โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ภาษีน้ำมัน หนุนคลังเก็บรายได้โต 4.5% เตือนลดภาษีเสี่ยงกระทบฐานรายได้

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 23.46 น. • เผยแพร่ 03 เม.ย. เวลา 06.40 น.

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (เดือนตุลาคม 2568 – กุมภาพันธ์ 2569) โดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ โดยสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิรวมทั้งสิ้น 1.04 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 1,280 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 44,442 ล้านบาท หรือคิดเป็นการขยายตัว 4.5%

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้รายได้ภาครัฐเติบโตในทิศทางบวก มาจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  • การนำส่งเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุล
  • การรับรู้รายได้เหลื่อมปีจากรัฐวิสาหกิจบางแห่ง
  • รายได้จากภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังรัฐบาลมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซลในอัตรา 1 บาทต่อลิตร ส่งผลให้รายได้ของกรมสรรพสามิตขยายตัวโดดเด่น

ในรายละเอียดของการจัดเก็บรายได้ กรมสรรพากรยังคงเป็นหน่วยงานหลักในการจัดเก็บรายได้ โดยสามารถจัดเก็บได้ 813,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าเป้าหมาย 960 ล้านบาท สะท้อนฐานภาษีรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังคงขยายตัวในระดับหนึ่ง

ขณะที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ได้ 234,053 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.3% จากปีก่อน และสูงกว่าเป้าหมาย 4,623 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากภาษีน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ภาษีในหมวดพลังงานขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านกรมศุลกากร จัดเก็บรายได้ได้ 47,166 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,334 ล้านบาท และต่ำกว่าเป้าหมาย 1.3% สะท้อนภาพการนำเข้าที่ชะลอตัวและปัจจัยด้านการค้าระหว่างประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอน

สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ภาษี พบว่ารัฐวิสาหกิจสามารถนำส่งรายได้รวม 89,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 24.4% และสูงกว่าเป้าหมาย 8,674 ล้านบาท ขณะที่หน่วยงานอื่นของรัฐนำส่งรายได้รวม 88,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1% และสูงกว่าเป้าหมาย 12,122 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการบริหารรายจ่ายภาษี พบว่า กรมสรรพากรมีการคืนภาษีสูงกว่าประมาณการ 21,505 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13% จากการเร่งปรับปรุงกระบวนการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังมีการหักเงินจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 23,258 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้สุทธิสุดท้ายของรัฐบาลยังคงสูงกว่าเป้าหมายเพียงเล็กน้อย

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังยังประเมินแนวโน้มในระยะถัดไปว่า การดำเนินนโยบายปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอาจทำได้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากฐานรายได้ของรัฐยังมีความเปราะบาง โดยปัจจุบันรายได้ที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายเพียงเล็กน้อย ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณมีความเสี่ยงที่การจัดเก็บรายได้จะชะลอตัวลง

ทั้งนี้ ปัจจุบันอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 7.44 บาทต่อลิตร และน้ำมันเบนซินอยู่ในช่วง 5.85–7.50 บาทต่อลิตร โดยทุกการปรับลดภาษีลง 1 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้รายได้ภาษีดีเซลลดลงประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน และภาษีเบนซินลดลงประมาณ 800 ล้านบาทต่อเดือน หรือรวมผลกระทบประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน

การศึกษาของกรมสรรพสามิตยังระบุเพิ่มเติมว่า หากมีการปรับลดภาษีทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซลในระดับ 3 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 8,400 ล้านบาทต่อเดือน และหากปรับลดถึง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงวิกฤตราคาพลังงานในอดีต จะส่งผลให้รายได้หายไปสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน

ในกรณีที่เลือกปรับลดเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่ง จะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือนต่อการปรับลด 1 บาท และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ล้านบาท และ 10,000 ล้านบาทต่อเดือน หากปรับลดในระดับ 3 บาท และ 5 บาทต่อลิตร ตามลำดับ

แหล่งข่าวระบุว่า ภายใต้ข้อจำกัดด้านฐานะการคลังดังกล่าว การใช้เครื่องมือภาษีเพื่อแทรกแซงราคาพลังงานจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอาจกระทบต่อเสถียรภาพรายได้ของรัฐบาลในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน และภาระงบประมาณยังอยู่ในระดับสูง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...