โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หน้ามืดไม่กลัวหมดตัวแล้ว!? ทรัมป์เสี่ยงเพิ่มเดิมพัน ส่งเรือยกพลขึ้นบก-นาวิกโยธินเข้าตอ.กลาง ตั้งท่าบุกอิหร่านภาคพื้นดิน

Manager Online

เผยแพร่ 15 มี.ค. เวลา 23.35 น. • MGR Online

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/03/us-dispatched-marines-to-mideast-feeding-iran-invasion-warnings/)

US dispatched Marines to Mideast, feeding Iran invasion warnings

by Stephen Prager

14/03/2026

ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล และสำนักข่าวเอพี เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก “ยูเอสเอส ตริโปลี” ซึ่งตั้งฐานอยู่ในญี่ปุ่น พร้อมด้วยทหารเหล่านาวิกโยธินประจำเรือหลายพันนาย กำลังออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว

มีรายงานข่าวที่เพิ่งเผยแพร่ออกมาว่า รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) ได้อนุมัติคำขอของกองบัญชาการทหารด้านกลางของสหรัฐฯ (US Central Command หรือ US CENTCOM มีหน้าที่ดูแลครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลาง) สำหรับการปฏิบัติการซึ่งสื่อต่างๆ บรรยายว่าเป็น “การยกระดับเพิ่มขยาย” สงครามกับอิหร่านของคณะบริหารทรัมป์ นั่นคือ การเคลื่อนย้ายเรือรบอีกหลายลำ และกองทหารเหล่านาวิกโยธินหลายพันนายเข้ามายังตะวันออกกลาง ภายหลังจากที่อิหร่านได้ปฏิบัติการโจมตีเรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

สื่อ วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานเมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) โดยอ้างแหล่งข่าวที่เป็นเจ้าหน้าที่สหรัฐฯรวม 3 รายเปิดเผยว่า สหรัฐฯกำลังส่ง “หน่วยย่อยของหมู่เรือเตรียมพร้อมยกพลขึ้นบก (an element of an amphibious ready group) และหน่วยนาวิกโยธินปฏิบัติการตอบโต้เร็วประจำหมู่เรือ (attached Marine expeditionary unit) ซึ่งปกติแล้วประกอบด้วยเรือรบหลายลำและทหารนาวิกโยธินบวกด้วยทหารประจำเรือรวมแล้วประมาณ 5,000 นาย” ออกมา โดยที่ตามข่าวชิ้นนี้ของวอลล์สตรีทเจอร์นัล เรือยูเอสเอส ตริโปลี (USS Tripoli เป็นเรือโจมตียกพลขึ้นบก amphibious assault ship) ซึ่งปกติตั้งฐานอยู่ในญี่ปุ่น พร้อมด้วยทหารนาวิกโยธินประจำเรือ กำลังมุ่งหน้าเดินทางไปยังตะวันออกกลางแล้ว

ขณะที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลไม่ได้รายงานอย่างชัดเจนว่า การปฏิบัติการนี้เกี่ยวข้องผูกพันกับสถานการณ์ที่กำลังแปรปรวนในช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ แต่ก็ชี้เอาไว้ว่า “ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่การโจมตีของอิหร่านในบริเวณช่องแคบดังกล่าวนี้กำลังทำให้การสัญจรผ่านเส้นทางน้ำสำคัญทางยุทธศาสตร์แห่งนี้กลายเป็นอัมพาต, กำลังทำให้เศรษฐกิจโลกสะดุดติดขัด, กำลังขับดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง, และกำลังกลายเป็นการท้าทายทางทหารและทางการเมืองครั้งใหญ่ต่อประธานาธิบดี (โดนัลด์) ทรัมป์”

ทางด้านสำนักข่าวแอสโซซิเอเต็ด เพรส (Associated Press หรือ AP สำนักข่าวเอพี) ก็รายงานเช่นกันว่ามีนาวิกโธยินราว 2,500 นายได้ถูกจัดส่งออกมาแล้ว

ส่วนทางฝ่ายอิหร่าน ในคำปราศรัยครั้งแรกสุดของเขาเมื่อวันพฤหัสบีด (12 มี.ค.) ซึ่งเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและอ่านโดยผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่าน โมจตาบา คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของประเทศ กล่าวว่า “กลไกสำหรับปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ต้องถูกนำมาใช้อย่างแน่นอนอยู่แล้ว” เพื่อเพิ่มพูนแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps หรือ IRGC) ของอิหร่าน ได้ประกาศไปแล้วว่า จะไม่ยอมให้ “น้ำมันแม้แต่ลิตรเดียว” ผ่านช่องแคบแห่งนี้ไปได้ พร้อมกับบอกว่าจะโจมตีเรือใดๆ ก็ตามที่โยงใยกับสหรัฐฯและอิสราเอล ที่พยายามจะใช้เส้นทางนี้

มีรายงานว่า อิหร่านได้โจมตีเรือพาณิชย์ต่างๆ อย่างน้อย 6 ลำในพื้นที่แถบนี้นับตั้งแต่วันพุธ (11 มี.ค.) เป็นต้นมา รวมทั้งลำหนึ่งที่ติดธงไทยซึ่งยังคงมีลูกเรือหายไป 3 คน พวกแหล่งข่าววงการข่าวกรองสหรัฐฯหลายรายก็กำลังกล่าวหาอิหร่านด้วยว่ากำลังวางทุ่นระเบิดในอ่าวฮอร์มุซ ซึ่งฝ่ายอิหร่านยังไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธเรื่องนี้

การปิดกั้นช่องแคบแห่งนี้ ซึ่งการขนส่งน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของโลกต้องแล่นผ่านในแต่ละปีนั้น กำลังทำให้ตลาดโลกปั่นป่วนวุ่นวาย ราคาของน้ำมันดิบชนิดเบรนต์ ได้พุ่งพรวดจากบาร์เรลละไม่ถึง 70 ดอลลาร์เมื่อไม่ถึง 1 เดือนก่อน ขึ้นไปอยู่สูงกว่า 100 ดอลลาร์ ส่วนราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯก็กระโจนไปอยู่ที่แกลลอนละ 3.63 ดอลลาร์โดยเฉลี่ย จากระดับ 2.94 ดอลลาร์เมื่อ 1 เดือนก่อน

ราคายังคงไต่สูงต่อไปแม้กระทั่งหลังจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ IEA หน่วยงานดูแลเรื่องนโยบายพลังงาน ในเครือขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ที่เป็นการรวมกลุ่มของพวกประเทศร่ำรวยของโลก) ได้ประกาศเมื่อวันพุธ (11 มี.ค.) เรื่องการร่วมมือประสานงานกันครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นมา เพื่อปล่อยน้ำมันออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของชาติต่างๆ ในการต่อสู้กับสิ่งที่องค์การแห่งนี้เรียกว่า “การสะดุดติดขัดของซัปพลายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดน้ำมันโลก”

ซาแชงค์ โจชิ (Shashank Joshi) บรรณาธิการด้านข่าวทหาร ของนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist) และเป็นนักวิจัยอาคันตุกะ (visiting fellow) อยู่ที่โครงการ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯศึกษา (Department of War Studies) ณ มหาวิทยาลัย คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน (King’s College London) ให้ความเห็นว่า การจัดส่งกองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯขนาดใหญ่เช่นนี้ ดูน่าจะเป็น “เครื่องบ่งชื้สำคัญประการหนึ่งของการปฏิบัติการภาคพื้นดินที่คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้นมา” ในอิหร่าน

ตัวทรัมป์เองนั้นเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์นี้ว่า เขายัง “ไม่ได้อยู่ใกล้เคียง” กับการจัดส่งทหารเข้าไปในอิหร่านเลย ถึงแม้เตหะรานได้เพิ่มการข่มขู่คุกคามที่จะปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซก็ตามที อย่างไรก็ดีในทางภายในแล้วมีรายงานว่าเขากำลังพิจารณาแผนการต่างๆ ที่จะ “ส่งกำลังทหารภาคพื้นดิน” เข้าไปในดินแดนของอิหร่านเพื่อกระทำภารกิจให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ต่างๆ จำนวนหนึ่ง ถึงแม้พวกเจ้าหน้าที่พูดถึงการให้กำลังทหารเช่นนี้ว่า เป็นเพียงภารกิจเพื่อการปฏิบัติการในขอบเขตเฉพาะเจาะจงอย่างจำกัด

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวของเว็บไซต์ข่าว แอคซิออส (Axios) ที่ระบุว่าพวกเจ้าหน้าที่คณะบริหารทรัมป์ เสนอแนะให้จัดส่งหน่วยคอมมานโดจู่โจมบุกเข้าไปยังพวกสถานที่ทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน เพื่อยึดหรือสร้างความเสียหายให้แก่พวกซัปพลายยูเรเนียม โดยเฉพาะส่วนที่ผ่านการเสริมสมรรถนะแล้ว เวลาเดียวกัน ก็มีสื่ออื่นรายงานอ้างอิงกันว่าพวกเจ้าหน้าที่คณะบริหารทรัมป์ยังกำลังพิจารณาแผนการในการบุกยึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งของอิหร่านราว 15 ไมล์ (ประมาณ 24 กิโลเมตร) และเป็นสถานที่จัดการดูแลการส่งออกน้ำมันถึงราว 90% ของอิหร่าน จึงเป็นเสมือน “เส้นชีวิต” ทางเศรษฐกิจสำคัญยิ่งของชาติที่ถูกทุบตีเล่นงานมานานปีแห่งนี้

ทว่าทรัมป์ก็พูดเช่นกันว่า ถ้าอิหร่านปิดกั้นฮอร์มุซ “กองทัพเรือสหรัฐฯและพวกหุ้นส่วนของตนก็จะคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเดินทางผ่านช่องแคบแห่งนี้ ถ้าหากมีความจำเป็น” ขณะที่ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม พลเอก แดน เคน (Gen. Dan Caine) พูดรับสนองนโยบายว่า เพนตากอนกำลังมอง “ทางเลือกต่างๆ “ สำหรับการทำเรื่องนี้

ในบทวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (10 มี.ค.) โดย เซเตโอ, แฮร์ริสัน แมนน์ (Zeteo, Harrison Mann) อดีตนายทหารยศพันตรีแห่งกองทัพบกสหรัฐฯ และปัจจุบันเป็นประธานบริหารของ มิดเดิลอีสต์/แอฟริกา รีเจียนนัล เซนเตอร์ (Middle East/Africa Regional Center) กิจการสำนักงานข่าวกรองกลาโหม ได้เสนอแนะว่า สหรัฐฯอาจจะต้องดำเนินแผนการที่ทะเยอทะยานมาก ในการ “กวาดล้างพื้นที่ชายฝั่งอิหร่านรอบๆ ช่องแคบฮอร์มุซ” จึงจะสามารถทำให้พวกเรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านได้อีกครั้งหนึ่ง

แมนน์ ซึ่งเคยทำงานภายใต้คณะบริหารประธานาธิบดีโจ ไบเดน แต่ได้ลาออกเพื่อแสดงการประท้วงสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นการที่คณะบริหารดังกล่าวสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในดินแดนกาซา ระบุว่า การทำตามแผนการอย่างที่เขาพูดถึงนี้ จำเป็นที่จะต้องมี “การยึดครองอย่างไม่มีกำหนด –ไม่เช่นนั้นแล้วพวกรถบรรทุกขีปนาวุธของอิหร่านก็จะสามารถวิ่งเข้าประจำตำแหน่งได้อย่างง่ายดาย หลังจากกองกำลังสหรัฐฯถอนตัวจากไป” ในการเข้ายึดครองนี้ เขากล่าวต่อไปว่า สหรัฐฯจะต้อง “ทำการรุกรานอย่างเต็มรูปแบบ เป็นไปได้ว่าอาจต้องใช้กองกำลังตอบโต้เร็วที่บอกกันว่าทรัมป์กำลังจัดส่งมา ในจำนวนมากกว่า 10,000 นายด้วยซ้ำ”

