โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สหรัฐประเมินอิหร่านพลาด! "ดร.มาโนชญ์" ฟันธง "ทรัมป์" รู้แล้วชนะยาก อยากจบ เร่งหาทางลงแต่อิสราเอลไม่ยอม!

TOP NEWS ONLINE

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TOP NEWS

สหรัฐประเมินอิหร่านพลาด! "ดร.มาโนชญ์" ฟันธง "ทรัมป์" รู้แล้วชนะยาก อยากจบ เร่งหาทางลงแต่อิสราเอลไม่ยอม!

ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่เข้าสู่ สัปดาห์ที่ 4 ที่อิหร่านยังไม่มีท่าทีจะถอย หรือยอมแพ้ ตามที่ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้พยายามกล่าวอ้าง ว่าทำลายขีดความสามารถของอิหร่านได้เกือบหมด อีกทั้งการเมืองภายในรัฐบาลทรัมป์ ก็ส่อปัญหาใหญ่ หลังผอ.ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐ ประกาศลาออก ปมไม่เห็นด้วยทำสงครามกับอิหร่าน มองว่าอิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามเร่งด่วน ถือเป็นความขัดแย้งกับเหตุผลของรัฐบาลที่ยืนยัน จำเป็นต้องโจมตีนั้น

ล่าสุดวันนี้ (18 มี.ค.) ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว. ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นความคืบหน้าในตะวันออกกลาง ผ่านทางรายการจับตาประเทศไทย ช่องท็อปนิวส์ ระบุว่า “ผมคิดว่าในภาพรวมที่ผ่านมา เราเห็นค่อนข้างชัดว่าสหรัฐอเมริกาถูกอิสราเอลดึงเข้าสู่สงครามครั้งนี้ แล้วก็เป็นจังหวะที่สหรัฐยังไม่พร้อม หมายความว่าไม่สามารถโน้มน้าวพันธมิตรให้เข้าร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็นชาติอาหรับในตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ประเทศยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ไม่มีใครเอาด้วย สิ่งที่ทรัมป์พูดว่า ‘ช็อก’ ผมคิดว่ามันสะท้อนชัดนะ ว่าสหรัฐประเมินอิหร่านต่ำเกินไป ไม่คิดว่าอิหร่านจะมีศักยภาพในการโจมตีและตอบโต้ในภูมิภาคได้มากขนาดนี้ ซึ่งวันนี้มันทำให้สถานการณ์มันไปไกลกว่าที่เขาคาดไว้แล้ว”

ผศ.ดร.มาโนชญ์ มองว่า ตอนนี้คิดว่าสหรัฐ โดยเฉพาะทรัมป์ พยายามหาทางลง พูดง่าย ๆ คืออยากจะลงแล้ว ยอมลงแล้วด้วยซ้ำ แต่ปัญหาคือ ‘อิสราเอลไม่ยอมลง’ อิสราเอลยังต้องการเดินหน้าต่อ ในขณะที่อิหร่านเองก็ประกาศชัดว่าพร้อมจะสู้ยาว ส่วนกรณีที่หัวหน้าศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐลาออกนี่สำคัญมาก เพราะเขายืนยันตรงกัน ว่าอิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามเร่งด่วน แล้วก็สะท้อนว่าสหรัฐถูกดึงหรือถูกล็อบบี้เข้าสู่สงคราม อันนี้เป็นสิ่งที่เราพูดกันมาตลอด แล้วมันก็เริ่มมีหลักฐานออกมา อิสราเอลยังเชื่อในแนวทางเดิม คือการกำจัดผู้นำระดับสูงของอิหร่าน หวังว่าอีกฝ่ายจะอ่อนแอและยอมในที่สุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ อิหร่านยังตอบโต้ได้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็มีท่าทีชัดเจนว่า ‘ถ้าจะพัง ก็พังไปด้วยกัน’

“วันนี้สถานการณ์มันเลยกลายเป็นว่า โลกถูกบีบให้เลือก คุณจะอยู่ฝั่งไหน ถ้าคุณอยากผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คุณก็ต้องเจรจา กับอิหร่านหรือไม่ก็ไปอยู่ฝั่งสหรัฐแล้วเข้าร่วมสงคราม แต่ข้อเท็จจริงคือ หลายประเทศไม่ได้เลือกเข้าร่วมกับสหรัฐ อาหรับก็ไม่เอา ยุโรปก็ไม่เอา หลายประเทศเลือกไปเจรจากับอิหร่านแทน เพราะมันเกี่ยวกับความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน” ผศ.ดร.มาโนชญ์ วิเคราะห์ต่อว่า สถานการณ์ตอนนี้สหรัฐอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่า ‘ถอยก็ไม่ได้ ชนะก็ไม่ได้’ ถ้าจะเดินหน้าก็ต้องส่งทหารเข้าไป ซึ่งจะสูญเสียมหาศาล อีกทางหนึ่งที่คนกังวลคือ ถ้าจนมุมจริง ๆ อาจมีการใช้อาวุธรุนแรง ซึ่งรวมถึงนิวเคลียร์ อันนี้น่าห่วงมาก เพราะมันอาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ อีกทางเลือกหนึ่งคือ ‘ตัดจบ’ คือสหรัฐถอนตัวกลับไปเลย ไม่สนใจแล้ว กลับไปดูแลตัวเอง ลดบทบาทในเวทีโลก ถ้าเป็นแบบนี้ เท่ากับยอมรับระเบียบโลกใหม่ทันที ซึ่งอิทธิพลของสหรัฐจะลดลง แล้วจีนกับรัสเซียจะขึ้นมาแทน และอีกแบบคือยืดสงครามออกไป เพื่อกดดันให้พันธมิตรเข้าร่วม แต่ปัญหาคือหลายประเทศเขามองออกแล้วว่าอิหร่านยังมีศักยภาพ เขาเลยไม่กระโดดเข้ามา “ประเด็นที่สำคัญอีกเรื่องคือเรื่องเศรษฐกิจ อิหร่านเสนอให้ใช้เงินหยวนในการค้าพลังงาน อันนี้ถ้าเกิดขึ้นจริง จะกระทบกับดอลลาร์โดยตรง แปลว่าเกมนี้ไม่ใช่แค่สงครามทหาร แต่เป็นสงครามระบบการเงินโลกด้วย สุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าหลายประเทศจะเลือก ‘บาลานซ์’ คือไม่เลือกข้างชัดเจน เจรจากับอิหร่านด้วย รักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐด้วย เพื่อเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่ต้นทุนพลังงานกำลังจะสูงขึ้น” อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.มาโนชญ์ ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ไม่ว่าสงครามจะจบแบบไหน ตะวันออกกลางจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อิทธิพลของสหรัฐจะลดลงอย่างมาก แล้วโลกกำลังจะเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่มีหลายขั้วอำนาจ” https://www.youtube.com/watch?v=6WmgRq1muUM

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...