โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ดีพร้อม พลิกโฉมสแน็คไทย แปลงร่างวัตถุดิบเกษตร รับดีมานด์ขนมเพื่อสุขภาพ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 19 เม.ย. เวลา 22.46 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. เวลา 05.45 น.

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดขนมขบเคี้ยวทั่วโลก มีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Fortunebusinessinsights ระบุว่าในปี 2569 มีการคาดการณ์มูลค่าการเติบโตกว่า 22.98 ล้านล้านบาท

ส่วนในประเทศไทย ข้อมูลจาก K research ก็ระบุว่ามีแนวโน้มเติบโตเช่นเดียวกัน โดยในปี 2568 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 49,550 ล้านบาท และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยที่ร้อยละ 1–3 ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวมีการแข่งขันสูงจากการมีตัวเลือกที่หลากหลายในท้องตลาด

“เมื่ออุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวเติบโตต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการจึงต้องมองหาแหล่งวัตถุดิบและแนวทางการพัฒนาสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้มากขึ้น ซึ่งภายใต้บริบทการแข่งขันดังกล่าว ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก อาทิ มันฝรั่งและข้าวโพด ขณะที่ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ทั้งรสชาติ คุณภาพ และคุณประโยชน์

แต่ยังขาดกระบวนการต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น แข็งแกร่งเพียงพอต่อการแข่งขันในตลาดโลก ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก ความแปลกใหม่ และสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ขนมขบเคี้ยวต้องตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการไปพร้อมกัน”

จากแนวโน้มและความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นสอดรับกับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบท้องถิ่นได้อย่างหลากหลาย ดังนั้น ช่องว่างระหว่าง ‘ศักยภาพของวัตถุดิบชุมชน’ และ ‘ความต้องการของตลาดยุคใหม่’ จึงกลายเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม

ผ่านการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ตั้งแต่การแปรรูปวัตถุดิบให้มีเนื้อสัมผัส รสชาติ และกลิ่นที่ดี มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น น่าสนใจ และสามารถบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ที่สามารถสร้างการจดจำในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า จากโอกาสดังกล่าว ดีพร้อมจึงพัฒนา “โครงการ DIPROM Creative Snack” ขึ้นเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงวัตถุดิบชุมชนสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวไทยรูปแบบใหม่ โดยผสานความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการตลาด เพื่อเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs อย่างรอบด้าน

“โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด แต่ยังต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการเติบโตให้กับผู้ประกอบการและชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดทางสู่การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และผลักดันขนมขบเคี้ยวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง (Value-Based Market)”

สำหรับโครงการ DIPROM Creative Snack มีกลไกการบ่มเพาะความรู้แก่ผู้ประกอบการอย่างเข้มข้นผ่าน 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่

1. การฝึกอบรมปรับพื้นฐานการสร้างแบรนด์เชิงสร้างสรรค์ โดยเจาะลึกกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สื่อสารความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนโดนใจตลาดโลก

2. การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการพัฒนาความสร้างสรรค์ของขนมขบเคี้ยวผ่านการวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อทำความเข้าใจรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภค สามารถออกแบบขนมขบเคี้ยวต้นแบบที่มีความโดดเด่นตอบโจทย์ทั้งรสชาติและมาตรฐานสากล

3. การฝึกอบรมด้านการทำแผนงานและการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยถอดอัตลักษณ์แบรนด์สู่การวางกลยุทธ์ Content Marketing การเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ และการวางแผนสื่อโฆษณาออนไลน์เพื่อกระตุ้นยอดขาย

4. การศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะช่วยเปิดมุมมองด้านนวัตกรรมอาหารและยกระดับศักยภาพการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการ

5. การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก โดยจัดส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ ณ สถานประกอบการเพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา

ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการนำร่องมาในปี 2568 สามารถพัฒนาองค์ความรู้และช่วยให้ผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 อีกทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 67.8 ล้านบาท และในปี 2569 นี้ ดีพร้อมได้ดำเนินโครงการต่อเนื่อง

โดยมีเป้าหมายการยกระดับผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ได้ไม่ต่ำกว่า 17.6 ล้านบาท โดยแต่ละธุรกิจสามารถวัดผลลัพธ์ได้ทั้งในเชิงการสร้างมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เกิดการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนเกิดการรับรู้ผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์และมีตลาดใหม่เพื่อขยายธุรกิจ

“นอกจากนี้ ‘ดีพร้อม’ ยังมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวไทยให้สอดรับกับเทรนด์ ‘ขนมเพื่อสุขภาพ’ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการใช้วัตถุดิบเกษตรท้องถิ่น ผสานการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ควบคู่กับการสร้างเรื่องราวแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อยกระดับจุดขายและเชื่อมโยงภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างมีศักยภาพ

ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงความอร่อย แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มสินค้า ‘Better for You Snack’ ได้รับความนิยมสูง เช่น ขนมจากพืช (Plant-based) สูตรน้ำตาลต่ำ โปรตีนและไฟเบอร์สูง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผลไม้ ถั่ว และเมล็ดพืช ที่สามารถต่อยอดเป็นโปรตีนบาร์ สแน็คบาร์ และขนมเพื่อสุขภาพ

แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความแตกต่างให้ขนมขบเคี้ยวไทยในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยงจากภาวะล้นตลาดและราคาผันผวน พร้อมยกระดับสินค้าไทย สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นายธนัญชย์ ธนทวี ประธานบริษัท วาริชธ์ฟู้ดส์ จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจากโครงการ DIPROM Creative Snack กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทองใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยขนาดใหญ่ พบว่า เกษตรกรต้องเผชิญปัญหากล้วยตกเกรดที่มีตำหนิผิวไม่สวย ทำให้ไม่สามารถส่งออก หรือวางขายในห้างสรรพสินค้าได้ กล้วยเหล่านี้จึงถูกตีค่าเป็นเพียงขยะเกษตร หรือขายเป็นอาหารสัตว์ในราคากิโลกรัมละ 1-2 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตหลายเท่าตัว

“เรามองเห็นโอกาสที่จะสร้างความแตกต่าง ซึ่งในตลาดโลก กล้วยฉาบ หรือ Banana Chips ส่วนใหญ่ทำจากกล้วยดิบและถูกครองตลาดโดยประเทศฟิลิปปินส์ที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาก แต่กล้วยหอมทองไทยมีจุดเด่น คือ เมื่อสุกจัดจะมีรสหวานและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์

เราจึงพัฒนานวัตกรรม ‘กล้วยหอมทองป๊อป’ (Banana Pop) โดยใช้เทคโนโลยีการทอดสุญญากาศ นำกล้วยสุกมาแปรรูปให้กรอบฟูเหมือนป๊อปคอร์นโดยไม่ใส่แป้งหรือน้ำตาลเพิ่ม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความกรอบฟู เคี้ยวสนุก และได้รสชาติหวานจากธรรมชาติ 100% ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายสุขภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดเอเชียอย่างมาก”

สำหรับการเข้าร่วมโครงการกับดีพร้อมถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ” โดยช่วยเติมเต็มในมิติที่จำเป็นต่อการเติบโตเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและสื่อสารกับตลาดสากลได้ชัดเจน การวางโครงสร้างราคาให้เหมาะสมกับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ไปจนถึงการวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์และ Content Marketing ที่ช่วยขยายการเข้าถึงผู้บริโภค

สิ่งที่ได้จากดีพร้อมไม่ใช่แค่ความรู้ แต่เป็นการต่อยอดธุรกิจให้ขายได้จริง ทำให้สินค้าของเราสามารถเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่อย่าง 7-Eleven กว่า 2,000 สาขา และต่อยอดสู่ตลาดส่งออกในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้ ซึ่งมีการเติบโตของยอดขายมากถึง 500 % โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีการใช้กล้วยจากเกษตรกรกว่า 12 ตันต่อเดือน และกล้วยดิบอีกกว่า 20 ตันต่อเดือน สำหรับการผลิตและต่อยอดผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีส่วนช่วยลดปัญหากล้วยตกเกรด และพยุงราคาผลผลิตในช่วงที่มีกล้วยมีปริมาณล้นตลาดได้

นายธนัญชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตวาริชธ์ฟู้ดส์เตรียมขยายผลความสำเร็จไปสู่แหล่งปลูกกล้วยในพื้นที่อื่น ๆ เช่น เพชรบุรี ชุมพร และนครราชสีมา โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชุมชนสามารถแปรรูปเบื้องต้นเป็น ‘แป้งกล้วย’ เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มสุขภาพอย่าง ‘โปรตีนพัฟฟ์’ (Protein Puff) ที่ช่วยดูแลระบบลำไส้ และมีแผนการบุกตลาดจีนและฮ่องกงภายในปีนี้

นอกจากนี้ ยังเตรียมนำระบบ AI เข้ามาควบคุมมาตรฐานการผลิตในระดับชุมชน เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกับสินค้าส่งออกซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำได้อย่างยั่งยืนและเปลี่ยนภาคเกษตรไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...