โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“Debanking” ฝันร้ายลูกค้าธนาคาร และอาจแย่ลงจากกฎใหม่ยุคทรัมป์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 6 เมษายน 2569 เวลา 19.05 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รัฐบาลทรัมป์เตรียมปรับกฎ Debanking อาจทำให้ธนาคารปิดบัญชีลูกค้ายากขึ้น ขณะที่ลูกค้าหลายรายยังถูกระงับบัญชีโดยไม่ทราบเหตุผล จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในระบบการเงินสหรัฐ

วันที่ 6 เมษายน 2569 เวลา 04.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จอห์น กาซวินเนียน กำลังช่วยพ่อแม่ย้ายเงินเก็บทั้งชีวิตและเตรียมย้ายไปอยู่โปรตุเกส แต่วันหนึ่งบัญชีธนาคารของครอบครัวที่ Citigroup กลับหายไปจากหน้าจอ และตลอดหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน ธนาคารก็ไม่ยอมให้เข้าถึงเงิน พร้อมทั้งไม่อธิบายเหตุผลว่าเกิดอะไรขึ้น

กาซวินเนียน อดีตผู้อำนวยการศูนย์ตะวันออกกลางของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ต้องเผชิญกับสิ่งที่หลายคนเรียกว่า“Debanking” หรือ การที่ธนาคารปิดบัญชีหรือระงับบัญชีลูกค้า โดยไม่ให้รายละเอียดชัดเจน ซึ่งกลายเป็นปัญหาที่สร้างความสับสนให้ลูกค้า ภาคการเงิน และแม้แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ระบบควบคุมภายในของธนาคารในสหรัฐถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการฟอกเงิน การละเมิดมาตรการคว่ำบาตร การฉ้อโกงผู้สูงอายุ และธุรกิจที่อาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของธนาคาร แต่เมื่อมีลูกค้าถูกระบบเหล่านี้ตรวจพบ ธนาคารมักไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้ ส่งผลให้ลูกค้าหลายคนต้องเผชิญสถานการณ์ที่น่าหงุดหงิด แม้จะไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ตาม

กระแสต่อต้าน Debanking ในสหรัฐ

ความไม่พอใจเกี่ยวกับ Debanking เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ ทั้งในสหรัฐและยุโรป ในสมัยรัฐบาลโอบามา พรรครีพับลิกันเคยกล่าวหาว่าหน่วยงานรัฐกดดันธนาคารให้ปิดบัญชีธุรกิจบางประเภท เช่น ร้านขายอาวุธหรือธุรกิจปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยสูง แม้จะเป็นธุรกิจถูกกฎหมาย

ในสหราชอาณาจักร ก็เกิดกระแสวิจารณ์เมื่อธนาคาร Coutts ในเครือ NatWest ปิดบัญชีของนักการเมืองฝ่ายขวา Nigel Farage

หลังเหตุการณ์ผู้สนับสนุนทรัมป์บุกอาคารรัฐสภาสหรัฐเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564 ธนาคารหลายแห่งก็ปฏิเสธทำธุรกิจกับทรัมป์ และทรัมป์นำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง

ปัจจุบัน เมื่อทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขากำลังผลักดันให้มีการแก้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ Debanking และเรียกร้องค่าชดเชยจากธนาคารบางแห่ง

ทรัมป์ได้ยื่นฟ้อง Capital One และ JPMorgan โดยกล่าวหาว่า ธนาคารปิดบัญชีจำนวนมากและทำให้ธุรกิจของเขาเสียหาย แต่ธนาคารทั้งสองปฏิเสธข้อกล่าวหา

ปัญหา “Reputation Risk” ธนาคารใช้ปิดบัญชีลูกค้า

หนึ่งในเหตุผลที่ธนาคารใช้ปิดบัญชีลูกค้าบ่อยที่สุด คือ “Reputation risk” หรือ ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ซึ่งหมายถึงลูกค้าที่อาจทำให้ธนาคารเสียชื่อเสียง ถูกสอบสวน หรือกระทบความมั่นคงทางการเงิน ปัญหาคือ เหตุผลนี้ถูกใช้ในกรณีที่ลูกค้า อาจเกี่ยวข้องกับความผิด แต่ยังไม่มีหลักฐานหรือยังไม่ได้ถูกตั้งข้อหา

ภายใต้กฎหมาย Bank Secrecy Act ธนาคารต้องรายงานธุรกรรมต้องสงสัยต่อกระทรวงการคลังสหรัฐ แต่ธนาคารห้ามบอกลูกค้าว่าได้รายงานเขา ทำให้ธนาคารอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก เพราะสงสัยลูกค้าแต่ไม่สามารถอธิบายได้

