IMF เตือน สงครามตะวันออกกลาง ดันเงินเฟ้อโลกพุ่ง-เศรษฐกิจโตช้า เสี่ยงอาหารแพง 15-20%
IMF เตือน สงครามตะวันออกกลาง ดันเงินเฟ้อโลกพุ่ง-เศรษฐกิจโตช้า ด้าน FAO คาดราคาอาหารโลกอาจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-20% หากวิกฤตยืดเยื้อ
วันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 00.32 น. สำนักข่าว The Guardian รายงานว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น และเศรษฐกิจโลกเติบโตช้าลง หากสงครามยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ยจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
IMF ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า ราคาพลังงานและอาหารที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้ และอาจสร้างผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจโลก
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงสันติภาพ โดยการวิเคราะห์ของ IMF อาจถูกมองว่าเป็นการเตือนรัฐบาลสหรัฐเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของสงครามต่อเศรษฐกิจโลกและค่าครองชีพของประชาชน
ในบทความวิเคราะห์ของผู้บริหารระดับสูงของ IMF รวมถึงหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูแร็งชาส IMF ระบุว่า ประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงจะมีข้อจำกัดในการกู้เงินเพื่อใช้รับมือกับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้
IMF ระบุว่า แม้สงครามจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกได้หลายรูปแบบ แต่ทุกสถานการณ์ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียว คือ ราคาสินค้าจะสูงขึ้น และการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอลง
แม้บางประเทศที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซ เช่น สหรัฐ จะได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่ราคาน้ำมัน อาหาร และค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะกระทบค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ภาคธุรกิจอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
IMF เตือนว่า หากสงครามระยะสั้น ราคาน้ำมันและก๊าซอาจพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนตลาดจะปรับตัว แต่หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และสร้างแรงกดดันต่อประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน หรืออีกสถานการณ์หนึ่งคือ ความตึงเครียดดำเนินต่อไป ราคาพลังงานยังสูง เงินเฟ้อควบคุมได้ยาก และเศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอนต่อเนื่อง**
IMF ระบุว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสงคราม การขยายตัวของความขัดแย้ง และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทาน โดยในอดีต ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องมักทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและเศรษฐกิจเติบโตช้าลง
นอกจากนี้ปุ๋ยประมาณหนึ่งในสามของโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คาดว่า ราคาสินค้าอาหารโลกอาจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-20% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 หากวิกฤตยังคงดำเนินต่อไป
ราคาก๊าซธรรมชาติในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนเกิดความขัดแย้ง เพิ่มขึ้นเกิน 116 ดอลลาร์ ก่อนปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 112 ดอลลาร์
การคาดการณ์ว่าราคาก๊าซและค่าไฟฟ้าในยุโรปจะปรับตัวสูงขึ้นในฤดูหนาวปีหน้า ทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องพิจารณาเพิ่มเงินอุดหนุนพลังงานและสวัสดิการช่วยเหลือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ
IMF ระบุเพิ่มเติมว่า ในยุโรป วิกฤตพลังงานครั้งนี้ทำให้หลายประเทศเริ่มกังวลว่าจะเกิดสถานการณ์คล้ายวิกฤตก๊าซปี 2564-2565 โดยประเทศอย่างอิตาลีและสหราชอาณาจักรมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากพึ่งพาพลังงานจากก๊าซ ขณะที่ฝรั่งเศสและสเปนได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากมีพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียนมากกว่า
อ้างอิง : www.theguardian.com