ร้านอาหารกัดฟันตรึงราคาสู้ CRG-ไอเบอร์รี่แบกไหว 3 เดือน
ธุรกิจร้านอาหารกัดฟันตรึงราคา เผยสงครามอ่าวพ่นพิษหนัก กระทบต้นทุนขนส่ง-วัตถุดิบ-บรรจุภัณฑ์ ค่ายใหญ่สายป่านยาวแบกต้นทุนได้แค่ 3 เดือน พร้อมงัดกลยุทธ์ฝ่าวิกฤต “CRG-ไอเบอร์รี่” ใช้ขนาดธุรกิจเฉลี่ยต้นทุน-ต่อรองซัพพลายเออร์ ชูความหลากหลายของแบรนด์ในพอร์ตรองรับกำลังซื้อทุกระดับ “โมโมพาราไดซ์” เข้มบริหารจัดการ เน้นใช้วัตถุดิบคุ้มค่า “คอปเปอร์บุฟเฟต์-สุกี้พรศิริ” ประกาศลดราคา-เพิ่มเมนูใหม่ ย้ำขึ้นราคาเป็นทางเลือกสุดท้าย
นางสาวอัจฉรา บุรารักษ์ ผู้ก่อตั้ง iberry Group เจ้าของร้านอาหารและของหวานกว่า 22 แบรนด์ เผยว่าขณะนี้ธุรกิจร้านอาหารกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนสูงเกือบทั้งหมด ทั้งวัตถุดิบ น้ำมัน ขวดพลาสติก หากเป็นสถานการณ์ระยะสั้น หรือประมาณ 3 เดือน ในเครือจะสามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับลูกค้า แต่หากสถานการณ์ลากยาว คงต้องหาแนวทางที่เหมาะสมอีกครั้ง
จุดแข็งของหลากหลายแบรนด์
“การมีร้านอาหารหลายแบรนด์ในเครือช่วยให้เกิดความได้เปรียบในการสั่งซื้อวัตถุดิบ เนื่องจากแต่ละแบรนด์ใช้เครื่องปรุงพื้นฐานเดียวกัน เช่น น้ำปลา น้ำตาล น้ำมัน ทำให้บริหารจัดการต้นทุนได้”
ไม่ว่าจะเผชิญกับความท้าทายแค่ไหน สิ่งที่เครือให้ความสำคัญมากกว่าการสร้างแบรนด์ให้น่าจดจำคือ การรักษารสชาติและคุณภาพของอาหาร เพื่อรักษาลูกค้าเดิมให้กลับมาซื้อซ้ำทั้งนี้ ลูกค้าของ iberry เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นหลัก รวมถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์ ซึ่งทำให้ธุรกิจของกลุ่มนี้ฝ่าฟันอุปสรรคทางเศรษฐกิจมาได้แล้วหลายครั้ง
เช่นเดียวกับนายณัฐ วงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ที่กล่าวถึงผลกระทบต่อมู้ดการจับจ่ายของผู้บริโภค และต้นทุนของผู้ประกอบการว่า ตลาดร้านอาหารปี 2569 มีแนวโน้มโตเพียง 2-3% หรือมีมูลค่าราว 600,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเฉลี่ยปกติที่โต 4% ต่อปี
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทอาศัยความหลากหลายของแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอรองรับทุกระดับกำลังซื้อ โดยโฟกัสทำตลาดแบรนด์ที่ราคาไปได้ในภาวะกำลังซื้อที่ลดลง พร้อมคุมเข้มการใช้งบฯ เช่น การเปิดร้านใหม่ต้องคัดทำเลเข้มข้น คุมค่าก่อสร้างอย่างรอบคอบ
“มั่นใจว่าจะตรึงราคาอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ต่าง ๆ ในเครือได้อีก 3 เดือน เนื่องจากวัตถุดิบส่วนหนึ่งสั่งซื้อแบบทำสัญญาล่วงหน้า ทั้งยังมีสต๊อกวัตถุดิบที่จัดหาไว้แล้วในต้นทุนเดิม”
“โมโมฯ” คุมเข้มต้นทุน
ด้านนายสุรเวช เตลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โนเบิล เรสเตอท์รองต์ จำกัด เจ้าของร้านสุกียากี้สไตล์ญี่ปุ่น Mo-Mo-Paradise เสริมว่า เวลาที่น้ำมันแพงขึ้นทุกอย่างจะค่อย ๆ แพงเป็นลำดับ จึงต้องเตรียมรับสถานการณ์ต้นทุนที่สูงขึ้น
สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญคือ การบริหารจัดการภายในให้ดี ใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า ควบคุมต้นทุนให้ถึงที่สุด และลดการสูญเสียในกระบวนการ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้า โดยไม่ลดคุณภาพ หรือผลักภาระแก่ผู้บริโภคในทันที
“เชื่อว่าในระยะสั้นเรายังรับมือไหว แต่หากสถานการณ์แย่ลงกว่านี้ก็คงต้องใช้แผนสำรองที่เตรียมไว้”
ส่วนปีนี้โมโมฯ ยังตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่อีก 4-5 สาขา หลังจากปี 2568 ตัดสินใจหยุดขยายสาขา เพื่อรีเซตระบบหลังบ้าน แก้ไขจุดอ่อน และสร้างมาตรฐานการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ยอดขายสาขาเดิมไม่เติบโต รวมถึงมีเสียงสะท้อนจากลูกค้าเรื่องบริการ
