จับตาหนัก! USTR ชี้ “สหรัฐ” ขาดดุลการค้าไทย 7.19 หมื่นล้านดอลล์ โครงสร้างกีดกันการค้า ยังเป็นโจทย์ใหญ่
จับตาหนัก! USTR ชี้ "สหรัฐ" ขาดดุลการค้าไทย 7.19 หมื่นล้านดอลล์ ชี้ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ภาษี แต่คือมาตรการกีดกันทางการค้าที่ซ่อนอยู่ในกฎระเบียบภายใน อาจทำให้สหรัฐเพิ่มแรงกดดันให้ไทยเปิดตลาดมากขึ้น
วันที่ 7 เมษายน 2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (Office of the United States Trade Representative) ได้เผยแพร่รายงานประเมินสถานการณ์ทางการค้า (National Trade Estimate Report) ประจำปี 2569 ซึ่งมีความยาวกว่า 500 หน้า โดยรวบรวมข้อมูลอุปสรรคทางการค้าของประเทศคู่ค้าทั่วโลกอย่างละเอียด เพื่อสะท้อนปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งออกของสหรัฐในแต่ละประเทศ
สำหรับประเทศไทย รายงานระบุว่า สหรัฐขาดดุลการค้าสินค้ากับไทยสูงถึง 7.19 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เพิ่มขึ้นกว่า 58% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ภาคบริการขาดดุล 267 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 90.7% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความไม่สมดุลทางการค้าที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และกลายเป็นหนึ่งในแรงกดดันสำคัญที่ทำให้สหรัฐเพิ่มความเข้มข้นในการจับตานโยบายการค้าของไทยมากขึ้น
แม้ในภาพรวม ไทยจะมีอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยไม่สูงนัก โดยรายงานระบุว่า ภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรอยู่ในระดับประมาณ 27% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมอยู่ราว 7% แต่รายงานชี้ว่า อุปสรรคหลักกลับไม่ได้อยู่ที่ภาษี หากแต่อยู่ในมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) โดยเฉพาะในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่ไทยยังคงใช้มาตรการปกป้องตลาดภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างสำคัญคือ การจำกัดการนำเข้าเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอล ซึ่งต้องขออนุญาตจากกระทรวงพลังงาน และในทางปฏิบัติไม่มีการอนุมัตินำเข้ามาตั้งแต่ปี 2548 รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการต้องซื้อสินค้าในประเทศก่อนจึงจะนำเข้าได้ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง กาแฟ หรือมันฝรั่ง ซึ่งสหรัฐมองว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด
ในภาคเกษตรและอาหาร มาตรการด้านสุขอนามัย (SPS) ของไทยยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งสำคัญ โดยสหรัฐระบุว่าไทยกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดเกินความจำเป็น เช่น การจำกัดการนำเข้าเนื้อโคที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง แม้จะมีมาตรฐานสากลรองรับ รวมถึงการที่ไทยยังไม่กำหนดค่ามาตรฐานสารตกค้าง (MRL) สำหรับเนื้อสุกร ส่งผลให้เนื้อหมูจากสหรัฐไม่สามารถเข้าสู่ตลาดไทยได้โดยพฤตินัย ขณะเดียวกันไทยยังใช้มาตรการห้ามนำเข้าสัตว์ปีกจากทั้งประเทศเมื่อเกิดไข้หวัดนก แทนที่จะจำกัดเฉพาะพื้นที่ตามแนวทางสากล นอกจากนี้ยังมีการเก็บค่าธรรมเนียมตรวจสอบความปลอดภัยของเนื้อสัตว์ในระดับที่สูงกว่าต้นทุนจริง ซึ่งถูกมองว่าเป็นค่าธรรมเนียมแฝงที่เพิ่มภาระให้ผู้ส่งออก
นอกจากมาตรฐานสินค้าแล้ว รายงานยังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดเชิงกระบวนการ เช่น การกำหนดให้โรงงานในประเทศผู้ส่งออกต้องผ่านการรับรองเป็นรายแห่งจากหน่วยงานไทย ซึ่งมีขั้นตอนซับซ้อนและใช้เวลานาน รวมถึงกระบวนการอนุมัติสินค้าใหม่ที่ล่าช้า สะท้อนข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพของระบบกำกับดูแล มากกว่าจะเป็นเพียงมาตรการด้านความปลอดภัย
ในด้านศุลกากร รายงานยังตั้งข้อสังเกตต่อระบบเงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ที่ริเริ่มการตรวจสอบ ซึ่งแม้จะมีการปรับปรุงกฎหมายแล้ว แต่ยังถูกมองว่าอาจก่อให้เกิดแรงจูงใจที่บิดเบือนและกระทบต่อความโปร่งใสของระบบ ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรม ไทยยังไม่ยอมรับมาตรฐานยานยนต์ของสหรัฐ (FMVSS) อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนจากสหรัฐฯ เผชิญข้อจำกัดด้านเทคนิค
นอกเหนือจากภาคสินค้า รายงานยังชี้ให้เห็นว่าไทยยังมีข้อจำกัดในภาคบริการและเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น การกำหนดให้ธุรกรรมชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทต้องประมวลผลภายในประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อผู้ให้บริการต่างชาติ รวมถึงกฎหมายด้านดิจิทัลที่เปิดช่องให้รัฐมีอำนาจควบคุมเนื้อหาออนไลน์ในวงกว้าง นอกจากนี้ ในภาคการเงิน ไทยยังจำกัดจำนวนใบอนุญาตธนาคารต่างชาติ และกำหนดเพดานการถือหุ้นในธุรกิจประกันภัยและบริการบางประเภท ซึ่งสะท้อนว่าตลาดบริการยังไม่ได้เปิดเสรีอย่างเต็มที่
ในด้านการลงทุน รายงานยังระบุว่า ไทยยังคงมีข้อจำกัดต่อการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในหลายสาขาธุรกิจภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดเพดานการถือหุ้นในบางกิจการ และข้อจำกัดในภาคบริการสำคัญ ซึ่งสะท้อนว่าการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาของเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว
ในด้านทรัพย์สินทางปัญญา ไทยยังคงอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List) แม้จะมีความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมาย แต่ปัญหาสินค้าปลอม การละเมิดลิขสิทธิ์ และความล่าช้าในการพิจารณาสิทธิบัตรยังคงเป็นประเด็นสำคัญ ขณะที่ในมิติแรงงานและสิ่งแวดล้อม สหรัฐฯ ยังคงกังวลเรื่องเสรีภาพในการรวมตัวของแรงงาน การบังคับใช้แรงงาน และการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการค้าในระยะยาว
ในภาพรวม รายงานของ USTR สะท้อนให้เห็นว่า โจทย์การค้าของไทยไม่ได้อยู่ที่อัตราภาษีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโครงสร้างกฎระเบียบและนโยบายภายในประเทศที่ยังมีลักษณะปกป้องตลาดในหลายมิติ ทั้งสินค้า บริการ และเศรษฐกิจดิจิทัล ท่ามกลางตัวเลขการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันให้ไทยเปิดตลาดมากขึ้นในอนาคต ทั้งในด้านสินค้าเกษตร มาตรฐานแรงงาน และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นความท้าทายเชิงนโยบายที่ไทยต้องบริหารอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเปิดเศรษฐกิจกับการคุ้มครองผู้ประกอบการภายในประเทศในระยะยาว
อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ : ustr.gov