โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สะเทือนยุคโบราณ เมื่อระบบผิดพลาด ส่งหนูน้อยวัยสามขวบมาในยุคโบราณ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 31 ม.ค. เวลา 18.54 น. • PandaBook
ตอนที่เจาเจาตัวน้อยอายุเพียงสามขวบ เธอประสบเหตุถูกลักพาตัว! ในเสี้ยววินาทีระหว่างความเป็นและความตาย เด็กหญิงบังเอิญผูกมัดเข้ากับระบบที่พลังงานปั่นป่วน และถูกส่งข้ามไปยังราชวงศ์ต้าฉี

ข้อมูลเบื้องต้น

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Panda Book Publishing ***

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%

เรื่อง : สะเทือนยุคโบราณ เมื่อระบบผิดพลาดส่งหนูน้อยวัยสามขวบมาในยุคโบราณ

ต้นฉบับจีน : 直播震撼古人,崽崽回现代当团宠

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature

ผู้เขียน : 三枣 (sān zǎo)

ผู้แปล : หว่อ อ้าย หนี่

[ 315 ตอนจบ ] อัปเดตทุกวัน วันละ 2 ตอน เวลา 19.45 น.

ฉบับ E-book มีทั้งหมด 7 เล่ม

…………

เรื่องย่อ

ตอนที่เจาเจาตัวน้อยอายุเพียงสามขวบ เธอประสบเหตุถูกลักพาตัว!

ในเสี้ยววินาทีระหว่างความเป็นและความตาย เด็กหญิงบังเอิญผูกมัดเข้ากับระบบที่พลังงานปั่นป่วน และถูกส่งข้ามไปยังราชวงศ์ต้าฉี ทว่าระบบกลับปิดตัวลงกะทันหัน

ด้วยเหตุนี้ เจาเจาจึงถูกครอบครัวชาวบ้านเก็บไปเลี้ยง และต้องกลายเป็นสะใภ้เด็ก ถูกใช้งานและทุบตีอย่างทารุณ

สองปีให้หลัง ระบบเปิดทำงานอีกครั้ง และภาพแรกที่มันเห็น คือเจาเจาที่ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ถูกทำร้ายตามอำเภอใจ มิหนำซ้ำยังถูกสั่งให้อดอาหาร

ด้วยความตื่นตระหนก ระบบจึงรีบพาเจาเจาน้อยกลับสู่โลกปัจจุบันทันที

ทว่า การเดินทางข้ามมิติครั้งนี้ ได้ใช้พลังงานทั้งหมดที่ระบบสะสมมา และยังทิ้ง ‘บั๊กใหญ่’ ไว้หนึ่งจุด…

บนท้องฟ้าของราชวงศ์ต้าฉี ปรากฏ ‘ม่านฟ้าไลฟ์สด’ ขึ้น!

มันถ่ายทอดชีวิตของเจาเจาในโลกปัจจุบัน หลังจากที่เธอกลับสู่บ้านที่แท้จริง และได้รับการดูแลอย่างทะนุถนอมจากพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด

และแล้ว…

ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าฉีก็ต้องเดือดพล่าน!

….

© 2026 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All Rights Reserved.
Thai publication rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.
in cooperation with Little Rainbow Agency.

…..

เล่ม 4 มาแล้วจ้าา

บทที่ 1 ระบบเปิดเครื่องอีกครั้ง

บทที่ 1 ระบบเปิดเครื่องอีกครั้ง

รัชสมัยต้าฉี ณ หมู่บ้านซ่างลิ่ว

ทันทีที่เจาเจาก้าวเท้าเข้าประตูรั้ว รองเท้าที่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวข้างหนึ่งก็ลอยหวือเข้ามาหา

เจาเจาน้อยไม่กล้าหลบ ได้แต่หดหัวน้อยๆ หลับตาปี๋ยอมรับแรงกระแทกนั้น แต่โดยดี ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง มองไปยังหญิงสาวที่นั่งอยู่หน้าห้องโถงด้วยสายตาขลาดกลัว ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือฉายแววตื่นตระหนก เอ่ยเรียกเสียงเบาหวิว "ท่านแม่…"

หญิงสาวผู้นั้นมีสีหน้าทะมึนทึน ชี้มือไปที่รองเท้าที่เพิ่งบินผ่านไป "เอารองเท้ามานี่"

เจาเจาน้อยรีบนั่งยองๆ ใช้สองมือประคองรองเท้าวิ่งเหยาะๆ ไปตรงหน้าเจิ้งซื่อ เจิ้งซื่อกระชากรองเท้ากลับไป แล้วก็ฟาดใส่ร่างของนางอย่างไม่ยั้งมือ

"ยังกล้าเรียกแม่อีก นังเด็กสมควรตาย ขี้เกียจอีกแล้วนะ ให้ไปเก็บฟืนจนป่านนี้ ยังไม่เห็นได้ฟืนสักเท่าไหร่ นังตัวดี วันไหนไม่ได้โดนตีคงไม่สบายตัวสินะ ข้าว่าเจ้าจงใจจะยั่วโมโหข้าชัดๆ"

"ท่านแม่ ข้า… ข้าไม่ได้ขี้เกียจนะเจ้าคะ ข้าหกล้ม ลุกไม่ขึ้น ก็เลย… ก็เลย…"

นางไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน พอหกล้มก็ไม่มีแรง อีกทั้งฟืนก็ทับอยู่บนตัวต้องใช้เวลาตั้งนานกว่าจะผลักออกได้

"ยังกล้าต่อปากต่อคำ เดี๋ยวนี้หัดหาข้ออ้างแล้วใช่ไหม?" แรงฟาดของรองเท้าที่กระทบลงบนร่างหนักหน่วงขึ้นกว่าเดิม

เจาเจาไม่กล้าพูดอะไรอีกทันที ได้แต่ใช้สองมือป้องศีรษะ ร่างเล็กๆ ขดงอ พยายามกลั้นน้ำตา กัดฟันทนรับแรงตีที่หนักขึ้นเรื่อยๆ อย่างเงียบงัน

ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรหรอก เจาเจาชินแล้ว ขอแค่ท่านแม่ได้ระบายอารมณ์ก็พอแล้ว ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เจาเจาทนหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไป เจาเจาไม่เจ็บ ไม่เจ็บเลยสักนิด

เป็นดังคาด ผ่านไปครู่หนึ่งเจิ้งซื่อก็หยุดมือด้วยความเหนื่อยหอบ นางถ่มน้ำลายระบายลมหายใจอย่างแรง แล้วสวมรองเท้ากลับเข้าไป

ทว่ายังไม่ทันที่เจาเจาจะโล่งใจ บนกำแพงรั้วบ้านข้างๆ ก็มีศีรษะหนึ่งโผล่ขึ้นมา ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีพิงกำแพงแทะเมล็ดแตงโมด้วยท่าทางยียวน เอ่ยยิ้มๆ ว่า "พี่สะใภ้ตีเด็กอีกแล้วหรือ ทำไมหยุดเร็วนักล่ะ? พี่สะใภ้นี่ไม่ได้เรื่องเลยนะ ตีแค่นี้ก็หมดแรงแล้วหรือ ตามที่ข้าว่านะ พี่อย่าใช้พื้นรองเท้าเลย โน่น มีไม้ฟืนอยู่ท่อนหนึ่ง ใช้ไอ้นั่นตีไม่เปลืองแรง แถมยังเจ็บกว่าด้วย"

เจาเจาน้อยได้ยินดังนั้น ร่างกายก็สั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่

เจิ้งซื่อเงยหน้ามองชายคนนั้นแวบหนึ่ง สีหน้าดูไม่ดีนัก "เรื่องของบ้านข้า เจ้าไม่ต้องมายุ่ง อย่ามาเกาะกำแพงจ้องบ้านคนอื่นเหมือนขโมยแบบนี้ บ้านข้าจะสั่งสอนลูกมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า"

เห็นเจียงเหล่าซานคนนี้แล้วนางก็หงุดหงิด วันๆ เอาแต่เกาะกำแพง บ้านนางมีความเคลื่อนไหวอะไรนิดหน่อยเขาก็รู้หมด น่ารำคาญจะตายชัก

"พี่สะใภ้นี่ไม่รู้จักเจตนาดีของคนเอาเสียเลย ข้าเตือนพี่แล้วพี่ยังมาโทษข้าอีก" เจียงเหล่าซานแค่นหัวเราะสองที ก่อนจะมองเจาเจาด้วยสายตาอำมหิต "เขาว่ากันว่าคนชั่วตายยาก นังตัวซวยนี่หนังเหนียวจะตาย ตีไม่ตายหรอก"

"ไสหัวไป ข้าจะบอกให้นะเจียงเหล่าซาน ถ้าเจ้าคายเปลือกเมล็ดแตงโมลงในลานบ้านข้า ข้าไม่จบกับเจ้าแน่" พูดจบ เจิ้งซื่อก็หยิบก้อนหินบนพื้นขว้างใส่เขา

เจียงเหล่าซานรีบหดคอกลับ ลงจากกำแพงไป

เจิ้งซื่อถึงได้ละสายตากลับมา หันมาเห็นเจาเจาน้อยก็ถีบนางล้มคว่ำ แล้วถ่มน้ำลาย "ไอ้ตัวไร้ประโยชน์ เร็วเข้า รีบกวาดลานบ้าน เก็บกวาดให้เรียบร้อย อีกอย่าง เย็นนี้เจ้าห้ามกินข้าว นังเด็กสมควรตายเลี้ยงไปก็เปลืองข้าวสุก"

เจาเจาล้มคว่ำลงกับพื้น มือเล็กๆ ถลอกปอกเปิกจนเลือดซึม เจ็บจนตัวสั่นเทา

นางไม่กล้าโต้เถียง ได้แต่ก้มหน้าลง น้ำตาไหลพรากอย่างกลั้นไม่อยู่

พอเจิ้งซื่อเข้าครัวไปแล้ว เจาเจาน้อยถึงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง เป่าแผลที่มือเบาๆ นางไม่มีเวลามานั่งเสียใจมากนัก จึงกลั้นความเจ็บปวดลุกขึ้นไปหยิบไม้กวาดที่มุมกำแพง

ใครจะรู้ว่าพอเพิ่งลุกขึ้นยืน ในหัวก็มีเสียงแปลกประหลาดดังขึ้น

[สะสมพลังงานระบบเสร็จสิ้น เตรียมเปิดเครื่อง คาดว่าจะใช้เวลาสองชั่วโมง…]

เจาเจาเบิกตากว้าง หันมองซ้ายมองขวา แต่ไม่เห็นใครสักคน

ทำไมถึงมีเสียง? นางได้ยินชัดเจน แต่รอบกายไม่มีคนเลย ใครเป็นคนพูด?

นางอดไม่ได้ที่จะนวดขมับ เสียงนั้นหายไปแล้ว นางพลันนึกถึงคุณปู่ที่ท้ายหมู่บ้านฝั่งตะวันออกที่ชอบพูดจาเพ้อเจ้อทั้งวัน คนในหมู่บ้านบอกว่าสมองแกมีปัญหา มักจะมีอาการหูแว่ว นานวันเข้าก็เลยเป็นบ้า

หรือว่า… เมื่อกี้นางโดนตีจนหูแว่วไปแล้ว? งั้นนางก็ใกล้จะบ้าแล้วหรือ?

เจาเจาน้อยกลัวจับใจ มือเล็กๆ สั่นเทาจับศีรษะตัวเอง สายตามองไปทางห้องครัวโดยสัญชาตญาณ อยากจะถามเจิ้งซื่อว่าควรทำอย่างไรดี?

ทว่าพอหันหน้าไป เสียงด่าทอของเจิ้งซื่อก็ดังสวนมา "นังเด็กสมควรตายยังมายืนบื้ออะไรตรงนั้น อยากโดนตีตายหรือไง?"

เจาเจาไม่กล้าชักช้า ไม่สนใจเสียงประหลาดในหัวอีก รีบคว้าไม้กวาดที่สูงกว่าตัวนางมาก มากวาดลานบ้านอย่างทุลักทุเล

พอกวาดมาถึงมุมกำแพง เปลือกเมล็ดแตงโมกำมือหนึ่งก็ถูกโปรยลงมาจากกำแพงบ้านข้างๆ ร่วงหล่นใส่ศีรษะนางเต็มๆ

เจาเจาชะงักไปนิดหนึ่ง ปัดเปลือกเมล็ดแตงโมออกจากศีรษะเงียบๆ เม้มปากแน่นแล้วกวาดพื้นต่อ

อีกฟากของกำแพงมีเสียงหัวเราะ "ฮ่าฮ่าฮ่า" ดังแว่วมา

เจาเจาน้อยทำเป็นไม่ได้ยิน ก้มหน้าก้มตาทำงานของตนต่อไป

กวาดพื้นเสร็จ นางก็เก็บตะกร้าที่วางระเกะระกะในลานบ้านเข้ามุม เก็บผ้าที่ตากไว้บนราว ต้อนไก่เป็ดที่เดินเพ่นพ่านกลับเข้าเล้า หั่นหญ้าเลี้ยงหมู…

ร่างเล็กๆ วุ่นวายไม่ได้หยุดพัก จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ

กลิ่นหอมของเนื้อลอยมาจากทางห้องครัว เจิ้งซื่อ หูไหลฝู และหูเป่าตุ่นลูกชายของพวกเขากำลังกินมื้อเย็นกันอยู่ พ่อแม่ลูกสามคนคุยกันหัวเราะกันอย่างมีความสุข ได้ยินเสียงซดน้ำแกงดังซู้ดซ้าด

เจาเจาน้อยมองไปทางนั้น อดกลืนน้ำลายไม่ได้ ท้องเริ่มร้องจ๊อกๆ นางรีบละสายตา วิ่งไปที่โอ่งน้ำตักน้ำขึ้นมาหนึ่งกระบวย น้ำเย็นเฉียบลงท้องทำเอาเด็กน้อยสะท้านเฮือก ต้องค่อยๆ จิบทีละคำ รอให้น้ำอุ่นขึ้นในปากค่อยกลืนลงไป ถึงจะหนาว แต่อย่างน้อยก็ทำให้อิ่มน้ำ พอจะบรรเทาความหิวไปได้บ้าง

เช็ดปากยังไม่ทันได้พัก เจิ้งซื่อก็ตะโกนเรียก "นังเด็กสมควรตาย รีบเข้ามาล้างจาน"

เจาเจาเดินเข้าครัว บนโต๊ะอาหารไม่เหลือแม้แต่น้ำแกงสักหยด

ในหม้อมีน้ำร้อน แต่นั่นเอาไว้สำหรับให้พวกเจิ้งซื่อล้างเท้า เจาเจาล้างจานใช้ได้แค่น้ำเย็น นางนั่งยองๆ เป่าลมร้อนใส่มือตัวเอง พอมือที่บวมแดงจุ่มลงในน้ำเย็น ก็อดไม่ได้ที่จะหดมือกลับ

พอล้างจานเสร็จ เจิ้งซื่อก็เรียกให้นางยกน้ำร้อนไปให้หูเป่าตุ่นล้างเท้า

เจาเจาน้อยเหยียบตั่งตัวเล็ก ตักน้ำร้อนผสมจากในหม้อ มีเพียงเวลานี้เท่านั้นที่นางรู้สึกอุ่นขึ้นมาบ้าง

นางอาลัยอาวรณ์ความรู้สึกนี้เล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าชักช้า รีบยกน้ำล้างเท้าเดินไปที่ห้องโถง

หูเป่าตุ่นแก่กว่าเจาเจาสามปี ตอนนี้นั่งอยู่บนเก้าอี้มองนางอย่างรำคาญใจ พอเจาเจาถอดรองเท้าถุงเท้าให้แล้ววางเท้าลงในอ่าง เขาก็กระทืบน้ำอย่างแรงทันที น้ำสาดกระเซ็นเต็มหน้าเจาเจา เขาถึงได้หัวเราะร่า "โทษฐานที่เจ้าชักช้า นังเด็กสมควรตายนี่น่าโดนสั่งสอนจริงๆ เจ้าเป็นสะใภ้เด็กของข้า ก็ต้องหัดปรนนิบัติข้าตั้งแต่เด็ก ครั้งหน้าถ้าช้าอีก ข้าจะกดหัวเจ้าลงในน้ำ ให้กินน้ำล้างเท้าข้าซะ"

ครบเวลาสองชั่วโมง ระบบที่เพิ่งเปิดเครื่องรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะมันปิดเครื่องไปถึงสองปีนับตั้งแต่ผูกมัดกับโฮสต์ ตอนนี้อุตส่าห์สะสมพลังงานได้ครบจนเปิดเครื่องได้ กำลังเตรียมจะพูดคุยกับโฮสต์ตัวน้อยให้หายคิดถึง ยังไม่ทันได้อ้าปาก ก็ได้ยินคำพูดดูถูกเหยียดหยามประโยคนี้เข้า ถึงกับชะงักไป

นี่มันใครกัน? เด็กเหลือขอจากไหนมาพูดจาแบบนี้กับเด็กตัวเล็กๆ ยุคสมัยไหนแล้วยังมีสะใภ้เด็กอีก คุณธรรมจริยธรรมที่เรียนมาเอาคืนครูไปหมดแล้วหรือไง เรียนหนังสือประสาอะไร

หืม? ดะ… เดี๋ยว เดี๋ยวนะ เหมือนมีอะไรผิดปกติ

ในที่สุดระบบก็รู้สึกตัวช้าๆ ว่าดูเหมือนจะเกิดปัญหาขึ้นแล้ว คนตรงหน้า! ทำไม! ถึงเป็นคนโบราณ?!

โฮสต์ที่มันผูกมัดฉุกเฉินก่อนปิดเครื่องเป็นคนยุคปัจจุบันชัดๆ มันคงจำ… จำไม่ผิดใช่ไหม?

อีกอย่าง โฮสต์ของมันเป็นเด็กน้อยแก้มยุ้ยน่ารักน่าชัง แต่เด็กตรงหน้านี้กลับผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูก หน้าตาซีดเซียว เสื้อผ้าบนร่างขาดรุ่งริ่งแถมยังบางเบา นิ้วเท้าโผล่ออกมามีแผลตกสะเก็ดเลือดซึม ในสภาพอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ ร่างเล็กๆ สั่นเทาไปทั้งตัว

เกิดอะไรขึ้น? สองปีที่มันปิดเครื่องไป เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?

ระบบไม่สนใจอะไรแล้ว รีบตรวจสอบสาเหตุทันที

พอมันไม่ส่งเสียง เจาเจาน้อยก็ไม่รู้ว่าเสียงประหลาดในหัวเมื่อครู่เกือบจะดังขึ้นอีกครั้ง ตอนนี้นางล้างเท้าให้หูเป่าตุ่นเสร็จแล้ว ก็ยกน้ำออกไปเท

ครอบครัวหูสามคนล้างหน้าล้างตาเสร็จก็กลับห้องเตรียมเข้านอน แต่เจาเจายังต้องเก็บกวาดครัว เรียงฟืนหลังเตาให้เป็นระเบียบ

จากนั้นนางถึงใช้น้ำเย็นล้างหน้าล้างเท้าตัวเอง กว่าจะทำทุกอย่างเสร็จ ข้างนอกก็มืดสนิทแล้ว

เจาเจาไม่มีห้องนอน นางต้องนอนในห้องเก็บฟืน ห้องเก็บฟืนมีลมโกรกทั้งสี่ทิศ กันความหนาวไม่ได้เลย

นางไม่มีเตียง มีเพียงไม้กระดานบางๆ สองแผ่นต่อกัน ปูทับด้วยฟางข้าว

ยุ่งวุ่นวายมาทั้งวัน ในที่สุดเจาเจาน้อยก็ได้พักผ่อนเสียที

นางพ่นลมหายใจออกมา ล้มตัวลงนอนบนกองฟาง เอาผ้าปูที่นอนเก่าๆ บางๆ มาคลุมตัว แล้วเอาฟางข้าวมาโปะทับบนผ้าอีกสองชั้น มีเพียงทำแบบนี้ นางถึงจะไม่หนาวตายในตอนกลางคืน

แต่ถึงกระนั้น พอนางล้มตัวลงนอน ก็ยังคงนอนตัวสั่นงันงกอยู่ดี

และในเวลานี้ ระบบที่ได้รับรู้ต้นสายปลายเหตุทั้งหมด มองดูโฮสต์ตัวน้อยที่นอนขดเป็นก้อนกลม จิตใจของระบบแทบจะแตกสลาย!

ฝากเอ็นดูเจาเจาตัวน้อยด้วยนะคะ มาร่วมลุ้นไปกับม่านฟ้าไลฟ์สด และเอาใจช่วยเจ้าก้อนแป้งไปด้วยกันนะคะ ^^

บทที่ 2 ต้นสายปลายเหตุ (Rewrite)

บทที่ 2 ต้นสายปลายเหตุ (Rewrite)

ระบบรู้สึกราวกับฟ้าถล่ม และตัวมันเองก็แทบจะแตกสลาย

เหตุใดมันถึงได้ก่อเรื่องผิดพลาดใหญ่โตเช่นนี้ มันส่งโฮสต์ผู้น่าสงสารของมันมายังยุคโบราณได้อย่างไร? แถมยังต้องมาตกระกำลำบาก ถูกด่าทอทุบตี อดมื้อกินมื้อ ทั้งหนาวทั้งหิวแบบนี้

เมื่อสองปีก่อน เจาเจาน้อยยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่คนทั้งตระกูลรักใคร่ปานแก้วตาดวงใจแท้ๆ

ยามนี้กลับต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ซึ่งล้วนเกิดจากความผิดพลาดของมันทั้งสิ้น

ระบบมองดูโฮสต์ที่มีสภาพน่าเวทนาด้วยความรู้สึกผิดอย่างที่สุด ภาพเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนฉายวาบเข้ามาในสมองกลอย่างรวดเร็ว

เจาเจาน้อยคือลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเฮ่อหนานโจว ลูกชายคนที่สามของตระกูลเฮ่อแห่งเจียงเฉิง ประเทศฮัวกั๋ว ตระกูลเฮ่อมีรากฐานมั่นคง เป็นตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมือง เมื่อสองปีก่อน เฮ่อหนานโจวแข่งขันประมูลโครงการหนึ่งและมีโอกาสชนะสูงมาก

คู่แข่งรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ จึงเกิดความคิดชั่วร้าย มุ่งเป้ามาที่เจาเจาน้อย

อาศัยจังหวะงานวันเกิดครบรอบสามขวบของเจาเจา ที่แขกเหรื่อมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง เขาว่าจ้างนักโทษที่เพิ่งพ้นโทษออกมา ให้ฉวยโอกาสปะปนเข้าไปในงาน แล้วลักพาตัวเจาเจาออกมา

ใครจะคิดว่ายังไม่ทันพ้นประตูใหญ่ตระกูลเฮ่อก็ถูกพบเข้าเสียก่อน คนร้ายผู้นี้เดิมทีก็เป็นพวกโจรชั่วใจทราม เคยมือเปื้อนเลือดฆ่าคนมาแล้ว มันรู้ดีว่าต่อให้คืนตัวเจาเจาน้อยไป ตระกูลเฮ่อก็คงไม่ปล่อยมันไปแน่ นอกจากจะต้องกลับไปติดคุกแล้ว เงินค่าจ้างก็คงไม่ได้

เมื่อจนตรอก มันจึงขี่มอเตอร์ไซค์มุ่งหน้าหนีเข้าไปในป่าลึกชานเมือง มันชำนาญเส้นทางในป่านั้นดี ขอแค่หนีเข้าไปได้ ก็มีโอกาสสลัดหลุดจากการติดตาม รอให้เรื่องเงียบแล้วค่อยกลับมารับเงิน มันก็ยังลอยนวลได้เหมือนเดิม

ในเมื่อมันมีตัวประกันในมือ ตระกูลเฮ่อจึงเกิดความกังวน ไม่กล้าลงมือวู่วาม และยิ่งไม่กล้าขับรถชน

มอเตอร์ไซค์แล่นเข้าสู่ป่าลึก ทิ้งห่างคนของตระกูลเฮ่อไปไกลโข จนกระทั่งรถไม่สามารถไปต่อได้ มันจึงทิ้งรถแล้วเดินเท้าต่อ

ทว่ามันประเมินความสามารถของตระกูลเฮ่อต่ำเกินไป เดิมทีคิดว่าสลัดคนติดตามหลุดแล้ว แต่ใครจะรู้ว่ามีตำรวจหน่วยพิเศษดักรออยู่ข้างหน้า ปิดทางหนีทีไล่จนหมดสิ้น ในความตื่นตระหนก คนร้ายวิ่งเตลิดเข้าไปในป่าลึก บุกรุกเข้าไปในถิ่นของฝูงหมูป่าเข้าพอดี

หมูป่านับสิบตัวส่งเสียงร้องและวิ่งชนกันอย่างบ้าคลั่ง ไม่เพียงแต่ชนคนร้ายจนบาดเจ็บ แต่ยังทำให้ตำรวจที่ไล่ตามมาติดๆ ต้องชะงักเสียจังหวะไปชั่วขณะจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้

ระบบมาถึงในช่วงเวลานี้พอดี ตอนนั้นหมูป่ากำลังพุ่งเข้าใส่คนร้าย มันไม่พูดพร่ำทำเพลง โยนเจาเจาน้อยในอ้อมแขนออกไปทันที หมายจะใช้ร่างเล็กๆ นั้นเป็นโล่กำบังการโจมตีของหมูป่า

ในวินาทีความเป็นความตาย ระบบได้ทำการผูกมัดกับเจาเจาทันที และใช้พลังงานมหาศาลส่งตัวเด็กน้อยไปยังสถานที่ปลอดภัย

คนร้ายเห็นกับตาว่าเจาเจาหายวับไปในอากาศ มันตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ ประจวบเหมาะกับหมูป่าที่พุ่งเข้ามาขวิดทะลุท้อง เลือดไหลนองนอนรอความตาย ทว่าตำรวจที่ตามมาด้านหลังมองไม่เห็นฉากนี้ แม้พวกเขาจะควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเข้ามาถึง เจาเจาก็หายตัวไปแล้ว

ทุกคนต่างมึนงงสงสัย ไม่เข้าใจเลยว่าอยู่ต่อหน้าต่อตาแท้ๆ คนร้ายซ่อนตัวเจาเจาได้อย่างไร และซ่อนไว้ที่ไหน

คนร้ายสิ้นใจตายก่อนจะถึงโรงพยาบาล ร่องรอยของเจาเจาจึงขาดหายไปนับแต่นั้น

ตระกูลเฮ่อจึงสูญเสียเบาะแสของลูกสาวตัวน้อยไปอย่างสมบูรณ์

ระบบปวดหัวจนแทบระเบิด ตอนนั้นมันเห็นเจาเจาตกลงบนพื้นราบ มั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว ถึงได้ปิดเครื่องไปเพราะพลังงานไม่เพียงพอ

มันคิดว่าที่นั่นคือตีนเขาแถวนั้น คนตระกูลเฮ่อคงอยู่ไม่ไกล อีกไม่นานคงหาเจาเจาพบ

พอย้อนนึกดูตอนนี้ ที่นั่นก็คือตีนเขาจริงๆ นั่นแหละ แต่ดันเป็นตีนเขาที่หมู่บ้านซ่างลิ่ว ในรัชสมัยต้าฉี! มิน่าเล่าพลังงานถึงได้หมดเกลี้ยง เดิมทีมันคิดว่าเสียพลังงานไปกับการรักษาสมดุลในกระแสความปั่นป่วนของมิติเวลา นึกไม่ถึงว่าเป็นเพราะส่งเจาเจาข้ามมายังยุคโบราณนี่เอง

เจาเจาเองก็หมดสติไปเพราะการเดินทางผ่านอุโมงค์มิติเวลา จากนั้นก็ถูกสองสามีภรรยาหูไหลฝูและเจิ้งซื่อแห่งหมู่บ้านซ่างลิ่วเก็บไปราวกับส้มหล่น

สองสามีภรรยาตระกูลหูตาลุกวาวทันทีที่เห็นเจาเจาน้อย รีบอุ้มเด็กหญิงกลับบ้านโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

ตอนที่เจาเจาถูกลักพาตัว เด็กน้อยกำลังอยู่ในงานวันเกิด ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ในฐานะเจ้าของวันเกิดตัวน้อย การแต่งกายของเจาเจาน้อยย่อมประณีตงดงามที่สุด อีกทั้งเด็กหญิงรักสวยรักงาม ข้อเท้าสวมกำไลเงิน ข้อมือยังสวมแหวนหลากสีสันอีกห้าหกวง ยางรัดผมล้วนเป็นของราคาหลักหมื่น เนื้อผ้าอาภรณ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตระกูลเฮ่อคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้เจาเจาน้อยเสมอมา

ที่สำคัญที่สุดคือ คุณป้าของเจาเจาที่งานยุ่งจนมาร่วมงานไม่ได้ ได้ฝากคนส่งหยกมงคลเนื้อดีมาให้ เด็กหญิงแกะของขวัญแล้วสวมไว้ที่คอทันที ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ

แม้จะถูกคนร้ายจับตัววิ่งลัดเลาะในป่าจนสภาพดูมอมแมม ใบหน้าและเนื้อตัวถูกกิ่งไม้ขีดข่วน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แหวนหล่นหายไปสองวง แต่ก็ไม่อาจบดบังราศีคุณหนูจากตระกูลร่ำรวยได้เลย

หูไหลฝูและเจิ้งซื่อเห็นเจาเจาในสภาพนั้นก็ใจเต้นระรัว ตอนแรกพวกเขาคิดจะปลดทรัพย์สินบนตัวนางแล้วแอบหนีไป แต่พอจะลงมือ จู่ๆ ก็เปลี่ยนใจ

หูไหลฝูแม้จะไม่รู้ว่าเจาเจามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่ดูจากสภาพน่าจะวิ่งหนีออกมาจากในป่า คงจะประสบภัยมาเป็นแน่

หากเวลานี้ พวกเขาพานางกลับไปดูแลอย่างดี รอจนครอบครัวของนางตามมาเจอ เห็นแก่ที่พวกเขาเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเด็กน้อยไว้ ย่อมต้องได้รับค่าตอบแทนอย่างงามแน่นอน

ทรัพย์สินตรงหน้าเป็นแค่เศษเงิน พวกเขาตั้งใจจะใช้กุ้งฝอยตกปลากะพงต่างหาก

เจิ้งซื่อเห็นดีเห็นงามด้วย เด็กหญิงผิวพรรณขาวผ่องหน้าตาน่ารักเพียงนี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคุณหนูพันชั่งที่ครอบครัวรักใคร่ถนุถนอม มิเช่นนั้นชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปที่ไหนจะกล้าให้เด็กตัวแค่นี้สวมแหวนและเครื่องประดับมากมายขนาดนี้ ไม่กลัวทำหายหรือไร? โดยเฉพาะแหวนพวกนั้น ดูไม่เหมือนทอง ไม่เหมือนเงิน และไม่ใช่หยก แต่เนื้อใสกระจ่างเป็นประกายวิบวับ ดูแล้วราคาแพงแน่นอน

ระบบรู้สึกว่าสายตาของเจิ้งซื่อมีปัญหา แหวนของเล่นราคาถูกที่สุดกลับถูกนางมองว่าเป็นสมบัติล้ำค่าเสียได้

แน่นอนว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือสองสามีภรรยาตระกูลหูพาเจาเจาน้อยกลับบ้านไปแล้ว

ตอนที่เดินผ่านหมู่บ้าน ทั้งคู่ก็สร้างภาพให้ตัวเองเป็นดั่งพระโพธิสัตว์มาโปรด พอเจอชาวบ้านที่เข้ามามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็แสร้งถอนหายใจแล้วพูดว่า "แม่หนูน้อยคนนี้น่าสงสารนัก ไม่รู้ไปเจออะไรมาในป่า ตอนที่เราไปช่วย มีงูตัวหนึ่งขดอยู่ตรงหน้านางพอดี ถ้าสามีข้าไม่มือไว แม่หนูคงโดนฉกไปแล้ว เฮ้อ เราจะทิ้งนางไว้ก็ทำไม่ลง ก็แค่ที่บ้านเพิ่มปากท้องมาอีกคน เราจะเลี้ยงนางไว้ ถือเสียว่ามีลูกสาวเพิ่มอีกคนก็แล้วกัน ประจวบเหมาะที่เรามีแค่เป่าตุ่นลูกชายคนเดียว ตอนนี้ดีเลย เป่าตุ่นจะได้มีเพื่อนเล่น"

สองสามีภรรยาตกลงกันเป็นมั่นเหมาะ ไม่เพียงแต่จะสวมบทผู้มีพระคุณช่วยชีวิต แต่ยังจะสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ตอนนี้พวกเขาเป็นพ่อบุญธรรมและแม่บุณธรรมของเจาเจาน้อยแล้ว วันหน้าไม่แน่ว่าแม่หนูอาจจะเลี้ยงดูพวกเขาตอนแก่เฒ่า หรือต่อให้ไม่เลี้ยงดู มีสถานะนี้ค้ำคออยู่ อย่างไรเสียก็ต้องมีผลประโยชน์ตกถึงมือบ้างแหละ

พวกเขาฝันหวานไว้อย่างสวยหรู และหลังจากพาเจาเจากลับไป ก็เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีจริงๆ ถึงขั้นตามหมอมาดูอาการและจัดยาให้ ดูแลเอาใจใส่อย่างพิถีพิถัน

ทว่าความใส่ใจเช่นนี้ ในที่สุดก็หยุดชะงักลงอย่างกะทันหันในอีกครึ่งเดือนต่อมา

บทที่ 3 ส่งเจาเจาน้อยกลับยุคปัจจุบันเดี๋ยวนี้

บทที่ 3 ส่งเจาเจาน้อยกลับยุคปัจจุบันเดี๋ยวนี้

หลังจากเจาเจาน้อยฟื้นคืนสติ แม้จะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่แปลกตา แต่เด็กน้อยก็ยังคงสงบสติอารมณ์ได้ดี เจาเจาจำเบอร์โทรศัพท์ของพ่อแม่และที่อยู่ของที่บ้านได้อย่างแม่นยำ

เพียงแต่สองสามีภรรยาตระกูลหูฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ไม่เป็นไร พวกเขาจับใจความสำคัญจากคำพูดของเจาเจาได้

เช่น นางแซ่เฮ่อ ตระกูลเฮ่อรวยมาก มีเงินเยอะแยะมากมาย

เช่น นางเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ ในงานวันเกิดมีคนมาร่วมงานเยอะมาก และนางได้รับของขวัญกองโต

เช่น แหวนแบบที่นางสวมอยู่ที่มือนั้น ที่บ้านของนางยังมีอีกเต็มกล่อง นางยังบอกอีกว่าหากได้กลับบ้าน นางจะยกให้เจิ้งซื่อทั้งหมดเลย

เจิ้งซื่อฟังแล้วเลือดลมสูบฉีดด้วยความตื่นเต้น หยิบแหวนพวกนั้นมาพลิกดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ฟังไม่รู้เรื่อง พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ คิดเสียว่าเด็กสามขวบพูดจาเพ้อเจ้อ แยกแยะความจริงกับความฝันไม่ออก

อีกอย่าง ต่อให้ข้อมูลจะจริงแค่ไหน แต่เจาเจาน้อยก็ยังมีความระแวดระวัง เด็กน้อยรู้ดีว่าเรื่องส่วนตัวบางเรื่องไม่ควรแพร่งพรายให้คนนอกรู้ แม้อายุยังน้อยแต่เจาเจาก็ฉลาดเกินวัย

สิ่งที่ทำให้เด็กหญิงกลุ้มใจที่สุดคือ หูไหลฝูและภรรยาไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าโทรศัพท์มือถือเลย

ทั้งสองฝ่ายใช้ชีวิตแบบกระท่อนกระแท่นด้วยกันมาครึ่งเดือน แต่ตระกูลเฮ่อกลับไม่โผล่มาตามหา หูไหลฝูถึงขั้นลงทุนไปสืบข่าวในตำบลและในตัวอำเภอ ว่ามีเศรษฐีบ้านไหนลูกหายบ้างหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะในตำบลหรือในอำเภอ ก็ไม่มีเศรษฐีแซ่เฮ่อเลยสักคน

เหลือความเป็นไปได้เพียงสองอย่าง คือเจาเจาโกหก หรือไม่ตระกูลเฮ่อก็ไม่ได้อยู่อำเภอนี้ อาจจะอยู่ที่เมืองหลวงประจำมณฑล หรือที่ที่ไกลกว่านั้น

ถ้าเป็นอย่างหลัง ก็คงเป็นเรื่องยุ่งยากแล้ว

ความอดทนของบ้านตระกูลหูหมดลงหลังจากผ่านไปครึ่งเดือน การต้องเลี้ยงดูแม่หนูน้อยคนนี้อย่างดีทุกมื้อ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ทำให้ลูกชายของพวกเขาเริ่มไม่พอใจ บ้านของพวกเขาไม่ได้ร่ำรวยจะให้กินดีอยู่ดีทุกมื้อคงไม่ไหว เดิมทีคิดว่าจะมีเศรษฐีเงินถุงเงินถังมาไถ่ตัว แต่ดูท่าแล้ว ต่อให้มีตระกูลเฮ่ออยู่จริง ป่านนี้คงตัดใจทิ้งเด็กคนนี้ไปแล้ว คงไม่คิดจะตามหาแล้วกระมัง

พวกเขาจะมานั่งปรนนิบัติเจาเจาแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ ใครจะรู้ว่าต้องเลี้ยงไปถึงเมื่อไหร่

หลังจากพยายามเค้นถามข้อมูลจากเจาเจาแต่ไม่ได้ความคืบหน้า ท่าทีของสองสามีภรรยาก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เสื้อผ้าเครื่องประดับที่ยึดมาจากเจาเจา พวกเขาไม่มีวันคืนให้แน่นอน เดิมทีคิดจะเอาเด็กไปทิ้งไว้ที่ตีนเขาเหมือนเดิม แต่ตอนนั้นเพื่อให้ดูสมจริง พวกเขาดันไปบอกหัวหน้าหมู่บ้านว่าจะรับเจาเจาเป็นลูกบุญธรรม แถมยังยัดเงินใต้โต๊ะเพื่อเอาชื่อเด็กเข้าทะเบียนบ้านตระกูลหูไปแล้ว

อีกทั้งเลี้ยงดูปูเสื่อมาตั้งนาน ขืนปล่อยมือตอนนี้ พวกเขาก็รู้สึกขาดทุน

สองสามีภรรยาคิดคำนวณไปมา สุดท้ายก็ตัดสินใจ… ให้เจาเจาเป็น 'สะใภ้เด็ก' ของบ้านตระกูลหูเสียเลย

หูเป่าตุ่นลูกชายบ้านตระกูลหูสมองไม่ค่อยปกติ พูดให้ดูดีคือซื่อบื้อ พูดให้ตรงคือปัญญาอ่อน แถมยังเป็นโรคโมโหร้าย จู่ๆ อารมณ์ไม่ดีก็อาละวาดทุบตีคน

คนแบบนี้ โตขึ้นคงหาภรรยายาก ต่อให้หาได้ ก็ต้องใช้สินสอดแพงลิบลิ่ว

เจาเจาหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก หากเริ่มเลี้ยงให้เชื่องตั้งแต่ตอนนี้ โตไปย่อมต้องปรนนิบัติดูแลเป่าตุ่นอย่างว่าง่าย ยิ่งนางไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีบ้านเดิมให้พึ่งพา มีหรือจะไม่ยอมก้มหน้าก้มตารับใช้ รองรับอารมณ์ทุบตีด่าทอ?

หากในอนาคตเป่าตุ่นไม่ชอบ หรือมีตัวเลือกที่ดีกว่า พวกเขาก็ยังเอาเจาเจาไปขายได้ ได้เงินมาอีกก้อน

แน่นอนว่า เงินก้อนนั้นต้องมากกว่าค่าข้าวสุกที่เลี้ยงดูนางมาแน่

ด้วยเหตุนี้ เจาเจาน้อยจึงกลายเป็นสะใภ้เด็กของบ้านตระกูลหู

ระบบดูมาถึงตรงนี้ โกรธจนหน่วยประมวลผลแทบไหม้ คนบ้านตระกูลหูทำไมถึงหน้าด้านไร้ยางอายได้ขนาดนี้? ขโมยของมีค่าของเจาเจาไปหมดยังไม่พอใจอีกหรือ

ทว่าเรื่องราวหลังจากนี้ยิ่งน่าโมโหกว่าเดิม

จากลูกสาวบุญธรรมกลายเป็นสะใภ้เด็ก แม้จะอายุยังน้อย แต่เจาเจาต้องตื่นแต่เช้ามืดมาทำงานหนักจนค่ำมืด

เจาเจาน้อยผู้น่าสงสารจะไปรู้วิธีทำงานพวกนี้ได้อย่างไร ก่อไฟเตาไม่ติดก็โดนด่า ไปถอนหญ้าในแปลงนาเผลอถอนใบผักก็โดนตี เอาน้ำไปให้เป่าตุ่นช้าหน่อยก็โดนถีบ ให้อาหารไก่เป็ดช้าก็โดนงดข้าว เด็กตัวแค่นี้แต่บนตัวกลับมีแผลใหม่ซ้อนแผลเก่าไม่เคยหาย ร่างกายซูบผอมลงอย่างรวดเร็ว

เด็กสามขวบจะไปรู้ประสาอะไร?

แม้จะพยายามอดทนอดกลั้น แต่พอเจ็บพอหิวก็อดร้องไห้ไม่ได้ พอร้องไห้บ่อยเข้า ข่าวลือในหมู่บ้านซ่างลิ่วก็เริ่มแพร่สะพัด

มีคนเห็นเจาเจาต้องทำงานหนักตั้งแต่เล็ก ทำไม่ดีก็โดนตี แถมยังกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของเป่าตุ่น ทนดูไม่ได้จึงเอ่ยปากตำหนิไปบ้าง

ช่วงแรกสองสามีภรรยาตระกูลหูยังเถียงกลับ บอกให้คนอื่นอย่ามายุ่งเรื่องชาวบ้าน นานวันเข้าคนเริ่มรุมต่อว่า ถึงขั้นมีบางบ้านเสนอตัวว่าถ้าบ้านหูไม่อยากเลี้ยง พวกเขาจะรับเจาเจาไปเลี้ยงเอง

บ้านตระกูลหูย่อมไม่ยอม หากเจาเจาไป แผนการของพวกเขาก็ล่มสลาย อีกอย่าง ใครจะรู้ว่าคนพวกนั้นสงสารเจาเจาจริง หรือแค่อยากได้เครื่องประดับที่ติดตัวนางมากันแน่?

ประจวบเหมาะกับช่วงนั้น เจียงเหล่าซาน เพื่อนบ้านฝั่งซ้ายของบ้านตระกูลหูกำลังมีการเจรจาสู่ขอเจ้าสาว

วันที่ฝ่ายหญิงมาดูตัว หูเป่าตุ่นที่เล่นอยู่หน้าบ้านเกิดนึกสนุกอยากแกล้งคน จึงจุดไฟจะเผาผมเจาเจา เจาเจาหลบได้ทัน แต่สะเก็ดไฟดันกระเด็นไปติดกองฟางที่เจียงเหล่าซานกองไว้มุมกำแพงหน้าบ้าน ไฟจึงลุกพรึ่บขึ้นมาทันที

เจียงเหล่าซานตกใจรีบวิ่งหนีตายออกมาจากบ้าน ไม่ทันระวังจึงผลักพ่อแม่ฝ่ายหญิงล้มคว่ำ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด แม่ฝ่ายหญิงข้อเท้าแพลง ลุกไม่ขึ้น

ด้วยเหตุนี้ งานมงคลที่ตกลงกันว่าจะจัดเดือนหน้า จึงล่มไม่เป็นท่า

ความจริงไฟไม่ได้ไหม้รุนแรง แค่ควันเยอะดูน่ากลัวเท่านั้น ไฟยังไม่ทันลามเข้าธรณีประตู สาดน้ำไม่กี่ถังก็ดับแล้ว ที่แย่คือเจียงเหล่าซานขี้ขลาด คิดว่าไฟไหม้ใหญ่โต ไม่สนใจใครวิ่งหนีเอาตัวรอด แถมยังผลักว่าที่แม่ยายล้มอีก

บ้านตระกูลเจียงย่อมต้องมาคิดบัญชีกับบ้านตระกูลหู หูไหลฝูเห็นคนบ้านเจียงยกพวกมาอย่างดุดัน ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ผลักเจาเจาออกไปรับผิดแทนทันที

แต่เจาเจาน้อยไม่มีสมบัติอะไรติดตัว คนตระกูลเจียงจะเรียกค่าเสียหายก็ไม่ได้อะไร บ้านตระกูลหูก็หน้าด้านไม่ยอมจ่าย

สุดท้ายเจียงเหล่าซานจึงตบเจาเจาไปหนึ่งฉาด ด่าทอสาปแช่งนางยกใหญ่ แถมยังชี้หน้าด่านางว่าเป็น 'ตัวซวย'

คำว่า 'ตัวซวย' นี่แหละที่จุดประกายความคิดให้เจิ้งซื่อ

ดีล่ะ ในเมื่อคนในหมู่บ้านชอบออกหน้าแทนเจาเจานัก ถ้าเกิดว่านังเด็กนี่เป็นตัวอัปมงคล เป็นดาวหายนะ ดูซิว่าใครจะยังกล้าเข้าใกล้ ใครจะยังกล้ามายุ่งกับนางอีก

ดังนั้นสองสามีภรรยาจึงเริ่มปล่อยข่าวลือทำลายชื่อเสียงเจาเจาอย่างแนบเนียน ใครก็ตามที่สนิทสนมกับเจาเจา วันรุ่งขึ้นถ้าไม่ข้าวของเสียหาย ก็ต้องมีเหตุให้เจ็บตัว ไม่ว่าจะเป็นพืชผลในไร่โดนหมาเหยียบ ไก่ที่บ้านโดนพังพอนคาบ หรือเดินสะดุดหกล้มเสื้อผ้าฉีกขาด สรุปคือซวยซ้ำซวยซ้อน โชคร้ายไม่หยุดหย่อน

พอเกิดเรื่องแบบนี้บ่อยเข้า คนที่เคยสงสารเจาเจาก็เริ่มถอยห่าง คนที่เชื่อว่านางเป็นตัวซวยก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ

จนถึงทุกวันนี้ ทั้งหมู่บ้านซ่างลิ่วแทบไม่มีใครกล้าคุยกับเจาเจาแล้ว

เด็กน้อยผู้น่าสงสารต้องตกอยู่ในสภาพโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง ชนิดที่ว่าต่อให้โชคร้ายถึงตาย ก็คงไม่มีใครกล้าออกหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมให้

ระบบรู้สึกผิดจนแทบอยากจะทุบตัวเองทิ้ง โชคดี โชคดีเหลือเกินที่ตอนนี้มันเปิดเครื่องได้แล้ว มันจะส่งโฮสต์กลับบ้านเดี๋ยวนี้แหละ

มันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เตรียมจะพูดคุยกับเจาเจาน้อยเรื่องการกลับสู่ยุคปัจจุบัน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...