โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาคปชช.ยื่นนายกฯ ปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน ชี้อิง MOP ไม่ตรงต้นทุนจริง จัดหาน้ำมันรัฐต่อรัฐ

ไทยโพสต์

อัพเดต 25 มี.ค. เวลา 08.41 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. เวลา 01.40 น.

ภาคประชาชนยื่น นายกฯ ปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน ชี้อิง MOP ไม่ตรงต้นทุนจริง ดันตั้งทีมจัดหาน้ำมันรัฐต่อรัฐ เพื่อลดต้นทุนพลังงานของประเทศ หลีกเลี่ยงการจัดซื้อผ่านบริษัทนอมินี

25 มี.ค. 2569- กลุ่มขับเคลื่อนภาคประชาชน นำโดย นายพลภาขุน เศรษฐญาบดี ตัวแทนผู้ประสานงานคณะราษฎรไทยแห่งชาติ (ครช.) อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา(สว.)กลุ่ม 17 จ. นครปฐม ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรียกร้องให้ใช้อำนาจเร่งด่วนในการ “ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ” พร้อมเสนอให้ตั้งทีมจัดหาน้ำมันในรูปแบบ “รัฐต่อรัฐ” เพื่อลดต้นทุนพลังงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

สาระสำคัญในหนังสือ ระบุว่า ปัญหาน้ำมันแพงในประเทศไทยไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “โครงสร้างราคาที่บิดเบือนจากต้นทุนจริง” โดยเฉพาะการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตามตลาดสิงคโปร์ (MOP) ซึ่งเป็นราคาที่เปลี่ยนแปลงรายวัน แต่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า น้ำมันที่จำหน่ายในประเทศเป็นน้ำมันที่นำเข้าหรือจัดซื้อไว้ล่วงหน้าประมาณ 90 วัน

กลุ่มผู้ร้องชี้ว่า กลไกดังกล่าวเปิดช่องให้เกิด “ส่วนต่างราคา” อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันสามารถทำกำไรหลายทอด ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญราคาขายปลีกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่สอดคล้องกับต้นทุนแท้จริง

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีและกองทุนน้ำมันที่สร้างภาระซ้ำซ้อน เช่น

- การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงโดยไม่มีการปรับลดตามสถานการณ์วิกฤต
- การจัดเก็บภาษีในหลายชั้น รวมถึงการเก็บซ้ำในระดับท้องถิ่น
-การนำเงินกองทุนน้ำมันไปอุดหนุนเชื้อเพลิงบางประเภทในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมและขาดเหตุผลรองรับ

หนังสือยังระบุถึงความผิดปกติในระบบตลาดน้ำมัน เช่น การตั้งราคาจำหน่ายผ่าน “จ๊อบเบอร์” ที่สูงกว่าราคาหน้าปั๊มอย่างผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้ผู้ใช้รายใหญ่ต้องหันมาใช้บริการสถานีบริการน้ำมันทั่วไป และทำให้เกิดความปั่นป่วนในระบบการกระจายน้ำมัน

ข้อเสนอหลักที่ถูกเน้นย้ำ มีดังนี้:

1. ให้รัฐบาลใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษ โดยเฉพาะมาตรา 3 เพื่อ “ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน” อย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดที่บิดเบือน. ระงับแก้ไขการส่งออกน้ำมันไปยังลาวและเมียนมาร์ในทันทีไม่ใช่ปล่อยเช่นนี้เป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

2. ทบทวนราคาหน้าโรงกลั่น และกำหนดค่าการกลั่นให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง เพื่อลดการได้ประโยชน์เกินควรในช่วงวิกฤต

3. ปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาระทางภาษีอื่นเป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

4. ยุติการใช้กองทุนน้ำมันในลักษณะที่เอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม และให้กลับมาเป็นเครื่องมือช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง

5. ปรับโครงสร้างราคาการจำหน่ายผ่านคลัง (จ๊อบเบอร์) ให้กลับเข้าสู่ระบบปกติและเป็นธรรม

และข้อเสนอสำคัญที่สุด คือ

“ให้จัดตั้งทีมจัดหาน้ำมันในระดับรัฐต่อรัฐ” เพื่อให้ประเทศไทยสามารถซื้อน้ำมันจากประเทศคู่มิตรในราคาที่ต่ำกว่าตลาด ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐบาลโดยตรง แทนการพึ่งพาการนำเข้าผ่านกลไกเอกชนหรือบริษัทตัวกลาง ซึ่งอาจมีการบวกราคาและสร้างต้นทุนแฝง

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของการนำเข้าน้ำมัน และหลีกเลี่ยงการจัดซื้อผ่านบริษัทนอมินีในต่างประเทศที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการปกปิดต้นทุนหรือสร้างราคานำเข้าเทียม

กลุ่มผู้ร้องเห็นว่า ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานระดับโลกเช่นปัจจุบัน รัฐบาลจำเป็นต้องใช้อำนาจบริหารอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และปกป้องประชาชนจากภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ได้มีการตั้งกรอบเวลา 15 วัน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ หากไม่มีความคืบหน้า จะมีการยื่นเรื่องต่อศาลและองค์กรอิสระเพื่อให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารต่อไป

“โครงสร้างราคาน้ำมันวันนี้ ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือความเป็นธรรมของทั้งประเทศ” ตัวแทนกลุ่มกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...