กขค. สอบเชิงลึกล้งมะพร้าวราชบุรี สงสัยกลุ่มทุนตั้งแชตลับฮั้วราคา-ใช้อำนาจเหนือตลาดกดราคารับซื้อ
เลขาธิการ กขค. รุดตรวจสอบพฤติกรรมทางการค้าหลังราคามะพร้าวน้ำหอมดิ่งเหลือ 2-3 บาท สวนทางต้นทุนการผลิต 7 บาทต่อลูก จับตากลุ่มโรงงานกว่า 300 แห่งส่งสัญญาณกำหนดเพดานรับซื้อไม่เกิน 10 บาทตลอดปี เข้าข่ายความผิดอาญาโทษจำคุก 2 ปี เตรียมขยายผลเป็นโมเดลตรวจสอบล้งผลไม้ทั่วประเทศ สกัดกั้นกลุ่มทุนต่างชาติครอบงำและบิดเบือนกลไกตลาดเสรี
22 มีนาคม 2569–สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) รายงานการยกระดับมาตรการตรวจสอบพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยล่าสุด ผศ. ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า พร้อมด้วยทีมสืบสวนสอบสวนและหน่วยงานพันธมิตรจากกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีวิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมเนื่องจากราคารับซื้อหน้าสวนลดลงเหลือเพียงลูกละ 2-3 บาท ขณะที่ต้นทุนการเพาะปลูกเฉลี่ยสูงถึง 7 บาทต่อลูก
จากการตรวจสอบเบื้องต้น กขค. พบข้อสังเกตสำคัญที่ชี้ว่าโครงสร้างราคาไม่ได้เป็นไปตามกลไกอุปสงค์และอุปทานตามปกติ แต่มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการแทรกแซงราคาจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบใน 2 ประเด็นหลัก คือ การรวมกลุ่มตกลงร่วมกัน (Collusion) และการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม
ข้อสงสัยการฮั้วราคาผ่านเครือข่ายดิจิทัล
เลขาธิการ กขค. เปิดเผยว่าหน่วยงานกำลังเฝ้าระวังพฤติกรรมการส่งสัญญาณราคาผ่านกลุ่มแชตไลน์ลับ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของตัวแทนโรงงานแปรรูปและส่งออกกว่า 300 แห่ง เพื่อกำหนดทิศทางราคารับซื้อมะพร้าวลูกเขียวให้ไม่เกินลูกละ 10 บาทตลอดทั้งปี พฤติกรรมดังกล่าวหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการฮั้วในตลาดเดียวกัน จะถือเป็นความผิดทางอาญาอุกฉกรรจ์ตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือทั้งจำทั้งปรับ
ใช้อำนาจเหนือตลาดบิดเบือนอุปทาน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการสอบสวนเชิงลึก คือพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งมีการสร้างเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเพื่อเอาเปรียบผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายย่อย โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงการใช้กลวิธีควบคุมระบบโลจิสติกส์และการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์
"พฤติกรรมที่ต้องตรวจสอบจากกรณีดังกล่าว เช่น การใช้อำนาจควบคุมระบบโลจิสติกส์และการกระจายตู้คอนเทนเนอร์ โดยกักตุนสินค้าไว้ในโรงงานไม่ยอมส่งออก เพื่อสร้างสถานการณ์ว่าผลผลิตล้นตลาด และใช้เป็นข้ออ้างในการกดราคารับซื้อจากเกษตรกรให้ต่ำที่สุด"
การสร้างสถานการณ์อุปทานส่วนเกินเทียม (Artificial Oversupply) ดังกล่าว ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร แต่ยังทำลายโครงสร้างการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยระดับกลางที่ต้องถูกกำหนดราคาจากกลุ่มทุนระดับบน ทำให้สนามการแข่งขันขาดความเป็นธรรมและทำลายกลไกตลาดเสรี
ยกระดับการกำกับดูแลสู่โมเดลแก้ปัญหาล้งทั่วประเทศ
สำนักงาน กขค. ยืนยันว่าจะดำเนินการติดตามประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง โดยขอความร่วมมือให้ล้งและผู้ประกอบการรับซื้อแสดงข้อมูลทางบัญชีและประวัติการซื้อขายเพื่อพิสูจน์ความโปร่งใส ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นการทำหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของระบบเศรษฐกิจในภาพรวม
นอกจากนี้ กขค. เตรียมนำรูปแบบการสอบสวนและโมเดลการจัดการปัญหาในครั้งนี้ ไปขยายผลเพื่อใช้แก้ปัญหาในกลุ่มล้งรับซื้อผลไม้ประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เผชิญกับภาวะการครอบงำกิจการโดยกลุ่มทุนต่างชาติ (Nominee) เพื่อสร้างบรรยากาศการค้าที่โปร่งใสและยุติธรรม ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้ความรู้ด้านข้อกฎหมายการแข่งขันทางการค้าแก่ผู้ประกอบการทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการกระทำผิดและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการเกษตรของไทย