ทรัมป์เดือดโยนให้อังกฤษ ชาติอื่นๆ เอาเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเอง
ประธานาธิบดีโดนัดล์ ทรัมป์ออกมาวิจารณ์พันธมิตรอีกครั้งบอกให้สหราชอาณาจักรและประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินจากความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซ หันมาซื้อเชื้อเพลิงจากสหรัฐฯ หรือจัดการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอรมุซเอง
ในโพสต์บน Truth Social ทรัมป์ระบุว่าประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้อง “เริ่มเรียนรู้วิธีต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเอง” เขาเสริมว่าอิหร่านได้ถูก “ทำลายลงแทบหมดสิ้นแล้ว” และบอกให้แต่ละประเทศ “ไปหาน้ำมันของตัวเองเอา”
ถ้อยแถลงล่าสุดของทรัมป์ที่เรียกร้องให้อังกฤษและประเทศอื่น ๆ “ไปเอา” น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินจากช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เขาเคยแสดงความไม่พอใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสหราชอาณาจักรไม่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน อย่างไรก็ตาม จากถ้อยแถลงล่าสุดของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ดูเหมือนว่าสหราชอาณาจักรยังยืนหยัดตามจุดยืนเดิม
“สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราทำได้คือทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงและยุติความขัดแย้ง นั่นจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจัดการกับผลกระทบ และส่วนหนึ่งของนั้นคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งพูดง่ายแต่ทำยาก” สตาร์เมอร์กล่าวในช่วงเริ่มต้นการประชุมกับผู้นำกองทัพและผู้บริหารจากภาคพลังงาน การขนส่งทางเรือ และภาคการเงิน
- เจ้าของเรือยังไม่กล้าเสี่ยง
ผู้ประกอบการเดินเรือยังคงไม่มั่นใจว่าจะสามารถกลับมาใช้ช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเต็มรูปแบบ ตราบใดที่พื้นที่ดังกล่าวยังเผชิญความขัดแย้ง ซึ่งเป็นการแสงความกังขาต่อแผนของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการใช้การประกันภัยที่มีสหรัฐฯ หนุนหลัง และเรือรบคุ้มกัน เพื่อเปิดทางเดินเรือในเส้นทางยุทธศาสตร์นี้
“ตอนนี้ถือเป็นความเสี่ยงที่แทบจะบริหารจัดการไม่ได้” บ็อบ แม็คนัลลี ประธานบริษัทที่ปรึกษา Rapidan Energy Group ในกรุงวอชิงตันกล่าว “อัตราค่าเบี้ยประกันจะลดลง และความเต็มใจของผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ในการทำประกันและส่งเรือบรรทุกสินค้าผ่านช่องแคบก็จะเพิ่มขึ้น ก็ต่อเมื่อความสามารถทางทหารของอิหร่านถูกทำลายลง”
มีเรือเพียงไม่กี่ลำที่สามารถฝ่าผ่านช่องแคบไปได้ด้วยการปิดสัญญาณดาวเทียมของตนเอง ขณะที่บางลำสามารถผ่านไปได้ด้วยข้อตกลงระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคกับอิหร่าน สถานะความคุ้มครองประกันภัยของเรือเหล่านี้ยังไม่ชัดเจน อย่างไรก็ดี ผู้ให้บริการประกันในลอนดอนยืนยันมาตลอดว่ายังมีความคุ้มครองให้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
การเคลื่อนย้ายของเรือ “เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแรงกดดันทางธุรกิจกับความปลอดภัยของผู้คนบนเรือ ซึ่งความปลอดภัยนั้นไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือลดทอนได้” โคโฟด-โอลเซน ซึ่งบริษัทเดินเรือของเขาบริหารจัดการชาวเรือราว 44,000 คน และเรือ 600 ลำ รวมถึงบางลำที่ยังติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ระบุ
- สหรัฐเดินหน้าโจมตีอิหร่านรุนแรงขึ้น
รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ พีท เฮกเซธ และประธานเสนาธิการร่วม พลเอก แดน เคน จัดแถลงข่าวต่อสื่อ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
- เฮกเซธ: การโจมตีของสหรัฐฯ จะเดินหน้าต่อด้วยความรุนแรงมากขึ้นหากไม่มีข้อตกลง
- เฮกเซธ: หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลง สหรัฐฯ จะเดินหน้าต่อไป
- เฮกเซธเรื่องฮอร์มุซ: วันนี้มีเรือผ่านมากกว่าเมื่อก่อน
- เคน: มุ่งเน้นทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน
- เคนเรื่องอิหร่าน: เริ่มปฏิบัติการบินภารกิจ B-52 ข้ามแผ่นดินใหญ่เป็นครั้งแรก
เฮกเซธระบุว่า หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลง การโจมตีอิหร่านจะยกระดับความรุนแรงขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าวอชิงตันพร้อมเดินหน้าปฏิบัติการรบต่อไป โดยในการแถลงร่วมกับเคน เฮกเสธกล่าวว่าตอนนี้มีเรือจำนวนมากขึ้นเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เคนระบุว่าสหรัฐฯ ทำลายเป้าหมายมากกว่า 11,000 แห่งในอิหร่านในรอบ 30 วัน โดยมุ่งโจมตีทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน เฮกเซธยังกล่าวด้วยว่าการเจรจากับอิหร่าน “เป็นของจริง” และกำลังคืบหน้า
- สหรัฐอ้างการเจรจาก้าวหน้า
รัฐมนตรีกลาโหมเฮกเซธกล่าวว่าการเจรการทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งกับอิหร่านกำลัง “แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ” และภารกิจของกองทัพสหรัฐฯ คือการรักษาแรงกดดันทางทหารเพื่อบีบให้เตหะรานทำข้อตกลง
“การเจรจาเป็นของจริง กำลังดำเนินอยู่ อย่างต่อเนื่องและผมคิดว่ากำลังแข็งแรงขึ้น เราเห็นคุณค่าของสิ่งนี้” เขากล่าว
ในระหว่างการแถลงเมื่อวันอังคาร (31มี.ค.69) พลเอกแดน เคน ประธานเสนาธิการร่วมยังระบุด้วยว่ากองกำลังสหรัฐฯ ยังคงโจมตีฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอิหร่าน ระบบโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อป้องกันไม่ให้เตหะรานผลิตโดรนและขีปนาวุธเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของสงครามครั้งนี้
“กองกำลังผสมยังคงลดทอนและทำลายความสามารถของอิหร่านในการฉายกำลังและคุกคามเสถียรภาพนอกพรมแดนของตน” เคนกล่าว พร้อมเสริมว่า การที่สหรัฐฯ มีอำนาจควบคุมทางอากาศเหนืออิหร่านมากขึ้น ทำให้สามารถส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 บินเหนือแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านได้
เฮกเซธยังระบุด้วยว่าสหรัฐฯ รู้ดีว่ารัสเซียและจีนกำลังทำอะไรอยู่ในเส้นทางเดินเรือดังกล่าว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียด
เขายังย้ำสารที่สอดคล้องกับข้อความของทรัมป์ก่อนหน้านี้ว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่ปัญหาของสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว และประเทศอื่น ๆ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วย
- เฮกเซธอ้างทหารอิหร่านหนีทัพ
เฮกเซธยังกล่าวว่า กองทัพอิหร่านกำลังประสบปัญหา “การหนีทัพในวงกว้าง” แต่เขาไม่ได้ให้หลักฐาน หรือระบุว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในระดับใด
จากมุมมองภายนอก กองทัพอิหร่าน ทั้งกองทัพประจำการ (Artesh) และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งน่าจะเป็นสถาบันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ ยังคงแสดงความเป็นเอกภาพและความแข็งแกร่งในการรับมือกับการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล แทบไม่ปรากฏสัญญาณของการหนีทัพ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บังคับบัญชาระดับสูง
แม้ในหมู่ผู้นำอิหร่านจะมีความเห็นต่างกันว่า ควรเจรจากับสหรัฐฯ หรือไม่ และถ้าจะคุยควรวางท่าทีแข็งหรืออ่อนเพียงใด แต่จนถึงตอนนี้ ความเห็นต่างเหล่านั้นยังไม่ทำให้ศักยภาพหรือความตั้งใจของกองทัพอิหร่านในการโจมตีอิสราเอลและชาติอาหรับในอ่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังควรสังเกตด้วยว่าปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอย่างมาก ตามข้อมูลจาก Hormuz Tracker ของเปรจูลา พรีม และจูเลียน ลี
เรือบรรทุกสินค้าถูกพบว่ามีแนวโน้มใช้เส้นทางแคบ ๆ ทางตอนเหนือ ระหว่างเกาะลารักและเกาะคีชมของอิหร่านเพิ่มขึ้น ขณะที่เตหะรานพยายามขยายอิทธิพลและการควบคุมในช่องแคบดังกล่าว จนถึงตอนนี้ในเดือนมีนาคม ราว 80% ของเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนน้อยที่สามารถออกจากช่องแคบได้ เป็นเรือที่เป็นของอิหร่านเอง หรือเป็นของประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
ขณะเดียวกัน เมื่อเฮกเซธและทรัมป์ยังคงออกมาตำหนิมิตรประเทศที่ไม่ให้การสนับสนุนสงครามกับอิหร่านมากพอ ยุโรปก็เริ่มแข็งกร้าวขึ้น ซึ่งเสี่ยงทำให้ความสัมพันธ์ในพันธมิตรทางทหารที่ตึงเครียดอยู่แล้วแตกหักลึกลงไปอีก
สเปนปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินรบสหรัฐฯ ใช้เมื่อวันจันทร์ ขณะที่อิตาลีปฏิเสธไม่ให้เครื่องบินทหารสหรัฐฯ ที่มุ่งหน้าไปตะวันออกกลางลงจอดที่ฐานทัพในเกาะซิซิลี ตามข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันโปแลนด์ระบุว่าไม่มีแผนจะย้ายแบตเตอรีป้องกันขีปนาวุธแพทริออตออกนอกประเทศ หลังจากมีรายงานว่าสหรัฐฯ เสนอให้วอร์ซอส่งระบบดังกล่าวบางส่วนไปเสริมการป้องกันทางอากาศในตะวันออกกลาง
ผู้นำยุโรปต่างพยายามเดินบนเส้นบาง ๆ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พวกเขาหวังจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ปะทะกับผู้นำสหรัฐฯ โดยตรง และพยายามไม่ให้เขาเบนความสนใจหรือบ่อนทำลายความพยายามของยูเครนในการทำสงครามต่อต้านรัสเซีย
- สหรัฐ-อิสราเอลโจมตีเกาะที่ช่องแคบฮอร์มูซ
ในเวลาเดียวกัน อิหร่านระบุว่าการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ-อิสราเอลได้ถล่มท่าเรือแห่งหนึ่งทางตะวันออกของเกาะเกชม์ (Qeshm) ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ตามรายงานของสำนักข่าวกึ่งทางการ Mehr เกาะเกชม์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย และเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวอิหร่านจำนวนมาก สื่ออิหร่านรายงานว่าโรงกลั่นน้ำจืดเสียหายจนต้องหยุดเครื่องจักร
การโจมตีทางอากาศมุ่งเป้าไปที่ท่าเรือบาห์มาน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเกาะใกล้กับศูนย์กลางเมืองหลัก รายงานระบุว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตี อ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น แต่ยังไม่ชัดเจนว่าท่าเรือได้รับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานมากน้อยเพียงใด
ท่าเรือแห่งนี้ซึ่งประกอบด้วยท่าเทียบเรือหลายแห่ง ส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อการค้าภายในประเทศ โดยมีการเก็บตู้คอนเทนเนอร์บ้างในบางส่วน