“ฝรั่งเศส” เรียกร้อง “ประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง” สร้างขั้วอำนาจใหม่ ถ่วงดุลสหรัฐ-จีน
"ฝรั่งเศส" เรียกร้องประเทศมหาอำนาจขนาดกลางสร้างขั้วอำนาจใหม่ ถ่วงดุลสหรัฐ-จีน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนของระเบียบโลกใหม่
วันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 16.02 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง (medium-sized powers) จับมือกันเพื่อถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐและจีน โดยเขาเน้นย้ำแนวคิดนี้ระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียในสัปดาห์นี้ ซึ่งเขาได้หารือเรื่องความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงความร่วมมือกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง หลังสงครามอิหร่านทำให้ช่องแคบฮอร์มุซปิด
มาครงกล่าวระหว่างการบรรยายที่กรุงโซลว่า เป้าหมายของประเทศกลุ่มนี้ไม่ใช่การเป็นประเทศบริวารของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง โดยเขาระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ไม่ต้องการพึ่งพาการครอบงำของจีน และไม่ต้องการเผชิญกับความไม่แน่นอนของสหรัฐมากเกินไป
เขาระบุว่า ประเทศในยุโรปมีวาระร่วมกับประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ในหลายประเด็น เช่น กฎหมายระหว่างประเทศ ประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสาธารณสุขโลก พร้อมเสนอให้สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศกลุ่มนี้ รวมถึงออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา และอินเดีย เพื่อร่วมมือกันในด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อวกาศ พลังงาน พลังงานนิวเคลียร์ การป้องกันประเทศ และความมั่นคง
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของฝรั่งเศสที่ต้องการให้ยุโรปมีบทบาทเป็นขั้วอำนาจที่สามระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งมาครงผลักดันมาหลายปีแล้ว โดยในปี 2566 ระหว่างการเยือนจีน เขาเคยกล่าวว่าสหภาพยุโรปไม่ควรเป็นบริวารของสหรัฐ และไม่ควรถูกดึงเข้าไปในความขัดแย้งเรื่องไต้หวัน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มาครงพยายามผลักดันให้ยุโรปเดินแนวทางสายกลางระหว่างจีนและสหรัฐ ตามแนวคิดที่มีมาตั้งแต่ยุคผู้นำฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง Charles de Gaulle ซึ่งต้องการให้ยุโรปมีอิสระทางยุทธศาสตร์ และไม่ขึ้นกับมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง
อย่างไรก็ตามแนวคิดของมาครงได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงที่สหรัฐภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ มีความขัดแย้งกับพันธมิตรและองค์กรระหว่างประเทศ โดยทรัมป์ได้โจมตี NATO และพันธมิตรหลายประเทศ รวมถึงฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ ว่าไม่ได้ช่วยเหลือสหรัฐมากพอในสงครามอิหร่าน
ทรัมป์ยังวิจารณ์ฝรั่งเศสที่ไม่อนุญาตให้เครื่องบินทหารสหรัฐบินผ่านน่านฟ้าฝรั่งเศส โดยระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่าฝรั่งเศสไม่ให้ความช่วยเหลืออย่างมาก และสหรัฐจะจำเรื่องนี้ไว้ ขณะที่มาครงย้ำว่าฝรั่งเศสไม่ได้รับการปรึกษาเกี่ยวกับสงคราม และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามครั้งนี้
มาครงยังเตือนว่าวิธีการของสหรัฐในปัจจุบันเสี่ยงที่จะ“เปิดกล่องแพนโดรา” และเขาไม่เชื่อว่าปัญหาจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการทิ้งระเบิดหรือปฏิบัติการทางทหาร โดยยกตัวอย่างสงครามในอิรัก ซีเรีย และอัฟกานิสถาน ว่าไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
แทนที่จะใช้กำลังทหาร มาครงเสนอให้มีการสร้างกลไกหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับอิหร่าน และเสนอภารกิจคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซหลังการโจมตีสิ้นสุดลง โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ทำให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งปกติแล้วช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซ LNG ประมาณหนึ่งในห้าของโลก
อ้างอิง : bloomberg.com