โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ก่อนจะรบกันวันนี้ครั้งหนึ่งอิสราเอลเคยส่งอาวุธช่วยอิหร่านทำสงครามมาแล้ว

The Better

อัพเดต 01 เม.ย. เวลา 10.37 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER

1 ก่อนการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 อิหร่านภายใต้การปกครองพระเจ้าชาห์โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี เป็นพันธมิตรและผู้ซื้ออาวุธรายใหญ่ของอิสราเอล อย่างไรก็ตาม หลังจากการปฏิวัติโค่นล้มระบอบพระเจ้าชาห์ และเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบสาธารณรัฐอิสลามอิหราาน รัฐบาลใหม่ของอยาตอลลาห์ โคมัยนี ได้ระงับความสัมพันธ์กับอิสราเอลและแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ต่ออิสราเอลอย่างเปิดเผย

2 แต่ในเวลาเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและอิรักก็เสื่อมลงหลังจากการปฏิวัติ โคมัยนีได้เทศนาแก่ปลุกระดมชาวอิรักที่นับถือนิกายชีอะห์ที่อยู่ติดกับชายแดนอิหร่านให้ดำเนินการปฏิวัติอิสลามต่อไป ในเวลาเดียวกันในช่วงโกลาหลเนื่องมาจากการปฏิวัติในอิหร่าน ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักเห็นช่องทางที่จะยึดครองจังหวัดคูเซสถานของอิหร่าน ซึ่งมีแหล่งน้ำมันทางตอนใต้ของอิหร่านและประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอาหรับ ทำให้สองประเทศหมิ่นเหม่ที่จะเผชิญหน้ากัน

3 ขณะเดียวกันสถานการณ์ก็ซับซ้อนขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ตอนแรกรัฐบาลสายกลางในอิหร่านยังติดต่อซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ อยู่ แต่ในเวสลาต่อกลุ่มหัวรุนแรงในอิหร่านมีอำนาจมาก จนกระทั่งในวันที่ 4 พฤศจิกายน 1979 กลุ่มหัวรุนแรงในอิหร่านได้ยึดสถานทูตสหรัฐฯ และจับพนักงานสถานทูตอเมริกันเป็นตัวประกัน จากเหตุการณ์จับตัวประกันครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงประกาศคว่ำบาตรอิหร่าน

4 หลังจากจากไม่สามารถรับอุปกรณ์ทางทหารจากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ อิหร่านจึงติดต่อรัฐบาลอิสราเอลผ่านช่องทางลับ แม้ว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านจะแสดงท่าทีเป็นศัตรูกับอิสราเอลก็ตาม แต่เพราะทั้งสองมีศัตรูเดียวกันนั่นคืออิรักที่นำโดยซัดดัม ทั้งสองฝ่ายเจรจาข้อตกลงซื้อขายอาวุธลับเบื้องต้นระหว่างสองประเทศ ในช่วงต้นปี 1980 การขายอุปกรณ์ทางทหารครั้งแรกของอิสราเอลให้กับรัฐบาลอิหร่านของอยาตอลลาห์ โคมัยนี เกิดขึ้นเมื่ออิสราเอลขายยางจำนวนมากให้กับอิหร่านสำหรับใช้กับเครื่องบินขับไล่ F-4 Phantom ที่ซื้อจากสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ (ดูรายงานของ The New York Times เรื่อง "Isreael Aide Traces U.S.–Iran Dealings")

5 ในที่สุด เมื่อวันที่ 22 กันยายน 1980 อิรักได้โจมตีอิหร่าน ในสถานการณ์สงครามอิหร่านต้องการอุปกรณ์ทางทหารที่ผลิตในอเมริกาและอังกฤษ เนื่องจากคลังแสงของอิหร่านนั้นอิงจากอาวุธยุทโธปกรณ์ของอเมริกาและอังกฤษที่ได้มาในช่วงการปกครองของพระเจ้าชาห์ (จากการรายงานของ Washington Report on Middle East Affairs, Israeli Arms Sales to Iran) ดังนั้นอิหร่านยังคงติดต่อกับอิสราเอลต่อไป ภารกิจแรกจากอิสราเอลในช่วงต้นปี 1980 ตามมาด้วยภารกิจที่สองในเดือนตุลาคม 1980ภารกิจที่สองส่งผลให้เกิดข้อตกลงด้านอาวุธชุดใหม่ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1980 ชิ้นส่วนรถถัง Scorpion และยาง 250 เส้นสำหรับเครื่องบิน F-4 ถูกส่งไปยังอิหร่าน (ดูรายงานของ The New York Times เรื่อง "Israel Is Said to Have Sold Iran F-4 Tires")

6 ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ ที่เป็นของอิสราเอลก็ถูกขนส่งอย่างลับๆ จากสถานที่จัดเก็บในยุโรปไปยังท่าเรือชาบาฮาร์ บันดาร์อับบาส และบูเชห์รของอิหร่าน เสบียงทางทหารประกอบด้วยชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับเครื่องบิน F-4 เฮลิคอปเตอร์ และระบบขีปนาวุธที่ผลิตโดยสหรัฐอเมริกา รัฐบาลสหรัฐฯ ทราบเรื่องการขายอุปกรณ์ทางทหาร และต่อมาได้กดดันรัฐบาลอิสราเอลให้หยุดการขายในอนาคต ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเจรจากับอิหร่านเพื่อปล่อยตัวพนักงานสถานทูตอเมริกันที่ถูกจับเป็นตัวประกัน

