที่ประธานาธิบดีเคยเน้นย้ำอย่างชัดเจน เขามีหลักฐานที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือ ว่าอิหร่านกำลังโจมตีสหรัฐฯก่อน หลักฐานนี้รวบรวมมาจากหลายแห่งที่มาและหลายปัจจัย"

ทรัมป์ บอกกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมา ว่า "มันเป็นเรื่องดีที่เขาออกไป เพราะว่าเขาพูดว่าอิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคาม ทุกประเทศล้วนตระหนักว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม"

เคนท์ ซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึกที่ผ่านสมรภูมิมาถึง 11 ครั้ง และเป็นสามีที่สูญเสียภรรยาในสงครามที่เขาเชื่อว่าถูกจัดฉากขึ้นโดยอิสราเอล ยังได้กล่าวทิ้งท้ายในจดหมาย ว่า เขาไม่สามารถสนับสนุนการส่งทหารอเมริกันรุ่นถัดไปไปสู้ตายในสงครามที่ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนชาวอเมริกัน พร้อมเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทบทวนทิศทางนโยบายต่างประเทศก่อนที่ประเทศจะดิ่งลงสู่ความเสื่อมถอยและความวุ่นวายไปมากกว่านี้

พวกนักวิเคราะห์ระบุว่าการลาออกของ เคนท์ ถือเป็นรอยร้าวครั้งใหญ่ภายในรัฐบาลทรัมป์ และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในนโยบายต่างประเทศ รวมถึงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อราคาน้ำมันและสินทรัพย์ปลอดภัยในตลาดโลก เนื่องจากสงครามครั้งนี้ถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมจากคนในระดับบริหารของหน่วยงานข่าวกรองเอง

เคนท์ ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นกับสื่อมวลชนต่อการลาออกในครั้งนี้ ขณะที่สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งกำกับดูแลศูนย์ต่อต้านก่อการร้าย ก็ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นกัน

ทั้งนี้ เคนท์ เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีความศรัทธาต่อนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" และเคยบอกว่าเขาคัดค้านการเข้าแทรกแซงในต่างแดนของทหารสหรัฐฯ

เคนท์ มีความสนิทสนามกับ ทูลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งเก็บตัวเงียบมาตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น แกบบาร์ด ไม่เผยแพร่ถ้อยแถลงใดๆต่อสาธารณะ นับตั้งแต่สหรัฐฯเริ่มทำสงครามกับอิหร่าน และไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ แม้กระทั้่งพิธีลำเลียงศพนายทหารอเมริกาที่เสียชีวิตในความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตามสภาข่าวกรองแห่งชาติ ที่กำกับดูแลโดยสำนักงานของแกบบาร์ด ได้เผยแพร่คำประเมินหลายครั้งทั้งก่อนและหลังสหรัฐฯเปิดฉากโจมตี เน้นถึงความเสี่ยงต่างๆจากการเข้าแทรกแซงของสหรัฐฯ

รายงานเหล่านั้นบ่งชี้ว่าระบอบปกครองอิหร่านไม่น่าจะพังครืน และอิหร่านอาจโจมตีแก้แค้นฐานที่มั่นต่างๆของกองกำลังสหรัฐฯในภูมิภาคและพันธมิตรอ่าวอาหรับ

(ที่มา:รอยเตอร์/ยูเอสเอทูเดย์/เอเจนซี)

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...