โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“พลังงาน” ชี้สำรองน้ำมัน! กรณีจัดหาแหล่งซื้อไม่ได้ ไทยมีพอใช้สูงสุด 106 วัน

อีจัน

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 14.48 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 07.48 น. • อีจัน

วันนี้ (30 มี.ค.69) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน แถลงข่าว “สถานการณ์ในตะวันออกกลาง” เผยว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบันมีเงินไหลออกจากการชดเชยราคาน้ำมันประมาณเดือนละ 1,300 ล้านบาท ขณะนี้สถานะกองทุนติดลบอยู่ประมาณ 42,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาระการชดเชยรายวัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานและคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ยังคงพยายามดูแลราคาพลังงานเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการเพิ่มเติมหลายด้าน เช่น การใช้กองทุนน้ำมัน และการพิจารณามาตรการภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุนพลังงาน

“ทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนหารือ โดยมีเป้าหมายให้กระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้พลังงานสูง ภาครัฐจะพยายามดูแลสถานการณ์อย่างเต็มที่”

นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของสถานการณ์สำรองน้ำมันของประเทศ ในกรณีที่ไม่สามารถจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมได้ ปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้งานได้ประมาณ 100 กว่าวัน ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 106 วัน ซึ่งรวมทั้งน้ำมันดิบที่จัดซื้อแล้ว น้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่ง และน้ำมันที่อยู่ในระบบทั้งหมด

ขณะเดียวกัน สถานการณ์น้ำมันโลกยังมีความไม่แน่นอน โดยปริมาณน้ำมันที่อาจได้รับผลกระทบจากเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบสำคัญคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก แม้ยังมีแหล่งซื้อขายน้ำมันในภูมิภาคอื่น แต่ต้องแข่งขันกันในราคาที่สูงขึ้น

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้ มี 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดของสหรัฐฯ ที่อาจมีการโจมตีเพิ่มเติม และสถานการณ์กลุ่มฮูตีที่อาจปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า สถานการณ์พลังงานช่วงที่ผ่านมา ยังคงมีความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ วันที่ 27 มีนาคม อยู่ที่กว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 72% จากช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ขณะที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล อยู่สูงกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเคยแตะ 240 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าเดิมมากกว่า 2 เท่า

สำหรับประเทศไทย ราคาขายปลีกดีเซลอยู่ที่ 38.90 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นประมาณ 30% ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 E10 อยู่ที่ 41.05 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นราว 34% เมื่อเทียบกับก่อนเกิดสถานการณ์ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว และสิงคโปร์ ต่างปรับราคาขึ้นเช่นกัน

ในด้านปริมาณน้ำมัน ณ วันที่ 27 มีนาคม การผลิตดีเซลอยู่ที่ประมาณ 85 ล้านลิตรต่อวัน จำหน่ายรวม 82.326 ล้านลิตร ส่วนเบนซินผลิต 20 ล้านลิตร จำหน่าย 32 ล้านลิตร

ส่วนมาตรการระยะยาว กระทรวงพลังงานส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 โดยปรับสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และเพิ่มทางเลือก B20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าดีเซลทั่วไปประมาณ 5 บาทต่อลิตร ช่วยลดต้นทุนพลังงาน และสนับสนุนการใช้ปาล์มน้ำมันในประเทศ โดยมีการติดตามปริมาณวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด

ปัจจุบันเริ่มมีการจำหน่าย B20 ในบางพื้นที่ เช่น คลังพระโขนง สงขลา และสระบุรี และคาดว่าจะขยายเพิ่มเติมในช่วงต้นเดือนเมษายน พร้อมกำหนดมาตรฐานรองรับการใช้งานต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...