“จีน” เปิดเกมการทูต โชว์บทบาทคนกลางโลก เรียกร้องยุติสงครามอิหร่านเด็ดขาด
"จีน" เปิดเกมการทูต เรียกร้องยุติสงครามอิหร่านเด็ดขาด เข้าสู่โต๊ะเจรจา พร้อมส่งสัญญาณบทบาท “ตัวกลาง” ที่อาจกำหนดทิศทางสันติภาพในตะวันออกกลางช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 15.36 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่าจีนประกาศเดินหน้าผลักดันการยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างครอบคลุม หลังสหรัฐถอยจากการขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน และตกลงหยุดยิงกับเตหะราน
โดย Mao Ning โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า จีนจะเดินหน้าลดความตึงเครียดและผลักดันให้ความขัดแย้งยุติลงอย่างสมบูรณ์ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจา
การหยุดยิงดังกล่าวเปิดทางสู่การทูตเข้มข้นในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า โดยคาดว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะเริ่มต้นที่ปากีสถานในวันศุกร์นี้ ขณะเดียวกัน ยังเชื่อมโยงกับแผนการเยือนจีนของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14–15 พฤษภาคม
รายงานของ The New York Times ระบุว่า จีนได้กดดันให้อิหร่าน“ยืดหยุ่นและลดความตึงเครียด” ก่อนถึงเส้นตายที่ทรัมป์ขู่จะทำลายอารยธรรมของอิหร่าน ขณะที่ทรัมป์เองก็ยอมรับว่าได้รับข้อมูลว่าจีนมีบทบาทผลักดันให้อิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจา
แม้จีนจะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดบทบาทของตน แต่ยืนยันว่าได้สื่อสารกับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า จีนมีแรงจูงใจสูงในการลดความขัดแย้ง เนื่องจากผลกระทบต่อเส้นทางพลังงานและการค้าโลก โดยเฉพาะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ
แม้เศรษฐกิจจีนจะมีความยืดหยุ่นจากแหล่งพลังงานหลากหลาย แต่ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงต่อการค้าโลกยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ โดยนักวิเคราะห์อย่าง Sarah Beran ระบุว่า ความปั่นป่วนด้านพลังงาน การค้า และการลงทุนไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ระยะยาวของจีน
ขณะที่Zhu Zhaoyi มองว่า จีนมีบทบาทเชิงบวกในการผลักดันสถานการณ์ให้คลี่คลาย และสะท้อนว่าจีนกับสหรัฐยังสามารถร่วมมือกันในประเด็นผลประโยชน์ร่วมได้
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ โดยเฉพาะประเด็นการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทรัมป์ระบุว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญของการหยุดยิง ขณะที่จีนและรัสเซียเพิ่งใช้สิทธิยับยั้ง (veto) มติสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของเส้นทางดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่ามติ “ไม่เป็นกลาง”
นักวิเคราะห์เชื่อว่า ผู้นำสหรัฐและจีนต่างต้องการให้สงครามยุติก่อนการพบกันในเดือนพฤษภาคม เพื่อเปิดทางให้การเจรจาด้านการค้าและประเด็นยุทธศาสตร์อื่น ๆ เดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางความสัมพันธ์สองประเทศที่ยังอยู่ในภาวะพักรบเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าจะเป็นความร่วมมือที่แท้จริง
อ้างอิง : asia.nikkei.com