“การปฏิบัติการภาคพื้นดินทั้งหมดเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการบาดเจ็บล้มตาย ขณะเดียวกันก็อาจจะล้มเหลวไม่สามารถบรรลุภารกิจต่างๆ ของพวกเขาได้” แมนน์ บอก “อย่างที่พวกโปรแกรมเมอร์ชอบพูดกันว่า สิ่งที่มองดูเหมือนกับเป็นความผิดพลาดนั้น แท้ที่จริงแล้วมันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้เป็นอย่างนั้นเอง (That’s a feature, not a bug) แม้กระทั่งในกรณีที่การปฏิบัติการเหล่านี้ มีสักอย่างหนึ่งสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ กองทหารที่กำลังตกอยู่ในอันตรายและต้องประจำอยู่ตรงข้างหลังแนวรบของข้าศึกแบบนี้ ก็ยังคงเรียกร้องต้องการให้คอยจัดส่งยุทธสัมภาระไปให้เป็นระยะ, แล้วยังมีเรื่องการอพยพเคลื่อนย้ายกำลงพล, ตลอดจนการปฏิบัติการแก้แค้นเอาคืน ซึ่งทำให้ต้องมีทหารที่ตกอยู่ในอันตราย ณ บริเวณด้านหลังแนวรบข้าศึกเพิ่มมากขึ้นไปอีก วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ”

การเคลื่อนกำลังทหารเข้าสู่ตะวันออกกลางเพิ่มมากขึ้นคราวนี้ ยังเกิดขึ้นขณะที่สาธารณชนสหรัฐฯแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างแรงกล้ากับสงครามของทรัมป์ที่ทำกับอิหร่าน ในโพลของมหาวิทยาลัยควินนิเพียค (Quinnipiac poll) ซึ่งนำออกเผยแพร่สัปดาห์นี้ 53%ของผู้ไปจดทะเบียนว่าจะใช้สิทธิเลือกตั้ง ตอบแบบสอบถามว่าพวกเขาคัดค้านการที่สหรัฐฯใช้การปฏิบัติการทางทหารเล่นงานอิหร่าน โดยที่มีเพียง 40% บอกว่าเห็นด้วยกับการปฏิบัติการนี้

ประมาณ 74% ตอบว่าพวกเขาหวั่นกลัวว่าสงครามครั้งนี้จะเป็นสาเหตุทำให้ราคาน้ำมันและแก๊สขึ้นสูง และ 71%กลัวว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อนานเป็น “เดือนๆ” หรือนานกว่านั้นอีก

อดีตหัวหน้านักยุทธศาสตร์ของทรัมป์ นั่นคือ สตีฟ แบนนอน (Steve Bannon) ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นหนึ่งในพันธมิตรในวงการสื่อมวลชนคนสำคัญที่สุดของเขา กล่าวเอาไว้ในพอดแคสต์ “วอร์รูม” (War Room) ของเขาว่า การจัดส่งกำลังทหารขนาดใหญ่เช่นนี้ คือ “การส่งสัญญาณไปถึงอิหร่าน แต่มันก็จะเป็นการส่งสัญญาณถึงประชาชนชาวอเมริกันด้วย ว่า นี่คือการบานปลายขยายตัวครั้งใหญ่”

แมนน์ บอกว่าการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่าน มีแต่จะทำให้ “แน่ใจว่าทรัมป์จะไม่สามารถกลับลำได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ [นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน] เนทันยาฮู, [วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ] ลินด์ซีย์ แกรแฮม (Lindsey Graham) (สังกัดพรรครีพับลิกัน จากรัฐเซาท์แคโรไลนา) ตลอดจนพวกคนประเภทเดียวกัน เรียกร้องต้องการ โดยอ้างว่ามันจะทำให้อิหร่านเกิดการแตกร้าว

“การนำสงครามครั้งนี้ไปให้ถึงจุดจบ” แมนน์ บอก “ เรียกร้องให้ต้องยอมรับความจริงที่ว่ามันยังคงสามารถที่จะเลวร้ายย่ำแย่ลงไปอีกอย่างมากๆ, ต้องปฏิเสธไม่ยอมหลุดลงไปในหลุมแห่งคำมั่นสัญญาว่ามันจะเป็น ‘การบุกโจมตีด้วยหน่วยปฏิบัติการพิเศษขนาดเล็กๆ’ เท่านั้น, และจะต้องเรียกขานการปฏิบัติการเหล่านี้ตามความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น นั่นคือ การโหมโรงไปสู่สงครามที่จะต้องสู้รบกันไปอีกยาวนาน”

ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ (https://www.commondreams.org/news/5000-marines-warships-iran)

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...