อวสานโลกขั้วอำนาจเดียว อิหร่านโชว์เขี้ยวอสมมาตรขยี้แผ่นรุกรานสหรัฐฯ-อิสราเอล จนลงหลุมฝังศพ
วันที่ 24 มี.ค. 2569 สำนักข่าวThe Room 44 รายงานว่า สถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ได้เปิดแฟ้มเอกสาร 75 หน้า ถึงสื่อมวลชนในประเทศไทย โดยขึ้นหัวข้อว่า “กฎหมายระหว่างประเทศยังคงดำรงอยู่ได้หรือไม่ ท่ามกลางกระแสการโจมตีด้วยความบ้าคลั่ง” พร้อมสะท้อนภาพรวมสถานการณ์การรุกรานต่ออิหร่านที่ยังไม่สิ้นสุดและกำลังดำเนินอยู่ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-13 มี.ค. 69 และบรรยายรายละเอียดให้เห็นชัดเจน
เริ่มลำดับเหตุการณ์การรุกรานที่เป็นจุดเริ่มต้นในเช้าวันที่ 28 ก.พ. 69 ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากการรุกรานต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของอิหร่านอย่างรุนแรง อิหร่านระบุชัดเจนว่า ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2 (4) อย่างชัดเจน และละเมิดบรรทัดฐานเด็ดขาด (jus cogens) ของกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยัง “ลอบสังหารผู้นำ” อยาตุลเลาะห์ เซเยด อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถือเป็นการโจมตีหลักการพื้นฐานเรื่องความเท่าเทียมทางอธิปไตยและความคุ้มกันของประมุขแห่งรัฐ
ขณะที่การโจมตีมีผลกระทบต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน(ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม) โดยเฉพาะเป้าหมายพลเรือน ถูกโจมตีในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นในหลายเมืองใหญ่ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน จนถึงวันที่ 11 มี.ค. มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงผู้หญิง 225 ราย และเด็ก ๆ เช่น เด็กหญิงอายุ 2 ปี และเด็กชายอายุ 14 ปี นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนับพันคน นอกจากนี้ยังทำลายสถานที่สำคัญ เช่น โรงเรียนประถมในเมืองมินาบ ทำให้เด็กนักเรียนเสียชีวิตกว่า 170 ราย ไม่เว้นแม้แต่สถานพยาบาล หน่วยงานสาธารณสุขประมาณ 160 แห่งถูกโจมตี ทำให้บุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงมรดกทางวัฒนธรรม เช่น มัสยิด Shah ใน Isfahan และปราสาท Falak-ol-Aflak ได้รับความเสียหาย และสาธารณูปโภค เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานผลิตน้ำสะอาดถูกโจมตี ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่
เหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. เป็นต้นมาอิหร่านใช้สิทธิป้องกันตนเอง โดยได้ดำเนินการตอบโต้ทางทหารโดยอ้างสิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพและทรัพย์สินทางทหารของฝ่ายผู้รุกรานในภูมิภาคเท่านั้น เพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชนของตน
ดังนั้นสถานการณ์ตะวันออกกลางดำเนินการมาถึงขณะนี้ อิหร่านเรียกร้องให้ประชาคมโลกและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ นำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ขอย้ำว่า การรุกรานครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่มีการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ แสดงให้เห็นว่า ผู้รุกรานไม่จริงใจ
