เจาะหุ้น Quick-win โครงการรัฐ CK-BEM-STECON
เจาะหุ้น Quick-win โครงการรัฐ "CK-BEM-STECON" เตรียมทยอยเปิดประมูลได้ในไตรมาส 4 ปี 2569
จากกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบายเร่งผลักดันโครงการรัฐ ระยะเร่งด่วน (Quick-win) ทั้งหมด 3 ด้าน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
ด้านที่ 1 เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง เพื่อเปิดให้บริการได้เร็วขึ้น เช่น ถนนพระราม 2 และทางด่วนมอเตอร์เวย์ M6
ด้านที่ 2 เร่งเปิดประมูลโครงการที่ได้รับอนุมัติและมีความพร้อมดำเนินการ เช่น มอเตอร์เวย์ M5, M9 และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2
ด้านที่ 3 เร่งเสนอ ครม. อนุมัติโครงการใหม่ รวมถึงผลักดันโครงการขนาดใหญ่เพิ่มเติม เช่น โครงการ Double Deck, มอเตอร์เวย์ M8 และแลนด์บริดจ์ ที่เชื่อมท่าเรือน้ำลึกระหว่างฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย
จะเห็นว่าความคืบหน้าดังกล่าวของกระทรวงคมนาคม ในการผลักดันโครงการ Quick-win กำลังทำให้เมกะโปรเจกต์ที่ค้างอยู่เริ่มกลับมาอยู่ในความสนใจของตลาดอีกครั้ง เพราะเมื่อไทม์ไลน์มีความชัดเจนมากขึ้น น้ำหนักจึงไม่ได้อยู่แค่มูลค่าโครงการ แต่คือเม็ดเงินที่กำลังจะเริ่มไหลเข้าสู่ระบบ และโฟกัสไปที่บริษัทที่มีโอกาสจะเป็นผู้รับงาน สะท้อนตรงไปยังกลุ่มหุ้นที่อยู่ในห่วงโซ่ก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง
ดาวเด่นหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน
บทวิเคราะห์ บล. ดาโอ มีมุมมองเป็นบวกจากการข่าวข้างต้น โดยระบุว่าการที่รัฐหันกลับมาเดินหน้าผลักดัน โครงการลงทุนขนาดใหญ่ และโครงการส่วนใหญ่ยังเป็นไปตามกรอบโครงการเดิม ขณะที่ยังคงคาดการณ์ว่าโครงการที่จะเร่งผลักดันได้เร็วจะเป็นโครงการในกลุ่ม Quick-win 2 เป็นโครงการที่ผ่าน ครม. ไปแล้ว และมีความพร้อมผลักดันเปิดประมูลอย่างโครงการที่คาดว่า จะทยอยเปิดประมูลได้ในไตรมาส 4 ปี 2569 เช่น รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2
โครงการรัฐ หุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์
นอกจากนี้ สำหรับโครงการในกลุ่ม Quick-win 3 มองว่าโครงการที่มีโอกาสสานต่อได้เร็วจะเป็น Double Deck หลังจากที่ได้ข้อสรุปรายละเอียดแล้วและอยู่ระหว่างรอเสนอ ครม. ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อว่าจะต้องใช้เวลาในการพิจารณาโดยละเอียด
ดังนั้น มองว่าหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์มากที่สุด คือ CK: บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน), BEM: บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ STECON: บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยมีคำแนะนำ ดังนี้
1. หุ้น CK แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 23.00 บาทต่อหุ้น เนื่องจากมองว่าจะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์มากสุดจากโอกาสการเติม Backlog ในอนาคต โดยเบื้องต้นประเมินว่าสำหรับงานใหม่ที่ได้รับทุกๆ 1 หมื่นล้านบาท จะเป็น upside ต่อราคาเป้าหมายของ CK ราว 0.1-0.2 บาทต่อหุ้น
2. หุ้น BEM แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 9.00 บาทต่อหุ้น จะได้อานิสงส์จากการกลับมาเดินหน้าโครงการ Double Deck โดยคาดว่าจะเห็นความคืบหน้ามากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 โดยหากอิงจากการเจรจาก่อนหน้านี้ เบื้องต้นประเมินว่าสำหรับโครงการ Double Deck และการขยายสัมปทานทางด่วนให้ BEM ระยะเวลา 22 ปี 5 เดือน และสุทธิกับการลดค่าผ่านทางลงเหลือ 50 บาท จะเป็น upside ต่อราคาเป้าหมายราว 0.5 บาทต่อหุ้น
3. หุ้น STECON แนะนำ “ถือ” ด้วยราคาเป้าหมาย 12.50 บาท โดยเบื้องต้นประเมินว่าสำหรับงานใหม่ที่ได้รับทุกๆ 1 หมื่นล้านบาท จะเป็น upside ต่อราคาเป้าหมายของ STECON ใกล้เคียงกันกับ CK ราว 0.1-0.2 บาทต่อหุ้น
การกลับมาเร่งเครื่องของภาครัฐในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศนโยบายเชิงภาพใหญ่ แต่กำลังแปลงเป็นเม็ดเงินจริงที่มีโอกาสไหลเข้าสู่ระบบในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโครงการที่ผ่าน ครม. แล้ว และมีความพร้อมเปิดประมูลในระยะถัดไป ซึ่งเป็นตัวเร่ง (Catalyst) ให้หุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานกลับมาอยู่ในเรดาร์อีกครั้ง
ในเชิงกลยุทธ์ ภาพรวมจึงสะท้อนว่า กลุ่มนี้กำลังเข้าสู่ช่วงต้นวัฏจักรใหม่ของการลงทุนภาครัฐ มักเป็นช่วงที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด หากโครงการสามารถเดินหน้าได้ตามไทม์ไลน์
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'นรเศรษฐ์' จี้รัฐทบทวน 'แลนด์บริดจ์' 9.9 แสนล้าน หวั่นไม่คุ้มค่า
- เจาะลึก 'แลนด์บริดจ์' ยุทธศาสตร์เชื่อมโลกใหม่ ทางเลือกใหม่ขนส่งไทย
- เปิดแนวโน้ม 'Green logistics-LogTech' เทรนด์ธุรกิจโลจิสติกส์ที่ต้องจับตา
ติดตามเราได้ที่