“นายกฯ อนุทิน” ย้ำความจริงใจ สันติชายแดนใต้? BRN ควรยุติความรุนแรง!
สำนักข่าว Utusan melayu ของมาเลเซีย รายงานสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย โดยเปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์ระดับโลกที่กำลังเกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่าขณะที่ทั่วโลกกำลังจับตาความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤตพลังงาน กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในไทยยังคงก่อเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยมีเหยื่อทุกกลุ่ม ทั้งประชาชน ข้าราชการ และผู้เกษียณอายุราชการ สะท้อนถึงความพยายามของกลุ่มเหล่านี้ในการแสดงตนและอำนาจ เหตุการณ์น่าสลดใจหลายครั้งถูกหยิบยกขึ้นมา เช่น การเสียชีวิตของชายสูงอายุในอำเภอรามัน จังหวัดยะลา, เจ้าหน้าที่ อส. ในอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี และเจ้าหน้าที่ตำรวจในอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ซึ่งทำให้ความหวังในสันติสุขและความปลอดภัยยังคงเป็นเพียงฝัน เจ้าหน้าที่ไทยระบุว่า "กลุ่มผู้ก่อการร้าย" เป็นผู้รับผิดชอบ แต่คำถามสำคัญคือ ใครคือผู้รับผิดชอบที่แท้จริง? เป็นแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ (BRN) หรือมีกลุ่มอื่นที่ซ่อนเร้น หรือมีกลุ่มที่จงใจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง? ความสงบที่เคยเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวในช่วงเดือนรอมฎอนสิ้นสุดลง และกลุ่มแบ่งแยกดินแดนกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเหตุใด BRN จึงไม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านี้ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงตัวตนและบทบาทของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่อาจไม่ได้เข้าร่วมในกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับรัฐบาลไทย
ผู้เขียนบทความเน้นย้ำว่า BRN จำเป็นต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจน หากไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ควรออกมาปฏิเสธ แต่หากมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ต้องชี้แจงแรงจูงใจ หรือเป็นการแสดงความแข็งแกร่งเพื่อกดดันรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เพิ่งจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา แม้ว่ากระบวนการพูดคุยสันติสุขก่อนหน้านี้อาจยังไม่บรรลุข้อตกลงที่แท้จริง แต่รัฐบาลไทยไม่เคยละความพยายามในการเจรจา ซึ่งนายอนุทินฯ ก็มีความปรารถนาเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากการเดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 18 เมษายน โดยยึดแนวทาง “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” การประชุมที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้รับรายงานว่าเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยในช่วงเดือนรอมฎอนปีนี้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะยังมีเหตุการณ์ประปราย นายอนุทินฯ ยังเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น และชื่นชมวัฒนธรรมอันหลากหลายของพื้นที่ พร้อมทั้งแสดงความเสียใจและขอโทษต่อสาธารณชนจากคำกล่าวที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่พาดพิงสถาบันการศึกษาอิสลาม โดยชี้แจงว่าไม่ได้หมายถึงทุกสถาบัน แต่เป็นเพียงบางพื้นที่ที่มีปัญหาเท่านั้น
ด้วยความบริสุทธิ์ใจและความมุ่งมั่นที่นายอนุทินฯ แสดงออกมา ผู้เขียนบทความเชื่อว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดน โดยเฉพาะ BRN ไม่ควรจะยังคงก่อเหตุรุนแรงอีกต่อไป เนื่องจากรัฐบาลไทยแสดงความจริงใจและเปิดกว้างในการแสวงหาทางออกเพื่อสันติภาพ การใช้ความรุนแรงเพื่อกดดันรัฐบาลนั้นเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา การกระทำดังกล่าวไม่เคยนำมาซึ่งความปลอดภัย หรือความสำเร็จในการบรรลุข้อเรียกร้องใดๆ กลับมีผู้คนนับพันต้องตกเป็นเหยื่อ จึงเป็นสัญญาณเตือนให้ทบทวนและหาหนทางสันติผ่านกระบวนการพูดคุยกับรัฐบาลไทย BRN อาจเหน็ดเหนื่อยกับการต่อสู้ที่ไร้ผล แต่ความอหังการอาจเป็นอุปสรรคต่อการยุติความรุนแรง แม้ศาสนาอิสลามจะสอนให้หาทางสันติกับศัตรู รัฐบาลไทยไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นผู้รักษาอธิปไตยและพร้อมเจรจากับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนโดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ดังนั้น BRN หรือกลุ่มอื่นๆ ควรใช้โอกาสนี้ภายใต้การบริหารของรัฐบาลใหม่ ในการยุติความรุนแรง การฆาตกรรม และการก่อการร้าย เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ และชักชวนสมาชิกให้กลับคืนสู่สังคมเพื่อร่วมกันพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป
📰 อ่านข่าวฉบับเต็มพร้อมภาพประกอบทั้งหมด
👉 คลิกอ่านต่อที่ 77kaoded.news