ขณะเดียวกัน นายนัสเซอร์เรดดิน ไฮดารี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านประจำประเทศไทย ได้ระบุถึงภาวะชะงักงันทางยุทธศาสตร์ โดยวิเคราะห์พหุทฤษฎีต่อการรุกรานของสหรัฯฯ-อิสราเอล และความสามารถในการฟื้นตัวของ “รัฐอารยธรรมอิหร่าน”ว่า สหรัฐฯ-อิสราเอล ได้ดำเนินการยุทธศาสตร์ “ความกดดันสูง” (Maximum Pressure) รวมถึงการรุกราน การยั่วยุทางทหารมานานหลายทศวรรษ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์หรือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน
ดังนั้นขอให้ใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีแบบผสมผสาน ได้แก่ สัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism), สัจนิยมแนวนีโอคลาสสิก (Neoclassical Realism) ทฤษฎีวิพากษ์เชิงโครงสร้าง (Constructivism) และทฤษฎีเสถียรภาพอำนาจนำ (Hegemonic Stability Theory) เพื่อวิเคราะห์รากเหง้าของการรุกรานเหล่านี้ อย่างไรก็ตามบทความโต้แย้งว่าทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของตะวันตกมักประสบภาวะ “ตาบอดทางการวิเคราะห์” เนื่องจากละเลยขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ นวัตกรรมทางทหารแบบอสมมาตร และชาตินิยมทางอารยธรรมที่มีมานานนับพันปีของชนชาติอิหร่าน
ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ผู้รุกรานไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมาย “การเปลี่ยนแปลงระบอบปกครอง” แต่ยังได้ทำลายระเบียบความมั่นคงที่ตนเองสร้างขึ้น สร้างความเสียหายต่อจิตวิญญาณแห่งรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และกฎบัตรสหประชาชาติที่มุ่งหวังจะปกป้องคนรุ่นหลังจากการสงคราม การกลับไปสู่ลัทธิจักรพรรดินิยมที่เปิดเผยนี้ได้เร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไป “สู่ระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ” (Multipolar Order)
กรอบแนวคิดทางทฤษฎี: รากเหง้าของการรุกราน
ความบาดหมางอย่างต่อเนื่องต่ออิหร่านมักถูกอธิบายผ่าน สัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลทำหน้าที่เป็นผู้แสวงหาอำนาจสูงสุดเพื่อป้องกันการผงาดขึ้นของคู่แข่งในระดับภูมิภาค ในมุมมองของ สัจนิยมแนวนีโอคลาสสิก (Neoclassical Realism) สถานการณ์นี้ถูกซ้ำเติมโดย “สายพานส่งต่อภายใน” โดยเฉพาะอิทธิพลของล็อบบี้สนับสนุนอิสราเอลและกลุ่มอุตสาหกรรมทางทหารในวอชิงตัน
นอกจากนี้ ทฤษฎีวิพากษ์เชิงโครงสร้าง (Constructivism) ยังเผยให้เห็นว่า “ภัยคุกคามด้านความมั่นคงจากอิหร่าน” ถูกสร้างขึ้นทางสังคมอย่างไร ผู้รุกรานใช้การวาดภาพอิหร่านให้เป็น "ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่" (Existential Threat) เพื่อสร้างความชอบธรรมในการละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม วาทกรรมนี้ล้มเหลวในการพยากรณ์ถึงการดำเนินยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งปฏิเสธที่จะเล่นตามเกมของมหาอำนาจที่กำลังเสื่อมถอย
โล่แห่งการต่อต้าน: นวัตกรรมอสมมาตรและการสร้างความประหลาดใจทางยุทธศาสตร์
สาเหตุหลักประการหนึ่งของความล้มเหลวในการรุกรานทางทหารคือ ความประหลาดใจทางยุทธศาสตร์ที่เกิดจากวิวัฒนาการทางทหารของอิหร่าน ในขณะที่ทฤษฎีเสถียรภาพอำนาจนำคาดการณ์ว่าเจ้าผู้นำจะสามารถบีบบังคับอีกฝ่ายให้ยอมจำนนผ่านการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ แต่ยุทธศาสตร์ “การต่อต้านการเข้าถึงและการปฏิเสธพื้นที่” (Anti-Access/Area Denial - A2/AD) ของอิหร่านกลับพิสูจน์ในทางตรงกันข้าม
การป้องปรามแบบอสมมาตร (Asymmetric Deterrence): อิหร่านประสบความสำเร็จในการสร้าง “ดุลอำนาจแบบอสมมาตร” ผ่านการพัฒนาคลังแสงขีปนาวุธนำวิถีที่มีความแม่นยำสูงและฝูงโดรน (เช่น ซีรีส์ Shahed) การโจมตีฐานทัพ Ain al-Asad อย่างแม่นยำ ได้ทำลายตำนานความได้เปรียบทางอากาศอย่างเบ็ดเสร็จของตะวันตก
ความสามารถในการฟื้นตัวจากภายใน (Indigenous Resilience): อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิหร่านพึ่งพาตนเองเป็นหลัก สี่ทศวรรษของการคว่ำบาตรไม่เพียงแต่ไม่สามารถบั่นทอนขีดความสามารถของอิหร่าน แต่ยังนำไปสู่ “การก้าวกระโดดทางเทคโนโลยี” ที่ทำให้ระบบป้องกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันและทางตันทางยุทธศาสตร์
ชาตินิยมทางอารยธรรม: ปัจจัยหลายพันปี
ทฤษฎีกระแสหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมักละเลยอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของอิหร่าน อิหร่านคือ “รัฐอารยธรรม”(Civilization-State) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี
เกราะป้องกันทางอารยธรรม: รูปแบบการต่อต้านในปัจจุบันได้เชื่อมโยงแนวคิดอิสลามเข้ากับแนวคิดโบราณของอิหร่านเรื่องบูรณภาพแห่งดินแดน “ชาตินิยมแห่งสหัสวรรษ” นี้สร้างภูมิคุ้มกันทางจิตวิทยาต่อการครอบงำจากภายนอก แรงกดดันจากภายนอกแทนที่จะสร้างความแตกแยก กลับนำไปสู่ปรากฏการณ์ “การรวมตัวรอบธงชาติ” (Rally 'round the flag) และเสริมสร้างจิตสำนึกแห่งชาติของชาวอิหร่านในฐานะป้อมปราการต่อต้านลัทธิจักรพรรดินิยมสมัยใหม่
ความย้อนแย้งของจักรพรรดินิยม: การเสื่อมสลายของจิตวิญญาณรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และกฎบัตรสหประชาชาติ
การกลับไปสู่ลัทธิจักรพรรดินิยมของสหรัฐฯ เพื่อปิดล้อมอิหร่าน ไม่เพียงแต่ทำให้เอเชียตะวันตกขาดเสถียรภาพ แต่ยังสร้างความเสียหายอย่างลึกซึ้งต่อโครงสร้างทางกฎหมายและจริยธรรมภายในของสหรัฐฯ เอง
สาธารณรัฐกับจักรวรรดิ: การแสวงหาอำนาจนำระดับโลกจำเป็นต้องมี “ความเป็นประธานาธิบดีแบบจักรพรรดิ” (Imperial Presidency) ซึ่งเด่นชัดขึ้นในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ซึ่งฝ่ายบริหารหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาคองเกรสเพื่อดำเนินแคมเปญ "ความกดดันสูงสุด" การก่อสงคราม และการลอบสังหารที่ผิดกฎหมาย
ความเสื่อมถอยของหลักนิติธรรม: สหรัฐฯ ได้ทำลายระเบียบที่ใช้กฎเกณฑ์ (Rules-based Order) ที่ตนเองสร้างขึ้น โดยการใช้ระบบการเงินระหว่างประเทศเป็นอาวุธและการละเมิดสนธิสัญญา (เช่น JCPOA) ลัทธิของทรัมป์ได้เร่งความเสื่อมถอยนี้ โดยนำ “สัจนิยมเชิงแลกเปลี่ยน” (Transactional Realism) มาแทนที่บรรทัดฐานเชิงสถาบัน การหันเข้าหาหลักการ
“อำนาจคือธรรม” (Might is Right) นี้ได้ทำให้จิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ว่างเปล่า และทำลายบูรณภาพภายในของสาธารณรัฐเพื่อสังเวยแก่จักรวรรดิที่กำลังล้มเหลว พร้อมทั้งทำให้จิตวิญญาณแห่งความมั่นคงร่วมกันตามกฎบัตรสหประชาชาติต้องสลายลง
บทสรุป: รุ่งอรุณแห่งความจริงในโลกหลายขั้ว
รัฐผู้รุกราน (สหรัฐฯ และอิสราเอล) ได้มาถึงทางตันทางยุทธศาสตร์ ความพ่ายแพ้ของพวกเขาไม่ใช่แค่ในเชิงยุทธวิธี แต่เป็นในเชิงระบบ ความพ่ายแพ้ทางทหาร พวกเขาถูกยับยั้งด้วยอำนาจแบบอสมมาตรที่สร้างสรรค์ของอิหร่าน ความพ่ายแพ้ในระดับโลก ด้วยการทำลายระเบียบความมั่นคงระหว่างประเทศเพื่อมุ่งเป้าไปที่อิหร่าน พวกเขาได้ “ขุดหลุมฝังศพ” ให้กับยุคขั้วอำนาจเดียว ความพ่ายแพ้ภายใน การไล่ตามเป้าหมายจักรพรรดินิยมของทรัมป์ได้ทำลายความน่าเชื่อถือทางศีลธรรมและรัฐธรรมนูญภายในของสหรัฐฯ
ในท้ายที่สุด การอยู่รอดและบทบาทที่เพิ่มขึ้นของอิหร่านคือ ข้อพิสูจน์ถึงชัยชนะของรัฐอารยธรรมเหนือลัทธิอำนาจนำที่สุดโต่ง ยุคของการแทรกแซงฝ่ายเดียวได้สิ้นสุดลงและถูกแทนที่ด้วยความเป็นจริงของโลกหลายขั้ว ที่ซึ่ง “ความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์” และ “อัตลักษณ์โบราณ” ทรงพลังยิ่งกว่าเครื่องมือที่ล้าสมัยของลัทธิจักรพรรดินิยมในศตวรรษที่
ในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ ขณะที่เงาของความบาดหมางทอดทับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน การกลับไปสู่ภูมิปัญญาพื้นฐานของ “ผู้ปลดปล่อยผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกา” อย่าง อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีผู้ล่วงลับ คือความจำเป็นที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ลินคอล์นได้กล่าวในสุนทรพจน์รับตำแหน่งครั้งแรก ขณะที่เห็นคนในชาติอยู่บนขอบเหวแห่งความแตกแยกด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนว่า: “เราไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นมิตร… เราต้องไม่เป็นศัตรูกัน” ท่านได้กล่าวถึง “ทูตสวรรค์แห่งธรรมชาติที่ดีกว่าของเรา” (The better angels of our nature) ที่หมายถึงสัญชาตญาณอันสูงส่งของมนุษย์ ความมีเหตุผล และความเห็นอกเห็นใจที่ควรปกครองชะตากรรมของมนุษย์
ทูตสวรรค์ในวันนี้ต้องถามชาวอเมริกันว่า สงครามที่ทำลายล้าง ที่เริ่มต้นจากการรุกรานอิหร่าน การสังหารผู้นำและพลเมือง และการทำลายโครงสร้างพื้นฐานนั้น รับรอง “ทูตสวรรค์แห่งจิตวิญญาณอเมริกัน” หรือเป็นเพียงการรับใช้ผลประโยชน์ของผู้แสวงหาอำนาจนำในภูมิภาค (ระบอบอิสราเอล) และซ้ำเติมวิกฤตการณ์กันแน่
หากเป็นดังที่อับราฮัม ลินคอล์น ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ที่เกตตีสเบิร์ก ว่าเป็นรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เช่นนั้นแล้ว เจตจำนงที่แท้จริงของชาวอเมริกันควรทุ่มเทให้กับการปกป้องชีวิตและการใช้การทูตเพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมจากสงครามครั้งใหม่ในตะวันออกกลางที่ต้องแลกด้วยราคาแพง
ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ผู้นำสหรัฐฯ จะซื่อสัตย์ต่อมรดกของลินคอล์น โดยหลีกเลี่ยงเส้นทางแห่งการทำลายล้างและการรุกรานบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของอิหร่าน เช่น โศกนาฏกรรมที่โรงเรียนเด็กหญิงในเมืองมินาบ และหันมาช่วยเหลือประชาชนทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจากโศกนาฏกรรมการสู้รบที่ไม่มีชนชาติใดต้องการ.