“ตลาดหุ้นเอเชีย” เปิดลบ หลังหยุดยิงอ่าวเปอร์เซียเริ่มสั่นคลอน ดันน้ำมันพุ่งกดดันเงินเฟ้อ
"ตลาดหุ้นเอเชีย" เริ่มตระหนักว่าแม้สงครามจะชะลอ แต่ความเสี่ยงด้านพลังงานยังอยู่เต็มระบบ เมื่อช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิดเต็มที่ และราคาน้ำมันยังสูงกว่าก่อนเกิดความขัดแย้งถึง 40%
วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 08.05 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังในวันพฤหัสบดี หลังเริ่มเห็นรอยร้าว ในข้อตกลงหยุดยิงในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียที่ยังคงเปราะบาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง และตอกย้ำว่าผลกระทบด้านเงินเฟ้ออาจยืดเยื้อกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้
แม้จะมีการประกาศหยุดยิง แต่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ได้กลับมาเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ โดยอิหร่านยังคงมีอิทธิพลเหนือเส้นทางดังกล่าว และเรียกร้องค่าผ่านทางเพื่อแลกกับความปลอดภัยในการเดินเรือ
Nigel Green ซีอีโอของ deVere Group ระบุว่า น้ำมันเกือบ 20% ของโลกยังคงต้องผ่านเส้นทางที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของหนึ่งในคู่ขัดแย้ง ซึ่งไม่สามารถถือว่าเป็นภาวะที่มีเสถียรภาพ พร้อมเสริมว่า แม้จะไม่มีการปิดช่องแคบโดยสมบูรณ์ แต่เพียงแค่มีความเสี่ยง ก็เพียงพอที่จะผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นได้
ด้านตลาดการเงิน ราคาน้ำมันดิบสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น 2.8% อยู่ที่ 96.99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 2.1% อยู่ที่ 96.74 ดอลลาร์ สะท้อนความกังวลด้านอุปทานพลังงานที่ยังไม่คลี่คลาย
ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวผสมผสาน โดย ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น แกว่งตัวใกล้ระดับเดิม หลังจากปรับขึ้นแรงในวันก่อนหน้า ขณะที่ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับลดลง 0.4% และ ดัชนี MSCI Asia-Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น) อ่อนตัวลง 0.3% ฝั่ง ตลาดสหรัฐ ฟิวเจอร์สของ S&P 500 และ Nasdaq ปรับลดลง 0.2% หลังแรงบวกก่อนหน้าเริ่มแผ่วลง ขณะที่ตลาดยุโรป มีทิศทางผสม โดยEUROSTOXX 50 ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% ส่วน DAX ลดลง 0.3% และ FTSE เพิ่มขึ้น 0.5%
แรงกดดันเงินเฟ้อยังคงเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งประมาณ 40% ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกระแทกด้านเงินเฟ้อทั่วโลกกำลังจะเริ่มสะท้อนในข้อมูลเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ตลาดคาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์จะเพิ่มขึ้น 0.4% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง โดยตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นในช่วงหลัง
ในด้านนโยบายการเงิน รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ระบุว่า กรรมการจำนวนมากเริ่มมองว่าอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แม้บางส่วนยังคาดหวังว่าการเคลื่อนไหวครั้งถัดไปอาจเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ขณะที่JPMorgan ประเมินว่า เฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปีนี้ ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง จากเดิมที่คาดว่าจะขึ้น 2 ครั้ง
ด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี อยู่ที่ 4.29% เพิ่มขึ้นจากระดับ 3.96% ก่อนเกิดเหตุโจมตีอิหร่าน สะท้อนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
ขณะเดียวกัน ตลาดคาดว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.07% ในปีนี้ ลดลงอย่างมากจากที่เคยคาดว่าจะลดถึง 0.50%
ในตลาดเงิน ค่าเงินดอลลาร์เริ่มฟื้นตัว โดยยูโรเคลื่อนไหวที่ระดับ 1.1660 ดอลลาร์ ขณะที่เยนอยู่ที่ 158.60 ต่อดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำทรงตัวที่ 4,718 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากก่อนหน้านี้ปรับขึ้นไปแตะระดับ 4,777 ดอลลาร์
อ้างอิง : www.reuters.com