“ปัจจุบันโมโมฯ มี 31 สาขา แบ่งเป็นร้านมาตรฐาน 29 สาขา และ Mo-Mo-Paradise Gold อีก 2 สาขา”
“ขึ้นราคา” สิ่งสุดท้ายที่จะทำ
นางสาวพีชญ สุขวิบูลย์ เจ้าของร้านสุกี้ผัดแห้งชื่อดัง “สุกี้พรศิริ” กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนสูงขึ้นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งทางร้านแบกรับส่วนที่เพิ่มไว้เอง เบื้องต้นประเมินความเสี่ยงไว้ที่ 3 เดือน หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น คงต้องปรับบางอย่าง เช่น ออกเมนูใหม่ที่เข้าถึงง่ายขึ้น หรือปรับปริมาณให้สอดคล้องกับต้นทุน แต่ขอยืนยันว่าการขึ้นราคาเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำ
“บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดการระบบหลังบ้านและต้นทุนอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากอยู่ในจุดที่ขายดีแต่เจ๊ง ยิ่งมีหน้าร้านและขายผ่านช่องทางดีลิเวอรี่
ยิ่งต้องคำนึงถึงค่าเช่าที่ ค่า GP คำนวณคร่าว ๆ ก็เป็นสัดส่วนเกือบ 40%”
ทั้งนี้ รายได้สุกี้พรศิริมาจากหน้าร้านและดีลิเวอรี่ (LINE MAN Exclusive) อย่างละครึ่ง โดยหน้าร้านมีสาขาถาวร 4 สาขาคือ อารีย์, ราชพฤกษ์, บางนา (The Glass Market) และบางซื่อ รวมถึงร้าน Pop-Up ที่ตั้งชั่วคราวตามศูนย์การค้าต่าง ๆ ซึ่งปีนี้มีแผนจะเพิ่มสาขาถาวรด้วย
“ช่วงที่ขายได้พีกสุด ๆ คือช่วงที่เปิดร้านบน LINE MAN แรก ๆ เฉลี่ยวันละ 2,000 จาน ความตั้งใจหลัก ๆ ปีนี้ต้องการสร้างรายได้โตจากปีที่แล้วประมาณ 2 เท่า”
Copper ลดราคา-ปรับเมนู
ด้านนางสาวพจนีย์ พินิจศักดิ์กุล ประธานกรรมการบริหาร คอปเปอร์ บียอนด์ บุฟเฟต์ เผยว่า ปีนี้ครบรอบ 10 ปีถือเป็นปีที่ท้าทายและอาจจะเหนื่อยที่สุด นับตั้งแต่เปิดดำเนินการมา เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องสงครามที่ทำให้สถานการณ์การท่องเที่ยวคาดเดาได้ยาก รวมถึงปัญหาต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น ปีที่แล้วต้นทุนซีฟู้ดสูงขึ้นถึง 70-80% และคาดว่าปีนี้ต้นทุนรวมจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 10-15%
ฉะนั้นจึงต้องปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงตัดสินใจปรับลดราคาบุฟเฟต์ที่สาขา The Sense ปิ่นเกล้า จากเดิมราคา 1,359 บาท ลดมาอยู่ที่ 999++ บาท หรือ 1,176 บาทสุทธิ ซึ่งถูกลงถึง 14% ราคานี้จะใช้ยาวตลอดทั้งปี เพื่อช่วยให้ลูกค้าเก่าและกลุ่มครอบครัวตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ทั้งกลับมาใช้บริการซ้ำได้บ่อยขึ้น
นอกจากนี้ ยังปรับลดสัดส่วนของเมนูที่มีต้นทุนต่อจานสูง เช่น จากเดิมมี 30% ให้ลดเหลือ 20% เพื่อบริหารค่าเฉลี่ยต้นทุนต่อจานให้สอดคล้องกับราคา แต่ยังคงใช้ซัพพลายเออร์หลักที่นำเข้าวัตถุดิบจากญี่ปุ่นหรือออสเตรเลีย เพียงปรับวิธีการเลือกวัตถุดิบ เช่น ปรับลดขนาดหอยนางรมมิยางิ เพื่อคงคุณภาพระดับพรีเมี่ยมที่เป็นจุดเด่นไว้เช่นเดิม
พร้อมนำเสนอความเป็นพรีเมี่ยมในรูปแบบของประสบการณ์แทน โดยเพิ่มเมนูใหม่ 10 รายการในธีม Fusion “Asian Twist” อาทิ ผสมผสานอาหารจีน-ญี่ปุ่น หรืออิตาเลียน-ญี่ปุ่น และซูชิเมนูใหม่ รวมถึงเพิ่มลูกเล่นความสนุกในการรับประทาน มีมุมสลัด DIY หรือท็อปปิ้งไอศกรีมที่หลากหลาย เพื่อสร้างความคุ้มค่าให้ลูกค้าไม่ให้รู้สึกเบื่อ
ทั้งนี้ เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มทราฟฟิกขึ้นอีก 25% และรักษายอดลูกค้าทั้ง 2 สาขารวมกันให้ได้ถึงเดือนละ 35,000 คน เพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุนตามที่ตั้งเป้าไว้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ร้านอาหารกัดฟันตรึงราคาสู้ CRG-ไอเบอร์รี่แบกไหว 3 เดือน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net