นักวิชาการด้านกฎหมายการเงิน ระบุว่า “คำว่า Reputation risk ทำให้ธนาคารมีข้ออ้างในการปฏิเสธลูกค้าโดยไม่ต้องบอกเหตุผลจริง”

หากยกเลิกเหตุผลนี้ ธนาคารอาจต้องเก็บลูกค้าที่มีความเสี่ยงไว้ ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงิน

เมื่อถูกขึ้นบัญชีต้องสงสัย แทบลบชื่อไม่ได้

กรณีหนึ่งในฟลอริดา ครอบครัว Gitman ฟ้อง JPMorgan หลังธนาคารปิดบัญชีและบล็อกการโอนเงินของพวกเขา โดยไม่อธิบายเหตุผล ต่อมาพวกเขาพบว่า ธนาคารนำชื่อของพวกเขาเข้าไปอยู่ใน รายชื่อเฝ้าระวังการฟอกเงิน หลังมีบทความออนไลน์กล่าวหาว่าธุรกิจของพวกเขาเกี่ยวข้องกับการโอนเงินระหว่างรัสเซีย สหรัฐ และประเทศนอกชายฝั่ง

แม้ทางการสหรัฐไม่เคยตั้งข้อหา แต่บัญชีของพวกเขาถูกบล็อก ธุรกิจได้รับความเสียหาย และศาลตัดสินว่าธนาคารทำถูกต้องตามกฎหมาย

ลูกค้ารายนี้ กล่าวว่า “ผมไม่เคยรู้เลยว่าธนาคารมีอำนาจเหนือชีวิตเราได้มากขนาดนี้”

กรณี Citigroup ระงับบัญชีครอบครัวผู้อพยพ

ในกรณีของครอบครัวกาซวินเนียน ซึ่งมีเชื้อสายอิหร่าน และกำลังย้ายไปโปรตุเกส เขาโอนเงินหลายครั้งระหว่างบัญชีธนาคาร ซึ่งอาจทำให้ระบบตรวจจับว่าเป็นธุรกรรมต้องสงสัย

เขาโอนเงินมากกว่า 150,000 ดอลลาร์ บางครั้งโอนครั้งละ 50,000 ดอลลาร์ หลังการโอนครั้งที่ 4 บัญชีที่เหลือประมาณ 100,000 ดอลลาร์ก็ถูกระงับทันที แม่ของเขากล่าวว่า “ตอนนั้นเราต้องใช้เงิน แต่เงินของตัวเองกลับเอาออกไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้”

ครอบครัวพยายามติดต่อธนาคารหลายครั้ง โทรศัพท์ก็ถูกโอนไปฝ่ายทุจริตและสายก็ถูกตัด เขาไปสาขาธนาคาร แต่พนักงานบอกว่าเขาไม่ใช่เจ้าของบัญชีจึงช่วยไม่ได้ เขาพยายามทำหนังสือมอบอำนาจหลายครั้ง แต่ธนาคารไม่ยอมรับ สุดท้ายหลังผ่านไปหลายเดือน เขาต้องร้องเรียนไปยังหน่วยงานกำกับดูแล และโพสต์เรื่องลงโซเชียลมีเดีย ธนาคารจึงติดต่อกลับมา ท้ายที่สุด ธนาคารปิดบัญชีและส่งเช็คคืนเงินให้ครอบครัว

เช็คมาถึง หนึ่งเดือนก่อนที่พ่อของเขาจะเสียชีวิต ในจดหมาย ธนาคารระบุว่า ธนาคารสามารถปิดบัญชีได้ทุกเวลา ด้วยเหตุผลใดก็ได้ หรือไม่ต้องมีเหตุผลก็ได้

ประเด็นใหญ่ของระบบการเงิน

กรณีนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบธนาคารสหรัฐ คือ ธนาคารถูกกฎหมายบังคับให้ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ แต่ก็ถูกกฎหมายห้ามอธิบายรายละเอียดให้ลูกค้ารู้ ผลคือ ลูกค้าหลายคนอาจถูกปิดบัญชี ระงับเงิน หรือถูกขึ้นบัญชีต้องสงสัยโดย ไม่รู้ว่าทำอะไรผิด และไม่มีโอกาสชี้แจง

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า Debanking กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของระบบการเงินยุคใหม่ เพราะธนาคารมีอำนาจสูงมากในการตัดลูกค้าออกจากระบบการเงิน ซึ่งอาจทำให้บุคคลหรือธุรกิจไม่สามารถดำเนินชีวิตหรือทำธุรกิจได้เลย

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...