โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

IMF เตือน สงครามตะวันออกกลาง ดันเงินเฟ้อโลกพุ่ง-เศรษฐกิจโตช้า เสี่ยงอาหารแพง 15-20%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 10.27 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 03.27 น.

IMF เตือน สงครามตะวันออกกลาง ดันเงินเฟ้อโลกพุ่ง-เศรษฐกิจโตช้า ด้าน FAO คาดราคาอาหารโลกอาจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-20% หากวิกฤตยืดเยื้อ

วันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 00.32 น. สำนักข่าว The Guardian รายงานว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น และเศรษฐกิจโลกเติบโตช้าลง หากสงครามยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ยจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

IMF ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า ราคาพลังงานและอาหารที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้ และอาจสร้างผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจโลก

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงสันติภาพ โดยการวิเคราะห์ของ IMF อาจถูกมองว่าเป็นการเตือนรัฐบาลสหรัฐเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของสงครามต่อเศรษฐกิจโลกและค่าครองชีพของประชาชน

ในบทความวิเคราะห์ของผู้บริหารระดับสูงของ IMF รวมถึงหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูแร็งชาส IMF ระบุว่า ประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงจะมีข้อจำกัดในการกู้เงินเพื่อใช้รับมือกับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

IMF ระบุว่า แม้สงครามจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกได้หลายรูปแบบ แต่ทุกสถานการณ์ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียว คือ ราคาสินค้าจะสูงขึ้น และการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอลง

แม้บางประเทศที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซ เช่น สหรัฐ จะได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่ราคาน้ำมัน อาหาร และค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะกระทบค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ภาคธุรกิจอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

IMF เตือนว่า หากสงครามระยะสั้น ราคาน้ำมันและก๊าซอาจพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนตลาดจะปรับตัว แต่หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และสร้างแรงกดดันต่อประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน หรืออีกสถานการณ์หนึ่งคือ ความตึงเครียดดำเนินต่อไป ราคาพลังงานยังสูง เงินเฟ้อควบคุมได้ยาก และเศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอนต่อเนื่อง**

IMF ระบุว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสงคราม การขยายตัวของความขัดแย้ง และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทาน โดยในอดีต ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องมักทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและเศรษฐกิจเติบโตช้าลง

นอกจากนี้ปุ๋ยประมาณหนึ่งในสามของโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คาดว่า ราคาสินค้าอาหารโลกอาจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-20% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 หากวิกฤตยังคงดำเนินต่อไป

ราคาก๊าซธรรมชาติในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนเกิดความขัดแย้ง เพิ่มขึ้นเกิน 116 ดอลลาร์ ก่อนปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 112 ดอลลาร์

การคาดการณ์ว่าราคาก๊าซและค่าไฟฟ้าในยุโรปจะปรับตัวสูงขึ้นในฤดูหนาวปีหน้า ทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องพิจารณาเพิ่มเงินอุดหนุนพลังงานและสวัสดิการช่วยเหลือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

IMF ระบุเพิ่มเติมว่า ในยุโรป วิกฤตพลังงานครั้งนี้ทำให้หลายประเทศเริ่มกังวลว่าจะเกิดสถานการณ์คล้ายวิกฤตก๊าซปี 2564-2565 โดยประเทศอย่างอิตาลีและสหราชอาณาจักรมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากพึ่งพาพลังงานจากก๊าซ ขณะที่ฝรั่งเศสและสเปนได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากมีพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียนมากกว่า

อ้างอิง : www.theguardian.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...