ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ก่อนจะรบกันวันนี้ครั้งหนึ่งอิสราเอลเคยส่งอาวุธช่วยอิหร่านทำสงครามมาแล้ว
1 ก่อนการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 อิหร่านภายใต้การปกครองพระเจ้าชาห์โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี เป็นพันธมิตรและผู้ซื้ออาวุธรายใหญ่ของอิสราเอล อย่างไรก็ตาม หลังจากการปฏิวัติโค่นล้มระบอบพระเจ้าชาห์ และเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบสาธารณรัฐอิสลามอิหราาน รัฐบาลใหม่ของอยาตอลลาห์ โคมัยนี ได้ระงับความสัมพันธ์กับอิสราเอลและแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ต่ออิสราเอลอย่างเปิดเผย
2 แต่ในเวลาเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและอิรักก็เสื่อมลงหลังจากการปฏิวัติ โคมัยนีได้เทศนาแก่ปลุกระดมชาวอิรักที่นับถือนิกายชีอะห์ที่อยู่ติดกับชายแดนอิหร่านให้ดำเนินการปฏิวัติอิสลามต่อไป ในเวลาเดียวกันในช่วงโกลาหลเนื่องมาจากการปฏิวัติในอิหร่าน ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักเห็นช่องทางที่จะยึดครองจังหวัดคูเซสถานของอิหร่าน ซึ่งมีแหล่งน้ำมันทางตอนใต้ของอิหร่านและประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอาหรับ ทำให้สองประเทศหมิ่นเหม่ที่จะเผชิญหน้ากัน
3 ขณะเดียวกันสถานการณ์ก็ซับซ้อนขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ตอนแรกรัฐบาลสายกลางในอิหร่านยังติดต่อซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ อยู่ แต่ในเวสลาต่อกลุ่มหัวรุนแรงในอิหร่านมีอำนาจมาก จนกระทั่งในวันที่ 4 พฤศจิกายน 1979 กลุ่มหัวรุนแรงในอิหร่านได้ยึดสถานทูตสหรัฐฯ และจับพนักงานสถานทูตอเมริกันเป็นตัวประกัน จากเหตุการณ์จับตัวประกันครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงประกาศคว่ำบาตรอิหร่าน
4 หลังจากจากไม่สามารถรับอุปกรณ์ทางทหารจากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ อิหร่านจึงติดต่อรัฐบาลอิสราเอลผ่านช่องทางลับ แม้ว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านจะแสดงท่าทีเป็นศัตรูกับอิสราเอลก็ตาม แต่เพราะทั้งสองมีศัตรูเดียวกันนั่นคืออิรักที่นำโดยซัดดัม ทั้งสองฝ่ายเจรจาข้อตกลงซื้อขายอาวุธลับเบื้องต้นระหว่างสองประเทศ ในช่วงต้นปี 1980 การขายอุปกรณ์ทางทหารครั้งแรกของอิสราเอลให้กับรัฐบาลอิหร่านของอยาตอลลาห์ โคมัยนี เกิดขึ้นเมื่ออิสราเอลขายยางจำนวนมากให้กับอิหร่านสำหรับใช้กับเครื่องบินขับไล่ F-4 Phantom ที่ซื้อจากสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ (ดูรายงานของ The New York Times เรื่อง "Isreael Aide Traces U.S.–Iran Dealings")
5 ในที่สุด เมื่อวันที่ 22 กันยายน 1980 อิรักได้โจมตีอิหร่าน ในสถานการณ์สงครามอิหร่านต้องการอุปกรณ์ทางทหารที่ผลิตในอเมริกาและอังกฤษ เนื่องจากคลังแสงของอิหร่านนั้นอิงจากอาวุธยุทโธปกรณ์ของอเมริกาและอังกฤษที่ได้มาในช่วงการปกครองของพระเจ้าชาห์ (จากการรายงานของ Washington Report on Middle East Affairs, Israeli Arms Sales to Iran) ดังนั้นอิหร่านยังคงติดต่อกับอิสราเอลต่อไป ภารกิจแรกจากอิสราเอลในช่วงต้นปี 1980 ตามมาด้วยภารกิจที่สองในเดือนตุลาคม 1980ภารกิจที่สองส่งผลให้เกิดข้อตกลงด้านอาวุธชุดใหม่ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 1980 ชิ้นส่วนรถถัง Scorpion และยาง 250 เส้นสำหรับเครื่องบิน F-4 ถูกส่งไปยังอิหร่าน (ดูรายงานของ The New York Times เรื่อง "Israel Is Said to Have Sold Iran F-4 Tires")
6 ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ ที่เป็นของอิสราเอลก็ถูกขนส่งอย่างลับๆ จากสถานที่จัดเก็บในยุโรปไปยังท่าเรือชาบาฮาร์ บันดาร์อับบาส และบูเชห์รของอิหร่าน เสบียงทางทหารประกอบด้วยชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับเครื่องบิน F-4 เฮลิคอปเตอร์ และระบบขีปนาวุธที่ผลิตโดยสหรัฐอเมริกา รัฐบาลสหรัฐฯ ทราบเรื่องการขายอุปกรณ์ทางทหาร และต่อมาได้กดดันรัฐบาลอิสราเอลให้หยุดการขายในอนาคต ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเจรจากับอิหร่านเพื่อปล่อยตัวพนักงานสถานทูตอเมริกันที่ถูกจับเป็นตัวประกัน
