กัมพูชาดิ้นนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้นจากมาเลเซียและสิงคโปร์ จีนและเวียดนามจำกัดส่งออกน้ำมันออกตลาดโลก ปั้มน้ำมันปิดกว่า 2,080 แห่งหรือ 33% ทั่วกัมพูชา เผชิญน้ำมันขาดแคลน
BTimes
อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 17.03 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 09.15 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizประเทศกัมพูชากําลังสั่งนําเข้านำมันสำเร็จรูปเพิ่มมากขึ้นจากทั้งในสิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อชดเชยการขาดแคลนน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศเวียดนามและจีน ซึ่งทั้งสองประเทศจำกัดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปออกนอกประเทศซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศกัมพูชาด้วย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กัมพูชา กล่าวยอมรับว่าสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่เกิดขึ้นกับอิหร่าน ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ประเทศเวียดนามและจีน ซึ่งทั้งสองประเทศจำกัดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปออกนอกประเทศ ส่งผลกระทบต่อประเทศกัมพูชาด้วย
ขณะนี้ ปั้มน้ำมันประมาณ 1 ใน 3 ของสถานีบริการน้ํามัน 6,300 แห่งในประเทศกัมพูชา หรือมีมากกว่า 2,080 แห่ง ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรเกือบ 18 ล้านคนนั้น ได้ปิดตัวลงตั้งแต่วันพุธในสัปดาห์ผ่านไป ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงกัมพูชากําลังสืบสวน และสอบสวนว่า ภาคธุรกิจต่าง ๆ กักตุนน้ำมันสำเร็จรูปก่อนการขึ้นราคาหรือไม่
เวียดนามและจีน ประกาศจํากัดการส่งออกน้ํามันสำเร็จรูปไปจนถึงอย่างน้อยปลายเดือนมีนาคมนี้ เพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำมันภายในประเทศที่อาจเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยประกาศสั่งห้ามการส่งออกน้ำมันไปกัมพูชาในเดือนกรกฎาคม 2025 หลังจากทั้ง 2 ประเทศเกิดความขัดแย้งทางทหารอย่างรุนแรงในรอบหลายสิบปี ในขณะที่กัมพูชาสร้างกระแสต่อต้านการใช้สินค้าและพลังงานของประเทศไทยมาจนถึงในปัจจุบัน
การส่งออกน้ํามันเบนซินและดีเซลจากทั้งสองประเทศไปยังกัมพูชา พบว่าใน 18 วันแรกของเดือนมีนาคมนี้ มีจำนวนสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 25% แต่ต่ํากว่าช่วง 18 วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์มากถึง 40%
ทั้งนี้ กัมพูชาไม่มีโรงกลั่นน้ํามันสำเร็จรูปของตนเอง และเผชิญกับปริมาณน้ำมันดีเซล เชื้อเพลิงเครื่องบิน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และ น้ํามันเบนซิน ไม่เพียงพอต่อการบริโภคมาราวเกือบเดือน
ในปี 2024 ไทยและเวียดนามรวมกันคิดเป็นกว่า 60% ของการนําเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรายปีของกัมพูชาในขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 และจีนคิดเป็นประมาณ 7% จากข้อมูลจากศูนย์การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานการค้าขององค์การการค้าโลก