โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

HTECHเข้มบริหารต้นทุน อัพราคา15%-งบQ1/69โต

ทันหุ้น

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 01.00 น.

#HTECH #ทันหุ้น – HTECH สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนปรับตัวขึ้น จำเป็นต้องอัพราคา 13-15% พร้อมสั่งซื้อวัตถุดิบสต๊อกไว้ล่วงหน้า แย้มผลดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เติบโต จากมีนาคมเริ่มเห็นการเร่งการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น คงเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตที่ 7%

นายพีท ริมชลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฮลเซี่ยน เทคโนโลยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ HTECH ประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิต รับจ้างผลิตและจำหน่ายเครื่องมือตัดเฉือนโลหะ สำหรับใช้ในการผลิตชิ้นงานที่มีความเที่ยงตรงสูง เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบหลัก ได้แก่ PCD หรือวัสดุเพชรสังเคราะห์ และคาร์ไบด์ (Carbide) ซึ่งจัดอยู่ในหมวด Rare Earth โดยเฉพาะคาร์ไบด์ที่ราคาปรับตัวขึ้น จากนโยบายภาษีของสหรัฐ ที่มีต่อจีนซึ่งเป็นผู้ส่งรายใหญ่ที่สุดของโลก

*ขึ้นราคา 13-15%

รวมถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้จีนกักตุนวัตถุดิบ และปรับราคาสูงขึ้น โดยราคาคาร์ไบด์พุ่งสูงขึ้นถึง 200% เมื่อเทียบจากต้นปี 2567 จนถึงต้นปี 2569 ดังนั้นบริษัทมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้ากับลูกค้าในอัตราประมาณ 13-15% เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันบริษัทได้เล็งเห็นถึงแนวโน้มการปรับตัวเพิ่มขึ้นของวัตถุดิบ จึงได้สั่งซื้อวัตถุดิบสต๊อกไว้ล่วงหน้า 1 ปี ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วในราคาเก่า ดังนั้นปัจจุบันบริษัทจึงมีต้นทุนผสมกันระหว่างวัตถุดิบราคาเก่า ซึ่งครอบคลุมประมาณ 15% ของสินค้าทั้งหมด รวมกับราคาวัตถุดิบใหม่ ทำให้ไม่ต้องปรับราคาขายขึ้นสูงเท่ากับราคาวัตถุดิบ นอกจากนี้ในระยะสั้นยังมีโอกาสทำกำไรส่วนต่างจากราคาวัตถุเก่าและต้นทุนที่ปรับขึ้น

นายพีท กล่าวว่า บริษัทไม่มีปัญหาเรื่องค่าขนส่งทางเรือ หรือราคาน้ำมันโดยตรง แต่ราคาพลังงานอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อค่าไฟฟ้า แต่ถึงแม้ว่าค่าไฟฟ้าจะมีแนวโน้มการปรับเพิ่ม บริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากบริษัทได้ติดตั้งโซลาร์รูฟ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าลงได้ถึง 25% ทำให้บริษัทสามารถรับมือกับต้นทุนส่วนนี้ได้

*ลูกค้าเร่งสต๊อกของ

ทั้งนี้ยังมั่นใจว่าแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 จะเติบโตได้ดีทั้ง QoQ และ YoY แม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์โลก แต่ในภาคธุรกิจที่บริษัทดำเนินอยู่ยังคงไปได้ดี ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคมเริ่มเห็นการเร่งการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากลูกค้าคาดว่าราคาอาจมีการปรับตัวขึ้นอีกในอนาคต

โดยบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี 2569 ไว้ที่ 7% เพราะมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการขยายตัวของอุตสาหกรรม Data Storage และ HDD จากปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ Data Center เพื่อรองรับการทำงานของ AI, ระบบ Automation, และ Cloud Services ต่างๆ รวมถึงประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการติดตั้งเครื่องจักรใหม่

นอกจากนี้บริษัทมีแผนจะรุกตลาดต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยจะมีการจ้างทีมขายและอาจเปิดสาขาเพิ่มเติม ในส่วนธุรกิจบริหารคลังสินค้าแบบครบวงจร (iiMS) แม้ว่าในปัจจุบันธุรกิจส่วนนี้อาจยังมีกำไรน้อยกว่าธุรกิจหลัก แต่บริษัทถือว่าเป็นช่องทางการขายและรายได้เสริมที่สำคัญ คาดว่าจะเริ่มเห็นตัวเลขรายได้และผลกำไรจาก iiMS อย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...