7 ต่อมาอิสราเอลเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องขายอาวุธให้อิหร่าน สหรัฐฯ จึงยอมให้มีการขายให้ได้แต่ต้องเป็นอาวุธที่ไม่มีความซับซ้อน อิสราเอลจึงเริ่มขายยุทโธปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ ที่ไม่ซับซ้อนให้กับอิหร่าน แต่แล้วอิสราเอลก็ละเมิดข้อตกลงโดยขายยุทโธปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ ที่ซับซ้อนกว่าให้กับอิหร่านด้วยเช่นกัน เพื่อดำเนินการขายที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ หน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้จัดตั้งปฏิบัติการลับในนครนิวยอร์ก จากข้อมูลในหนังสือ Profits of War: Inside the Secret U.S.–Israeli Arms Network. เมื่อปี 2015 ระบุว่าหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้ดำเนินกิจการบริษัทบังหน้าที่มีพนักงาน 50 คนบนถนนจอห์น ในย่านวอลล์สตรีท สำนักงานดังกล่าวถูกใช้เพื่อสั่งการให้จัดซื้ออุปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ อย่างลับๆ เพื่อนำไปขายต่อให้อิหร่าน ต่อมาสำนักงานย้ายไปที่ลอนดอน

8 ในช่วงต้นปี 1982 หลังจากที่พบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล อาริเอล ชารอน ละเมิดข้อตกลง รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเพิกถอนความยินยอมในการขายยุทโธปกรณ์ทางทหารใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ โดยอิสราเอลให้กับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอิสราเอลจะขายยุทโธปกรณ์ให้กับอิหร่านต่อไปก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังคงมอบอาวุธที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ให้กับอิสราเอลต่อไป แม้จะเห็นได้ชัดว่าอาวุธเหล่านั้นไปลงเอยที่อิหร่านในเวลาต่อมาก็ตาม

9 ไม่เพียงแค่การขายอาวุธให้เท่านั้น ยังมีการส่งผู้เชี่ยวชาญจากอิสราเอลไปยังอิหร่านด้วย โดยมีข้อมูลในเอกสารของสหประชาชาติ UN Document A/36/518. ระบุว่าที่ปรึกษาทางทหารและพลเรือนของอิสราเอลเดินทางถึงอิหร่านสามวันหลังจากการเริ่มต้นสงครามกับอิรัก เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่กองบัญชาการทหารของอิหร่าน ตลอดช่วงสงคราม มีที่ปรึกษาและช่างเทคนิคชาวอิสราเอลอยู่ในอิหร่านไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคนเสมอ โดยอาศัยอยู่ในค่ายที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวทางตอนเหนือของกรุงเตหะราน และผู้เชี่ยวชาญชาวอิสราเอลก็ยังคงอยู่ที่นั่นแม้หลังจากการหยุดยิงแล้วจากข้อมูลในหนังสือ The Gulf War: its origins, history and consequences เมื่อปี 1982

10 อย่างไรก็ตาม ระหว่างและหลังสงคราม เจ้าหน้าที่อิหร่านปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอิสราเอล และอิสราเอลว่าเป็น "รัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" อยาตอลลาห์ รูฮอลลาห์ โคมัยนี ผู้นำอิหร่านในช่วงสงคราม ปฏิเสธอย่างโกรธเคืองว่าอาวุธของอิสราเอลไม่ได้ถูกส่งไปยังอิหร่าน ในสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 1981 เขายืนยันว่าศัตรูของอิหร่านกำลังพยายามบ่อนทำลายการปฏิวัติอิสลามโดยการเผยแพร่ข่าวลือเท็จเกี่ยวกับการร่วมมือกันระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน

ทำไมอิสราเอลจึงต้องช่วยอิหร่าน?
โรเนน เบอร์กแมน (Ronen Bergman) เป็นนักข่าวสืบสวนสอบสวนและนักเขียนชาวอิสราเอล และนักเขียนประจำของนิตยสาร The New York Times Magazine กล่าวว่าเป้าหมายของอิสราเอลในการช่วยอิหร่านคือการฟื้นฟูอิทธิพลบางส่วนในอิหร่านซึ่งสูญเสียไปเมื่อพระเจ้าชาห์พ่ายแพ้ในปี 1979 ป้องกันไม่ให้อิรักเข้ายึดครองอิหร่านเนื่องจากพวกอิสราเอลกลัวซัดดัม ฮุสเซนจะได้รับชัยชนะ ซึ่งจะเป็นผลเสียต่ออิสราเอล นอกจากนี้การช่วยอิหร่านด้านอาวุธยังช่วยสร้างธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมอาวุธของอิสราเอลด้วย

เดวิด เมนาชรี (David Menashri) จากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านอิหร่าน กล่าวว่า "ตลอดช่วงทศวรรษ 1980 ไม่มีใครในอิสราเอลพูดถึงภัยคุกคามจากอิหร่านเลย แม้แต่คำนั้นก็ยังไม่เคยถูกเอ่ยออกมา"

แต่ปัจจุบันอิหร่านกลับกลายเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งของอิสราเอล และทั้งสองทำสงครามครั้งใหญ่มาสองครั้งแล้วนับตั้งแต่ปี 2025 จนล่าสุดคือในปีนี้

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - Wikipedia

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...