วรา จันทร์มณี วินิจฉัย เคสผ่าตัดใหญ่ (กระทรวง) 'ท่องเที่ยว วัฒนธรรม กีฬา'
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
วรา จันทร์มณี
วินิจฉัย เคสผ่าตัดใหญ่
(กระทรวง) ‘ท่องเที่ยว วัฒนธรรม กีฬา’
ยังคงมีคอมเมนต์อย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับประเด็นการผ่าตัดแยกร่าง ‘กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา‘ โดยโอนย้ายกระทรวงการท่องเที่ยวไปหลอมรวมกับ ‘กระทรวงวัฒนธรรม’ ส่วนกีฬา แยกออกมาตั้งโดดๆ เป็น ‘กระทรวงกีฬา’ โดยวางไทม์ไลน์ไว้ว่า จะเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาฯ ได้ภายใน 6 เดือน
เรียกได้ว่าเป็นวาระแรกๆ ของ ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ โดยให้เหตุผลถึงการเดินหน้าพัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ และมุ่งหวังให้ภารกิจงานสอดคล้องกันระหว่างงานด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว
ต้องยอมรับว่า สายดราม่า วิวาทะไม่สนุก เพราะบรรยากาศโดยรวม ภาคส่วนต่างๆ ค่อนข้างเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน คือไม่คัดค้าน หรือแม้จะมีข้อแย้ง ก็เป็นในเรื่องรายละเอียดปลีกย่อย
วรา จันทร์มณี นักวิชาการอิสระด้านสังคมศาสตร์ เลขาธิการเครือข่ายประชาชนเข้มแข็ง ผู้เกาะติดการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมและเหตุบ้านการเมืองอย่างเหนียวแน่น คืออีกคนที่ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า ในเชิงหลักการ ถ้ามีการศึกษารองรับที่ดี ‘ก็เห็นด้วย’ แต่ยังมีข้อห่วงใยในดีเทลที่น่ารับฟัง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมองว่า แท้จริงแล้วควรแยกเป็น 3 กระทรวงด้วยซ้ำไป แต่ต้องแก้ปัญหาบริหารจัดการให้ได้
และต่อไปนี้ คือคำตอบในหลายคำถามจากภาคประชาสังคมที่มองเข้าไปในระบบราชการ ก่อนการโอนย้ายที่กำลังดำเนินไปตามขั้นตอนทุกขณะ
: ขอเข้าประเด็นเลยว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการหลอมรวมกระทรวงวัฒนธรรมควบการท่องเที่ยว และโยกกีฬาออกมาตามที่รัฐบาลบอกว่าหวังมุ่งพัฒนาแบบจัดเต็ม?
ผมยังไม่เห็นว่ามันมีการศึกษารองรับแล้วหรือยัง ถ้ามีการศึกษารองรับที่ดี ก็เห็นด้วย เพราะลักษณะการทำงานของกระทรวงกีฬาก็ต่างกันอยู่แล้วกับกระทรวงท่องเที่ยว ส่วนการนำกระทรวงท่องเที่ยวมารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม ต่างประเทศก็ทำอยู่ เช่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ประเทศที่แยก คือฝรั่งเศส ญี่ปุ่น
ส่วนตัวไม่ยึดติดกับรูปแบบว่าแยกหรือรวม มันจะแยกหรือรวมก็ได้ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ แต่ประเด็นคือ บ้านเมืองเรามีปัญหาการรวมศูนย์อำนาจ ความน่าเป็นห่วงคือ ธรรมาภิบาล การจัดการในแต่ละกระทรวง โดยรูปแบบ เห็นด้วย แต่ต้องมีแผนการทำงานรองรับว่า เมื่อรวมแล้ว จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ อย่างกระทรวงกีฬา ถ้าแยกไปแล้ว ทำอย่างไรให้ไม่มีการผูกขาดโดยพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
จริงๆ แล้ว วัตถุประสงค์ของกระทรวงวัฒนธรรม คือ 1. การอนุรักษ์ 2. การสนับสนุนส่งเสริม 3. การสร้างนวัตกรรม
สำหรับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ผมไม่ทราบว่าใช้ตัวชี้วัดอะไร แต่ถ้ามารวมกัน กระทรวงการท่องเที่ยวและกระทรวงวัฒนธรรม มีความแตกต่างกันคือ การท่องเที่ยว เน้นเรื่องเงิน มูลค่า เน้นจีดีพี
แต่ความย้อนแย้งกันคือ กระทรวงวัฒนธรรมเน้นเรื่องคุณค่า ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็ยังทำได้ไม่ดี เช่น เรื่องซอฟต์เพาเวอร์ ไม่ได้สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่จริงๆ อย่างเทศกาลหุ่นเพชรบุรี ใช้เงินผ่านหน่วยงานในจังหวัด ให้หนังตะลุงทั้งจังหวัดมาออกโรงแสดง แต่ชาวบ้านในเพชรบุรียังไม่รู้เรื่องเลยว่ามันเป็นงานอะไร
และสิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้ทำก็คือ การส่งเสริมองค์ความรู้ เช่น หนังตะลุง เขาก็เล่นกันตามๆ กันมา สืบทอดจากบรรพบุรุษ โดย 1. ไม่มีนวัตกรรม ไม่มีองค์ความรู้ใหม่ๆ ไม่ได้รับการขยายองค์ความรู้ หรือส่งเสริมพัฒนาความสามารถ 2. ไม่มีการช่วยขยายความตระหนักรู้ ความเข้าใจไปสู่สังคม ขาดการยึดโยงเรื่องวัฒนธรรมกับชุมชน และสังคม
การจัดการวัฒนธรรมของกระทรวงวัฒนธรรมในปัจจุบัน ก็เป็นการจัดการแบบรวมศูนย์ผ่านกลไกราชการ ทำอีเวนต์จบไป โดยไม่ได้สร้างรากลึกทางวัฒนธรรม
แม้กระทั่งการอนุรักษ์เอง กระทรวงวัฒนธรรมก็ยังมีปัญหาว่า 1. บุคลากรไม่พอ 2. งบประมาณไม่พอ 3. หน่วยงานด้านการอนุรักษ์ก็ยังมีนอมินี หรือแม้กระทั่งการจัดซื้อผลงานศิลปะของศิลปินในบางหน่วยงาน
รวมถึงตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ ล้วนมีปัญหาการผูกขาดอำนาจในการตัดสินใจทั้งสิ้น
: คิดว่าอุปสรรค ปัญหา และความท้าทายในภารกิจนี้ (ถ้ามี) คืออะไร?
ถ้ามองในแง่ดีว่า การรวมกันระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวกับกระทรวงวัฒนธรรม ความท้าทายคือ เราจะพัฒนาความหยุดนิ่งหรือระบบการบริหารจัดการที่ไม่มีคุณภาพของกระทรวงวัฒนธรรมให้มีคุณภาพได้อย่างไร โดยเอาแนวคิดเรื่องการค้า และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเข้าไป
ปัญหาคือ ฝั่งการท่องเที่ยวเอง ก็คิดแต่มูลค่า ตัวเลข โดยไม่คิดถึงเรื่องคุณค่า คุณต้องสนับสนุนภายใต้การให้รายละเอียด ข้อมูล คือเป็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ
ลองดูเกาหลีใต้สิว่าเขามีคุณภาพแค่ไหน ไม่ใช่ว่ารวมกระทรวงแค่รูปแบบ แต่ไม่สามารถทำให้มันมีธรรมาภิบาลได้เหมือนเขา จะรวมหรือไม่รวม มันก็เหมือนเดิม
: คอมเมนต์ของปลัดกระทรวงท่องเที่ยวฯ ระบุว่า เห็นด้วยเพราะจะได้ทำงาน ‘เป็นเอกภาพ’ ลดความซ้ำซ้อนซึ่งที่ผ่านมาไม่มี ‘โปรดักต์’ ในมือ เพราะมรดกวัฒนธรรมที่ใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยวอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรม ส่วนตัวมองอย่างไร?
ใช่ โดยหลักการแล้ว เห็นด้วยกับปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ แต่ผมเป็นห่วงในรายละเอียด เพราะ 2 กระทรวงนี้ คือหน่วยงานหัวใจที่จะสร้างรายได้ให้ประเทศ แต่สิ่งที่ขาดคือ 1. บุคลากร 2. งบประมาณ 3. การบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพและไม่ถูกแทรกแซงจากนักการเมือง จะทำอย่างไร ข้อนี้สำคัญ
เช่นเดียวกันกับกระทรวงกีฬา เราก็เห็นอยู่แล้วว่าปัจจุบัน งบประมาณกีฬา มันเหมือนจะใช้ไปซัพพอร์ตบางจังหวัดมากไปหรือเปล่า บางจังหวัดที่เป็นสีน้ำเงิน (หัวเราะ)
อีกอย่างหนึ่งในมุมมองวิชาการ มันไม่ใช่เรื่องของนโยบายในการบริหารจัดการระบบราชการอย่างเดียว แต่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองอยู่ด้วย
: มีผู้ตั้งข้อสังเกตอยู่เหมือนกัน ว่างานนี้เอี่ยว ‘การเมือง’?
ชัดเจน พรรคสีน้ำเงินมีความเชี่ยวชาญมากในการทำงานการเมืองเชิงพื้นที่ เราจะเห็นว่า อสม.ก็สามารถถูกนำมาเป็นกลไกทางการเมืองได้
ข้อมูลที่ผมได้มา พรรคนี้ยังส่งเสริมกิจกรรมเยาวชนให้เล่นกีฬา คือ กีฬา เข้าถึงเยาวชนได้มาก
ในเมื่อพรรคที่มีอำนาจหลักตอนนี้ต้องการฐานเสียงเยาวชน แข่งกับพรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาชน เขาจะมีกิจกรรมอะไรที่จะเข้าไปฉกชิงหรือซื้อใจเยาวชน ก็คือ กีฬา ซึ่งเขาก็ทำอยู่แล้ว ถ้าได้กระทรวงกีฬาไปอีก แน่นอนว่าอาจมีผลทางการเมืองด้วย ฟุตบอล มีแฟนคลับที่เป็นเยาวชน คนหนุ่มสาวเยอะเลย กุศโลบายการทำงานการเมืองผ่านกีฬา ก็เป็นซอฟต์เพาเวอร์อีกอย่างหนึ่ง (หัวเราะ)
เขาก็มีความฉลาดในการจัดการ
: หันมาภาคท่องเที่ยว นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงใหม่ เห็นต่าง โดยมองว่า การรวมกระทรวงท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม อาจทำให้โครงสร้างการท่องเที่ยวที่เป็นตัวหลักในการนำรายได้เข้าประเทศขับเคลื่อนได้ช้า เพราะธรรมชาติ 2 กระทรวงต่างกัน มีทางป้องกันแก้ไขหรือไม่?
ส่วนตัวมองว่า 3 กระทรวงต้องแยกเป็นเอกเทศจากกัน และเข้าไปดูว่าในแต่ละกระทรวงมีปัญหาอะไรที่ต้องปรับแก้ อย่างที่ผมยกตัวอย่างไปว่า กระทรวงวัฒนธรรมมีบุคลากรจำกัด เงินจำกัด เฉพาะโฟกัสโบราณสถานอย่างเดียว ก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว
ทำไมไม่คิดโครงสร้างใหญ่ อย่างบางกระทรวง เช่น กลาโหม มีงบประมาณตั้ง 2 แสนกว่าล้าน ทำไมไม่กระจายงบประมาณไปยังกระทรวงที่ยังมีความต้องการ อย่าไปเน้นที่อำนาจทางการเมือง หรือการทหารมากเกินไป การจะพัฒนาประเทศไปข้างหน้า ตรงไหนขาด ก็ต้องเอาไปเจือจุน กระทรวงวัฒนธรรมขาดอย่างไร กีฬาขาดอย่างไร หรือกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ขาดอย่างไร
ทีนี้ เราก็มาแก้ปัญหาแต่ละกระทรวง เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ที่ไม่ประสบความสำเร็จแบบเกาหลีใต้ เพราะไม่สามารถสามารถสื่อสารทางด้านวัฒนธรรมให้ทั่วโลกเข้าใจและซาบซึ้งกับมันอย่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้หรือเปล่า คุณขายแบบอีเวนต์ที่ไม่ยั่งยืนหรือเปล่า
อย่างที่บอก ว่ากระทรวงวัฒนธรรม ปัญหาคือประสิทธิภาพในการสร้างนวัตกรรม วัฒนธรรมมันมีอยู่แล้วในวิถีชีวิต ผู้ขับเคลื่อนคือภาคประชาชนหรือประชาสังคมด้วยซ้ำไป เขาไม่ได้มองว่าตัวเองมีภาระหน้าที่เหมือนนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ที่ว่า ต้องทำอย่างไรให้เข้าใจปัญหาโครงสร้างทางสังคม และชี้เห็นว่าจะทำอย่างไรให้สังคมเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
: ถ้ามองจากมุม ‘คนนอก’ หากมีการดำเนินการจริง คิดว่าข้าราชการกระทรวงไหน ต้องปรับตัวมากที่สุด?
ทุกกระทรวง อย่างไรก็ตาม การปรับตัวมันไม่ได้เกิดจากข้าราชการเท่านั้น
แต่ผู้บริหารเชิงนโยบายต้องมีหลักสูตรการฝึกอบรม ให้ความรู้
ปัญหาคือ เมื่อคุณคิดแบบรัฐรวมศูนย์ จะทำได้แค่ไหน
ดีที่สุดควรแยกไปเลย 3 กระทรวง และส่งเสริมทั้ง 3 กระทรวงให้เข้มแข็ง แต่ต้องไปแก้ปัญหาระบบการบริหารจัดการข้างในให้บูรณาการได้
*สรุปว่า ถ้าจะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ การควบรวมก็น่าสนใจ แต่จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ*
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วรา จันทร์มณี วินิจฉัย เคสผ่าตัดใหญ่ (กระทรวง) ‘ท่องเที่ยว วัฒนธรรม กีฬา’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly