น้ำมันแพง ดันผู้บริโภคหันหา ‘EV-ไฮบริด’ จับตาจุดเปลี่ยนพฤติกรรมซื้อรถ
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่าน กำลังส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดรถยนต์ โดยมีแนวโน้มผลักดันให้ผู้คนหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถไฮบริดมากขึ้น
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรองรับน้ำมันราว 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างความกังวลต่อผู้บริโภคทั่วโลก
มาร์ติน มิลเลอร์ เจ้าของโชว์รูมรถยนต์ไฟฟ้ามือสองในสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ธุรกิจของเขามียอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในหนึ่งสัปดาห์หลังสงครามเริ่มขึ้น โดยลูกค้าส่วนใหญ่กังวลว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นอีก และเร่งตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้า
ข้อมูลจากภาครัฐอังกฤษระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7% นับตั้งแต่เกิดสงคราม ขณะที่ในสหภาพยุโรปปรับขึ้น 8% สะท้อนแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์มองว่า แม้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะกระตุ้นความสนใจในรถยนต์ประหยัดพลังงาน แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้างยังต้องใช้เวลา
CarGurus ระบุว่า ผู้บริโภคมักตอบสนองต่อราคาน้ำมันเมื่อแตะระดับ “จุดจิตวิทยา” เช่น 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเคยเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงวิกฤติพลังงานปี 2565
ในสหรัฐ ความสนใจในรถ EV ยังเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยข้อมูลจากแพลตฟอร์มวิจัยรถยนต์อย่าง Edmunds ระบุว่า สัดส่วนผู้ค้นหารถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 22.4% จาก 20.7% ในสัปดาห์ก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ยุโรปมีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านเร็วกว่า เนื่องจากมีฐานผู้ใช้รถไฟฟ้าสูง และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ โดยในเยอรมนี ความสนใจรถ EV บนแพลตฟอร์มของ MeinAuto เพิ่มขึ้นถึง 40% หลังสงครามเริ่มต้น
ผลสำรวจของ Carwow ในเยอรมนีพบว่า 48% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะมีผลต่อการพิจารณาเลือกซื้อรถ EV หรือไฮบริด และสัดส่วนผู้สนใจรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 66% ในช่วงต้นเดือนมี.ค.
ด้านผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง VinFast มองเห็นโอกาสทางการตลาด โดยออกโปรโมชั่นลดราคาสำหรับลูกค้าที่เปลี่ยนจากรถใช้น้ำมัน ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า ในสหรัฐการเปลี่ยนผ่านสู่รถ EV อาจยังไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น เว้นแต่ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยข้อมูลจาก Cox Automotive ชี้ว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะพิจารณาเปลี่ยนมาใช้รถ EV หรือไฮบริด เมื่อราคาน้ำมันแตะระดับ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจไม่เพียงเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ยังอาจกดดันยอดขายรถยนต์โดยรวม เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และมาตรการภาษีที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากชะลอการตัดสินใจซื้อรถในระยะนี้
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- สายการบินทั่วโลก 'ขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน' เซ่นราคาน้ำมันพุ่ง จากสงครามตะวันออกกลาง
- 'โกลด์แมน แซคส์' เตือนวิกฤติน้ำมัน กระทบ 'เชื้อเพลิงสำเร็จรูป' หนักกว่าน้ำมันดิบ
- ไออีเอ' ปล่อยน้ำมันสำรอง เข้าตลาดเอเชียทันที รับมือสงครามอิหร่าน ป่วนอุปทาน
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg