โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

วิกฤตเลบานอนเขย่าสันติภาพ เดิมพันโต๊ะเจรจา อิหร่านใช้ 'ฮอร์มุซ' บีบสหรัฐฯ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเลบานอนอย่างรุนแรง นำมาสู่แถลงการณ์จากฝั่งอิหร่านว่า สหรัฐฯไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ในขณะที่ฝั่งทำเนียบขาวกล่าวยืนยันว่าเลบานอนไม่ได้อยู่ในเงือนไขดังกล่าว ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้เวทีการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ประเทศปากีสถาน ในวันที่ 10 เมษายนนี้ จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่อิสราเอลเข้าโจมตีเลบานอนว่า ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายของผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากอิสราเอลแสดงจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอดว่าไม่ต้องการให้เกิดข้อตกลงหรือการพูดคุยที่นำไปสู่สันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

จากข้อมูลเชิงลึกพบว่า นับตั้งแต่ปี 2024 อิสราเอลพยายามแสดงบทบาทในลักษณะนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปีที่ผ่านมามีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเกิดขึ้นถึง 5 ครั้ง ทั้งแบบเปิดเผยและทางลับ แต่ก่อนที่ข้อตกลงจะบรรลุผล อิสราเอลมักจะใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าแทรกแซง เช่นในกรณี "สงคราม 12 วัน" ในอดีต และครั้งนี้ก็เช่นกันที่อิสราเอลพยายามดึงสหรัฐฯ ให้เข้าร่วมสงครามกับอิหร่านแทนที่จะใช้แนวทางทางการทูต

ความสับสนใน "ข้อเสนอ 10 ข้อ"

ดร.ศราวุฒิกล่าวว่า อุปสรรคสำคัญอีกประการที่ทำให้การเจรจาที่ปากีสถานในวันที่ 10 นี้มีความไม่แน่นอนสูง คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อเสนอ 10 ประการของอิหร่าน ข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่า ทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และอิหร่านอาจได้รับเอกสารคนละชุดหรือมีการตีความที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

ประเด็นที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงคือ เงื่อนไขเกี่ยวกับเลบานอน โดยสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้ในข้อเสนอ แต่อิหร่านและปากีสถานในฐานะตัวกลางยืนยันว่ามีอยู่ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านอ้างสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่ระบุไว้ในข้อเสนอ แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธว่าไม่มีข้อตกลงในเรื่องนี้ ความไม่เข้าใจกันนี้เองที่เป็นบททดสอบสำคัญของปากีสถานในการทำหน้าที่ ปรับเปลี่ยนการสื่อสารเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายกลับมามีความเข้าใจตรงกันอีกครั้ง

“เลบานอน” เงื่อนไขชี้ขาดที่อาจทำให้โต๊ะเจรจาล่ม

ความน่าสนใจของการเจรจาครั้งนี้อยู่ที่ตัวแทนจากฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ตัดสินใจส่ง นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นผู้นำทีมเจรจาแทนที่จะเป็นกลุ่มเหยี่ยว อย่าง จาเร็ด คุชเนอร์ หรือ สตีฟ คอร์น

การส่ง เจดี แวนซ์ ถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกจากมุมมองของอิหร่าน เนื่องจากแวนซ์มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการส่งสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามกับอิหร่านโดยไม่จำเป็น ขณะที่ฝ่ายอิหร่านเองก็ได้ส่งตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจสูงอย่าง ประธานรัฐสภาและโฆษกรัฐสภาเข้าร่วม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหากการพูดคุยเกิดขึ้นจริง มีโอกาสสูงที่จะเห็นความคืบหน้าในเรื่องสำคัญ เช่น การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือการขยายระยะเวลาหยุดยิง

แม้สหรัฐฯ จะพร้อมส่งทีมเจรจา แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ที่ฝั่งอิหร่าน ซึ่งมีการวางเงื่อนไขอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับสถานการณ์ในเลบานอน อิหร่านแสดงท่าทีว่าหากอิสราเอลไม่ยุติสมรภูมิในเลบานอน การส่งทีมเจรจาไปปากีสถานก็อาจไม่เกิดขึ้น

สถานการณ์นี้เห็นได้ชัดจากความเคลื่อนไหวในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์การค้าโลก โดยอิหร่านมีการเปิดให้เรือเดินทะเลผ่านได้ชั่วคราวเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่ได้ทำการปิดอีกครั้งเนื่องจากความขัดแย้งในเลบานอนยังไม่มีทีท่าจะยุติ นี่คือการใช้เครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อกดดันให้สหรัฐฯ ต้องเข้ามาควบคุมการกระทำของอิสราเอล

ทรัมป์กับทางเลือกที่เลี่ยงไม่ได้

ท้ายที่สุดแล้ว สันติภาพจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าจะสามารถควบคุม อิสราเอลได้มากน้อยเพียงใด ดร.ศราวุฒิ ได้ยกตัวอย่างในอดีตที่ทรัมป์เคยสั่งให้เครื่องบินรบอิสราเอลหันหัวกลับขณะกำลังจะโจมตีอิหร่าน เพื่อรักษาบรรยากาศการหยุดยิง

การเจรจาครั้งสำคัญ ณ ประเทศปากีสถาน ซึ่งถูกวางตัวให้เป็น "ทางออก" หรือ "บันไดลง" สำหรับสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการหาข้อยุติความขัดแย้งกับอิหร่าน ทรัมป์ต้องเลือกระหว่างการหยุดยิงเพื่อสร้างสันติภาพ หรือจะปล่อยให้สงครามดำเนินต่อไปผ่านตัวแทนอย่างอิสราเอล หากสหรัฐฯ ยังคงให้ท้ายอิสราเอลโดยไม่จำกัดขอบเขต สันติภาพที่ทรัมป์วาดหวังไว้ก็อาจเป็นเพียงภาพลวงตา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...