HTECHเข้มบริหารต้นทุน อัพราคา15%-งบQ1/69โต
#HTECH #ทันหุ้น – HTECH สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนปรับตัวขึ้น จำเป็นต้องอัพราคา 13-15% พร้อมสั่งซื้อวัตถุดิบสต๊อกไว้ล่วงหน้า แย้มผลดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เติบโต จากมีนาคมเริ่มเห็นการเร่งการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น คงเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตที่ 7%
นายพีท ริมชลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฮลเซี่ยน เทคโนโลยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ HTECH ประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิต รับจ้างผลิตและจำหน่ายเครื่องมือตัดเฉือนโลหะ สำหรับใช้ในการผลิตชิ้นงานที่มีความเที่ยงตรงสูง เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบหลัก ได้แก่ PCD หรือวัสดุเพชรสังเคราะห์ และคาร์ไบด์ (Carbide) ซึ่งจัดอยู่ในหมวด Rare Earth โดยเฉพาะคาร์ไบด์ที่ราคาปรับตัวขึ้น จากนโยบายภาษีของสหรัฐ ที่มีต่อจีนซึ่งเป็นผู้ส่งรายใหญ่ที่สุดของโลก
*ขึ้นราคา 13-15%
รวมถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้จีนกักตุนวัตถุดิบ และปรับราคาสูงขึ้น โดยราคาคาร์ไบด์พุ่งสูงขึ้นถึง 200% เมื่อเทียบจากต้นปี 2567 จนถึงต้นปี 2569 ดังนั้นบริษัทมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้ากับลูกค้าในอัตราประมาณ 13-15% เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันบริษัทได้เล็งเห็นถึงแนวโน้มการปรับตัวเพิ่มขึ้นของวัตถุดิบ จึงได้สั่งซื้อวัตถุดิบสต๊อกไว้ล่วงหน้า 1 ปี ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วในราคาเก่า ดังนั้นปัจจุบันบริษัทจึงมีต้นทุนผสมกันระหว่างวัตถุดิบราคาเก่า ซึ่งครอบคลุมประมาณ 15% ของสินค้าทั้งหมด รวมกับราคาวัตถุดิบใหม่ ทำให้ไม่ต้องปรับราคาขายขึ้นสูงเท่ากับราคาวัตถุดิบ นอกจากนี้ในระยะสั้นยังมีโอกาสทำกำไรส่วนต่างจากราคาวัตถุเก่าและต้นทุนที่ปรับขึ้น
นายพีท กล่าวว่า บริษัทไม่มีปัญหาเรื่องค่าขนส่งทางเรือ หรือราคาน้ำมันโดยตรง แต่ราคาพลังงานอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อค่าไฟฟ้า แต่ถึงแม้ว่าค่าไฟฟ้าจะมีแนวโน้มการปรับเพิ่ม บริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากบริษัทได้ติดตั้งโซลาร์รูฟ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าลงได้ถึง 25% ทำให้บริษัทสามารถรับมือกับต้นทุนส่วนนี้ได้
*ลูกค้าเร่งสต๊อกของ
ทั้งนี้ยังมั่นใจว่าแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 จะเติบโตได้ดีทั้ง QoQ และ YoY แม้ว่าจะมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์โลก แต่ในภาคธุรกิจที่บริษัทดำเนินอยู่ยังคงไปได้ดี ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคมเริ่มเห็นการเร่งการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากลูกค้าคาดว่าราคาอาจมีการปรับตัวขึ้นอีกในอนาคต
โดยบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี 2569 ไว้ที่ 7% เพราะมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการขยายตัวของอุตสาหกรรม Data Storage และ HDD จากปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ Data Center เพื่อรองรับการทำงานของ AI, ระบบ Automation, และ Cloud Services ต่างๆ รวมถึงประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการติดตั้งเครื่องจักรใหม่
นอกจากนี้บริษัทมีแผนจะรุกตลาดต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยจะมีการจ้างทีมขายและอาจเปิดสาขาเพิ่มเติม ในส่วนธุรกิจบริหารคลังสินค้าแบบครบวงจร (iiMS) แม้ว่าในปัจจุบันธุรกิจส่วนนี้อาจยังมีกำไรน้อยกว่าธุรกิจหลัก แต่บริษัทถือว่าเป็นช่องทางการขายและรายได้เสริมที่สำคัญ คาดว่าจะเริ่มเห็นตัวเลขรายได้และผลกำไรจาก iiMS อย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569