‘ดร. โจ’ ชูนโยบายกรุงเทพง่าย ๆ เล็งใช้เทคโนโลยีพัฒนาเมือง ทำจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส
'ดร. โจ' ชูนโยบายกรุงเทพง่าย ๆ เล็งใช้เทคโนโลยีพัฒนาเมือง ทำจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส ประกาศหากได้เป็นผู้ว่าฯ จะดันปัญหาโรงงานขยะอ่อนนุชเป็นวาระด่วน ยกเลิกสัญญาทันที
วันนี้ (8 พ.ค. 69) นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน กล่าวถึงนโยบายของพรรคประชาชนในการสู้ศึกเลือกตั้ง กทม. ครั้งนี้ว่า การเลือกตั้งกรุงเทพมหานครเป็นมากกว่าการเลือกผู้ว่าหนึ่งคน แต่เป็นการเลือกอนาคตว่าคนกรุงเทพฯ อยากเห็นกรุงเทพฯ ในอีก 4 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร พรรคประชาชนจึงนำเสนอ “กรุงเทพง่าย ๆ” ว่าเราอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่โอบอุ้มชีวิตและให้โอกาสผู้คน คืนเวลาให้คนกรุงเทพฯ ทั้งเวลาในการเดินทาง เวลาในการรอหมอ เวลาในการดูแลลูก เวลาที่ต้องดูแลพ่อแม่ นี่คือ “วาระเมืองกรุงเทพ” ของพรรคประชาชน
นโยบายด้านข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเรื่องที่ตนเองให้ความสำคัญตั้งแต่เมื่อครั้งทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย หากตนเองเป็นผู้ว่าฯ กทม. มั่นใจว่าสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาออกแบบและพัฒนาเมืองได้อีกมาก เช่น ปัญหาถนนไม่เรียบ เรามีรถเก็บขยะของกรุงเทพฯ ที่วิ่งอยู่ทุกวันทุกตรอกซอกซอย สามารถติดกล้องที่รถขยะนี้ เพื่อให้เห็นสภาพพื้นผิวถนนในแต่ละพื้นที่พร้อมระบุพิกัด จะรู้ได้ว่าปัญหาเกิดที่จุดไหน ก่อนให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปแก้ไข รวมถึงการใช้งบประมาณที่โปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้างต่าง ๆ ของ กทม. สามารถใช้เทคโนโลยี AI ตรวจจับได้ เช่น ราคากลางและราคาเสนอเท่าไร มีการฮั้วราคากันหรือไม่ เมื่อระบุความผิดปกติได้แล้ว จากนั้นจึงให้คนเข้าไปดูเป็นรายกรณีว่าเบื้องลึกของเรื่องนั้นเป็นอย่างไร
อีกเรื่องหนึ่งที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามามาก คือคนที่ใช้รถเมล์เขาอยากรู้ว่ารถเมล์อยู่ที่ไหน จะมาเมื่อไร ตอนนี้แม้มีบางแอปพลิเคชันของเอกชนทำได้ แต่ยังไม่ครบถ้วนทุกบริษัทรถเมล์รวมถึง ขสมก. ดังนั้นตนเองจะให้ กทม. เป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ ประชาชนต้องดูได้ครบทุกสายทุกบริษัท รวมถึงตารางของเรือและรถไฟฟ้า จะทำให้การวางแผนใช้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ง่ายขึ้น
ส่วนปัญหาโรงขยะอ่อนนุช ซึ่งเรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2565 สส. กรุงเทพฯ และแคนดิเดต สก. ของพรรคประชาชนติดตามมาโดยตลอด ทุกวันนี้เมื่อสอบถามประชาชนที่ใช้ชีวิตในบริเวณดังกล่าว ก็ยังบอกว่าได้รับผลกระทบอยู่ ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข หาก กทม. จะอ้างเรื่องข้อจำกัดทางอำนาจของตนเอง ก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะในสัญญาของการจัดการขยะมี 2 สัญญาที่เป็นการนำขยะมาหมักเป็นปุ๋ย คือสัญญา 1,000 ตัน กับ 600 ตัน กระบวนการหมักส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็นหากไม่ได้อยู่ในระบบปิดที่ถูกต้องตามมาตรฐานสุขลักษณะ
ดังนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่ไหน ทำไมถึงปล่อยให้คนในชุมชนโดยรอบไม่ต่ำกว่า 400,000 คน ต้องทนเหม็นจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันมีที่ให้ขยะเหล่านี้ถูกนำไปจัดการได้แล้ว คือโรงขยะโรงใหม่ที่มีการทดลองและมีศักยภาพที่จะรองรับปริมาณขยะตรงนั้นได้ ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขยะไม่มีที่ไป แต่ปัญหาคือ กทม. มีเจตจำนงที่จะจัดการปัญหาหรือไม่ หลายคนบอกว่าโรงขยะจะครบสัญญาอยู่แล้ว แต่คนในพื้นที่พวกเขาได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่สุขภาพกายแต่รวมถึงสุขภาพใจ
หากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะทำเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนด้วยการยกเลิกสัญญา พิจารณาให้การนำขยะมาหมักต้องยุติทันที และทบทวนความรับผิดชอบของ กทม. และความรับผิดชอบของคู่สัญญา ว่าทั้งสองฝ่ายได้ทำตามความรับผิดชอบของตัวเองหรือไม่ หากจำเป็นต้องมีการจ่ายชดเชยให้เป็นธรรมก็ต้องจ่าย
ส่วนเรื่องการรับมือภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ฝุ่น PM 2.5 ต้องแก้ตั้งแต่การเตรียมพร้อม ทุกวันนี้เราเห็น กทม. ลอกท่อ ทำเส้นเลือดฝอย เวลาฝนตกแล้วน้ำท่วมระบายเร็วขึ้น แต่ก็ยังมีหลายจุดที่ไม่ได้ทำอย่างครอบคลุม โดยการลอกท่อต้องทำอย่างทั่วถึงและครอบคลุม ไม่เช่นนั้นศักยภาพในการระบายน้ำจะไม่เต็มระบบ ขณะที่การป้องกันน้ำท่วมยังมีอีกหลายส่วนที่สามารถทำเพิ่มเติมได้
ขณะที่ฝุ่น PM 2.5 ก็เป็นเรื่องใหญ่ ไม่สามารถทำเฉพาะ กทม. ได้ เพราะปัญหาดังกล่าวครอบคลุมทั่วประเทศ
สำหรับขอบเขตที่ กทม. ทำได้คือ มาตรฐานการควบคุมการก่อสร้างไม่ให้มีการปล่อยฝุ่นออกมา ซึ่งสามารถทำได้ดีกว่านี้ เพราะมีพื้นที่ก่อสร้างหลายงานที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงเรื่องการเผา ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ๆ ของฝุ่น ต้องแก้ทั้งในระดับ กทม. และระดับประเทศ
พรรคประชาชนสามารถทำได้ทั้งสองระดับ ในระดับ กทม. สามารถออกข้อบัญญัติเรื่องการก่อสร้าง ทีมบริหารที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างจะดูแลส่วนนี้ ช่วยให้ฝุ่นจากการก่อสร้างลดลงได้ ส่วนเรื่องการเผา สามารถนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วย และระดับประเทศ พรรคประชาชนได้ยื่นร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ไปแล้ว สส. ทั้ง 119 คนในสภาต้องเข้าไปขับเคลื่อนต่อไป
นายชัยวัฒน์ ทิ้งท้ายว่า คนกรุงเทพฯ มอบความไว้วางใจให้พรรคประชาชนผ่าน สส. ทั้ง 33 เขต แต่จะดีกว่าหรือไม่หากคนกรุงเทพฯ มอบความไว้วางใจของท่านให้เราดูแล กทม. ให้โอกาสเราได้แสดงให้เห็นว่าการบริหารภายใต้พรรคประชาชนจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่กรุงเทพมหานครอย่างไร นอกจากวาระระดับเมือง เรายังมีวาระระดับเขตจากการส่งผู้สมัคร สก. ทั้ง 50 เขต แต่ละเขตมีวาระของตัวเอง ทั้งหมดนี้คือการทำงานเป็นทีม ประกอบด้วย สส. ในระดับประเทศ สก. ในระดับเขต และระดับงานบริหารโดยผู้ว่าฯ และทีมบริหารที่เราเปิดต่อประชาชนไปแล้ว ยืนยันว่าหากได้รับโอกาสเข้าไปทำงาน จะไม่ทำให้คนกรุงเทพฯ ผิดหวัง พรรคประชาชนมีวาระ มีความแน่วแน่ และมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะขับเคลื่อนผลักดันวาระให้สำเร็จ