7 ต่อมาอิสราเอลเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องขายอาวุธให้อิหร่าน สหรัฐฯ จึงยอมให้มีการขายให้ได้แต่ต้องเป็นอาวุธที่ไม่มีความซับซ้อน อิสราเอลจึงเริ่มขายยุทโธปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ ที่ไม่ซับซ้อนให้กับอิหร่าน แต่แล้วอิสราเอลก็ละเมิดข้อตกลงโดยขายยุทโธปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ ที่ซับซ้อนกว่าให้กับอิหร่านด้วยเช่นกัน เพื่อดำเนินการขายที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ หน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้จัดตั้งปฏิบัติการลับในนครนิวยอร์ก จากข้อมูลในหนังสือ Profits of War: Inside the Secret U.S.–Israeli Arms Network. เมื่อปี 2015 ระบุว่าหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้ดำเนินกิจการบริษัทบังหน้าที่มีพนักงาน 50 คนบนถนนจอห์น ในย่านวอลล์สตรีท สำนักงานดังกล่าวถูกใช้เพื่อสั่งการให้จัดซื้ออุปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ อย่างลับๆ เพื่อนำไปขายต่อให้อิหร่าน ต่อมาสำนักงานย้ายไปที่ลอนดอน
8 ในช่วงต้นปี 1982 หลังจากที่พบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล อาริเอล ชารอน ละเมิดข้อตกลง รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเพิกถอนความยินยอมในการขายยุทโธปกรณ์ทางทหารใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ โดยอิสราเอลให้กับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอิสราเอลจะขายยุทโธปกรณ์ให้กับอิหร่านต่อไปก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังคงมอบอาวุธที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ให้กับอิสราเอลต่อไป แม้จะเห็นได้ชัดว่าอาวุธเหล่านั้นไปลงเอยที่อิหร่านในเวลาต่อมาก็ตาม
9 ไม่เพียงแค่การขายอาวุธให้เท่านั้น ยังมีการส่งผู้เชี่ยวชาญจากอิสราเอลไปยังอิหร่านด้วย โดยมีข้อมูลในเอกสารของสหประชาชาติ UN Document A/36/518. ระบุว่าที่ปรึกษาทางทหารและพลเรือนของอิสราเอลเดินทางถึงอิหร่านสามวันหลังจากการเริ่มต้นสงครามกับอิรัก เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่กองบัญชาการทหารของอิหร่าน ตลอดช่วงสงคราม มีที่ปรึกษาและช่างเทคนิคชาวอิสราเอลอยู่ในอิหร่านไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคนเสมอ โดยอาศัยอยู่ในค่ายที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวทางตอนเหนือของกรุงเตหะราน และผู้เชี่ยวชาญชาวอิสราเอลก็ยังคงอยู่ที่นั่นแม้หลังจากการหยุดยิงแล้วจากข้อมูลในหนังสือ The Gulf War: its origins, history and consequences เมื่อปี 1982
10 อย่างไรก็ตาม ระหว่างและหลังสงคราม เจ้าหน้าที่อิหร่านปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอิสราเอล และอิสราเอลว่าเป็น "รัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" อยาตอลลาห์ รูฮอลลาห์ โคมัยนี ผู้นำอิหร่านในช่วงสงคราม ปฏิเสธอย่างโกรธเคืองว่าอาวุธของอิสราเอลไม่ได้ถูกส่งไปยังอิหร่าน ในสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 1981 เขายืนยันว่าศัตรูของอิหร่านกำลังพยายามบ่อนทำลายการปฏิวัติอิสลามโดยการเผยแพร่ข่าวลือเท็จเกี่ยวกับการร่วมมือกันระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน
ทำไมอิสราเอลจึงต้องช่วยอิหร่าน?
โรเนน เบอร์กแมน (Ronen Bergman) เป็นนักข่าวสืบสวนสอบสวนและนักเขียนชาวอิสราเอล และนักเขียนประจำของนิตยสาร The New York Times Magazine กล่าวว่าเป้าหมายของอิสราเอลในการช่วยอิหร่านคือการฟื้นฟูอิทธิพลบางส่วนในอิหร่านซึ่งสูญเสียไปเมื่อพระเจ้าชาห์พ่ายแพ้ในปี 1979 ป้องกันไม่ให้อิรักเข้ายึดครองอิหร่านเนื่องจากพวกอิสราเอลกลัวซัดดัม ฮุสเซนจะได้รับชัยชนะ ซึ่งจะเป็นผลเสียต่ออิสราเอล นอกจากนี้การช่วยอิหร่านด้านอาวุธยังช่วยสร้างธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมอาวุธของอิสราเอลด้วย
เดวิด เมนาชรี (David Menashri) จากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านอิหร่าน กล่าวว่า "ตลอดช่วงทศวรรษ 1980 ไม่มีใครในอิสราเอลพูดถึงภัยคุกคามจากอิหร่านเลย แม้แต่คำนั้นก็ยังไม่เคยถูกเอ่ยออกมา"
แต่ปัจจุบันอิหร่านกลับกลายเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งของอิสราเอล และทั้งสองทำสงครามครั้งใหญ่มาสองครั้งแล้วนับตั้งแต่ปี 2025 จนล่าสุดคือในปีนี้
โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - Wikipedia