“พลังงาน” ชี้สำรองน้ำมัน! กรณีจัดหาแหล่งซื้อไม่ได้ ไทยมีพอใช้สูงสุด 106 วัน
วันนี้ (30 มี.ค.69) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน แถลงข่าว “สถานการณ์ในตะวันออกกลาง” เผยว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบันมีเงินไหลออกจากการชดเชยราคาน้ำมันประมาณเดือนละ 1,300 ล้านบาท ขณะนี้สถานะกองทุนติดลบอยู่ประมาณ 42,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาระการชดเชยรายวัน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานและคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ยังคงพยายามดูแลราคาพลังงานเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการเพิ่มเติมหลายด้าน เช่น การใช้กองทุนน้ำมัน และการพิจารณามาตรการภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุนพลังงาน
“ทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนหารือ โดยมีเป้าหมายให้กระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้พลังงานสูง ภาครัฐจะพยายามดูแลสถานการณ์อย่างเต็มที่”
นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของสถานการณ์สำรองน้ำมันของประเทศ ในกรณีที่ไม่สามารถจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ ปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้งานได้ประมาณ 100 กว่าวัน ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 106 วัน ซึ่งรวมทั้งน้ำมันดิบที่จัดซื้อแล้ว น้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่ง และน้ำมันที่อยู่ในระบบทั้งหมด
ขณะเดียวกัน สถานการณ์น้ำมันโลกยังมีความไม่แน่นอน โดยปริมาณน้ำมันที่อาจได้รับผลกระทบจากเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบสำคัญคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก แม้ยังมีแหล่งซื้อขายน้ำมันในภูมิภาคอื่น แต่ต้องแข่งขันกันในราคาที่สูงขึ้น
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้ มี 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดของสหรัฐฯ ที่อาจมีการโจมตีเพิ่มเติม และสถานการณ์กลุ่มฮูตีที่อาจปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า สถานการณ์พลังงานช่วงที่ผ่านมา ยังคงมีความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ วันที่ 27 มีนาคม อยู่ที่กว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 72% จากช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล อยู่สูงกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเคยแตะ 240 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าเดิมมากกว่า 2 เท่า
สำหรับประเทศไทย ราคาขายปลีกดีเซลอยู่ที่ 38.90 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นประมาณ 30% ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 E10 อยู่ที่ 41.05 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นราว 34% เมื่อเทียบกับก่อนเกิดสถานการณ์ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว และสิงคโปร์ ต่างปรับราคาขึ้นเช่นกัน
ในด้านปริมาณน้ำมัน ณ วันที่ 27 มีนาคม การผลิตดีเซลอยู่ที่ประมาณ 85 ล้านลิตรต่อวัน จำหน่ายรวม 82.326 ล้านลิตร ส่วนเบนซินผลิต 20 ล้านลิตร จำหน่าย 32 ล้านลิตร
ส่วนมาตรการระยะยาว กระทรวงพลังงานส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 โดยปรับสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และเพิ่มทางเลือก B20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าดีเซลทั่วไปประมาณ 5 บาทต่อลิตร ช่วยลดต้นทุนพลังงาน และสนับสนุนการใช้ปาล์มน้ำมันในประเทศ โดยมีการติดตามปริมาณวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด
ปัจจุบันเริ่มมีการจำหน่าย B20 ในบางพื้นที่ เช่น คลังพระโขนง สงขลา และสระบุรี และคาดว่าจะขยายเพิ่มเติมในช่วงต้นเดือนเมษายน พร้อมกำหนดมาตรฐานรองรับการใช้งานต่อไป